“บ้านปู” ทุ่มลงทุนธุรกิจพลังงาน ขยายฐานบุกโรงไฟฟ้า-ก๊าซ-แบตเตอรี่-
บ้านปูเกาะเมกะเทรนด์ งัดกลยุทธ์ “Greener & Smarter” อัดงบ 1,200 ล้านบาท ปูทางสู่พลังงานสะอาด-ดิจิทัล ปักธงโรงไฟฟ้าอีก 3 แห่ง เล็งลดสัดส่วนรายได้ถ่านหิน 20% ในปี 2020 ชี้จ่ายชดเชยคดีโรงไฟฟ้าหงสา 2.7 พันล้านไม่สะเทือนสภาพคล่อง
นางสมฤดี ชัยมงคล เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ”ว่า แผนการลงทุนพัฒนาธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ “Greener & Smarter” ระหว่างปี 2015-2020 ของบริษัทคืบหน้าไปมาก โดยมีการลงทุนไปแล้ว 900-1,000 ล้านบาทจากงบฯลงทุนไว้ 1,200 ล้านบาท ขยายธุรกิจให้สอดคล้องเมกะเทรนด์โลกที่มุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาด การบริหารจัดการพลังงาน พัฒนาพลังงานทดแทน และพัฒนาสู่ระบบดิจิทัล เพื่อยกระดับธุรกิจทั้งต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ ล่าสุดเตรียมลงทุนใหม่อีกหลายโครงการ และอาจมีการเพิ่มงบประมาณการลงทุนอีกหลังจากนี้
เริ่มจากการลงทุนโรงไฟฟ้า 3 โรง ในเวียดนาม 2 โรง และจีน 1 โรง ซึ่งขณะนี้ได้รับใบอนุญาตลงทุนโรงงานไฟฟ้าพลังงานลมแห่งแรกแล้ว ที่เมืองซอคจานทางตอนใต้ของเวียดนาม กำลังผลิต 80 เมกะวัตต์ งบฯลงทุน 100 ล้านเหรียญสหรัฐ อยู่ระหว่างเตรียมทำสัญญาก่อสร้าง และอยู่ระหว่างยื่นขอใบอนุญาตลงทุนโรงไฟฟ้าถ่านหิน ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ นอกจากนี้บริษัทได้เข้าถือหุ้นในสัดส่วน 30% ในบริษัท SLG เพื่อดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 1,320 เมกะวัตต์ ในเมืองเกาเหอ ประเทศจีน ซึ่งอยู่ติดกับเหมืองถ่านหินบ้านปู
“บ้านปูจะโฟกัสลงทุนในพื้นที่ที่ได้เปรียบและในธุรกิจที่เชี่ยวชาญ เช่น เวียดนามเป็นตลาดที่มีศักยภาพ มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง จีนก็เป็นตลาดขนาดใหญ่ และสนใจลงทุนบริหารจัดการเรื่องพลังงานให้บริษัทต่าง ๆ ในโครงการสมาร์ทซิตี้ในพื้นที่อีอีซี ขณะนี้มีลูกค้าเป็นโรงเรียน 1 รายแล้ว”
สำหรับการลงทุนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาได้ลงทุนโครงการลงทุนธุรกิจต้นน้ำ เช่น การลงทุนในเชลก๊าซที่สหรัฐ 522 ล้านเหรียญสหรัฐ ธุรกิจโซลาร์ฟาร์มที่ญี่ปุ่น และจีน ส่วนกลางน้ำจะเน้นการบริหารการจัดส่ง-ขนส่งลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพ ส่วนปลายน้ำในธุรกิจเทคโนโลยีพลังงานบริการออกแบบและจัดตั้งระบบบริหารจัดการไฟฟ้า ระบบจัดเก็บพลังงาน โดยเข้าซื้อหุ้น NRT สิงคโปร์ ด้วยงบฯลงทุน 80 ล้านเหรียญ ถือครองหุ้นสัดส่วน 44% ดำเนินธุรกิจแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าส่งออก และหุ้นของบริษัท ซันซีส สิงคโปร์ ผู้ผลิตโซลาร์หลังคาอีก 31% ส่วนงบฯลงทุนระบบดิจิทัลวางไว้ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อพิ่มประสิทธิภาพ ความรวดเร็วและลดต้นทุน
“หากการลงทุนเป็นไปตามแผน ในปี 2020 ธุรกิจเหมืองถ่านหินซึ่งเป็นธุรกิจหลักสัดส่วนจะลดลงจาก 60% เหลือ 40% รองลงมาคือธุรกิจโรงไฟฟ้าสัดส่วน 40% และธุรกิจพลังงานทดแทน เช่น โซลาร์ในจีนและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่จะสร้างรายได้ 5% ส่วนธุรกิจก๊าซสัดส่วน 8% สอดรับกับเทรนด์การใช้พลังงานโลกที่ประเมินว่าปี 2035 ถ่านหินยังเป็นพลังงานหลัก รองลงมาเป็นก๊าซและพลังงานทดแทน”
ผลประกอบการไตรมาส 1/2561 ว่า ภาพรวมดีใกล้เคียงกับปีก่อน และได้ประโยชน์จากราคาถ่านหินที่ดีขึ้น ไม่ผันผวนมาก อย่างไรก็ตาม ไตรมาส 1 บริษัทมีรายจ่ายพิเศษจากผลคดีโรงไฟฟ้าหงสา ที่ตัดสินเมื่อ 6 มี.ค. 2561 ต้องจ่ายเงินชดเชยพร้อมดอกเบี้ย 2,700 ล้านบาทแต่ไม่กระทบเพราะสภาพคล่องบริษัทสูงถึง 900 ล้านเหรียญสหรัฐ
ทิศทางไตรมาส 2 การผลิตในเหมืองที่ออสเตรเลียและอินโดนีเซียจะกลับมาผลิตได้ดีเพราะไม่มีฝน บริษัทตั้งเป้าจำหน่ายถ่านหินในปี 2561 ไว้ที่ 46 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 5% จากปี 2560 ที่ขายได้ 44 ล้านตัน ปัจจุบันบ้านปูมีเหมือง 12 เหมือง ในออสเตรเลีย 5 แห่ง, อินโดนีเซีย 5 แห่ง และจีน 2 แห่ง ผลิตได้ปีละ 44-46 ล้านตัน ส่วนใหญ่ส่งออกไปทั่วโลก นำเข้ามาปีละ 3-4 ล้านตัน
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม
และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
