4 ปีรัฐบาล คสช.ดันจีดีพีโต 4% สภาอุตฯแนะเร่งเครื่องอีอีซีปั้น S-curve-
ส.อ.ท.ชี้ 4 ปีผลงานรัฐบาลดันเศรษฐกิจไทยโตทะลุ 4% ฉลุย แนะเร่งเครื่องอีอีซีดึงลงทุน-สานต่อประชารัฐ-บริหารจัดการน้ำ
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงการทำงาน 4 ปีระหว่างภาคเอกชนและรัฐบาลในยุค คสช.ว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้พยายามเข้ามาช่วยเหลือให้ระบบเศรษฐกิจทั้งประเทศเติบโต ซึ่งจะเห็นได้จาก GDP ขยายตัว 4.0-4.1% จากการส่งออกที่ขยายตัวสูง และผลจากการผลักดันการลงทุน โดยโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เริ่มเห็นความชัดเจน แต่ภาคเอกชนอยากเห็นการเข้ามาลงทุนจริงของนักลงทุนรายใหญ่ โดยเฉพาะที่เป็นอุตสาหกรรมใหม่ (new S-curve) เช่น บริษัทเทสล่าที่เป็นผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รายใหญ่ของโลก หรือการดึงบริษัท FOXCONN ของไต้หวัน ซึ่งเป็นผู้รับช่วงต่อในการผลิตให้กับ Apple การดึงบริษัทหัวเว่ยจากจีนเข้ามาลงทุน หรือแม้แต่การดึงบริษัทรถยนต์รายใหญ่จากญี่ปุ่น ซึ่งหากรัฐบาลทำได้จะยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความสำเร็จ EEC
ในส่วนโครงการประชารัฐ ซึ่งรัฐบาลได้ให้ภาคเอกชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการอย่างมาก ถือเป็นเครื่องมือที่ต้องช่วยกันทำสานต่อให้เป็นรูปธรรมในปีต่อไป โดยภาครัฐจำเป็นต้องเข้ามาสนับสนุนสิทธิประโยชน์พิเศษต่าง ๆ เช่น ด้านภาษี การหักภาษีที่ต้องมีความชัดเจน เป็นต้น เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการขนาดใหญ่และขนาดเล็กได้มีส่วนในการใช้ประโยชน์จากโครงการเหล่านี้มากยิ่งขึ้น ตลอดจนเร่งผลักดันผู้ประกอบการเอสเอ็มอีโดยวางแผนเอสเอ็มอีแห่งชาติ
ตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมสะท้อนว่ารายได้ของกลุ่มรากหญ้า โดยเฉพาะในราคาสินค้าเกษตรยังคงไม่เติบโตหากเทียบกับภาคอื่น ๆ เพราะการส่งออกสินค้าเกษตรหลายรายการลดลง ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งผลักดันวางระบบบริหารจัดการน้ำ และระบบโซนนิ่ง ซึ่งเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับภาคเกษตรที่รัฐเข้ามาทำอย่างจริงจัง ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการพัฒนาเรื่องนวัตกรรม เพื่อปฏิรูปเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม 4.0 คู่กันไป
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สายงานกลุ่มอุตสาหกรรม กล่าวว่า มั่นใจว่าการส่งออกในปีนี้จะขยายตัว 7-8% เพราะไทยมีการส่งออกมูลค่าถึง 20,000 ล้านเหรียญดีต่อเนื่องมา 3 เดือนแล้ว สินค้าดาวรุ่งชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และชิ้นส่วนยานยนต์เป็นตัวหลักที่ไปได้ดี ส่วนปัญหาการเมืองระหว่างอิหร่าน-สหรัฐ ไม่น่าห่วงเท่ากับปัญหาในคาบสมุทรเกาหลี แต่ต้องจับตาผลจากสถานการณ์ในอิหร่านอาจทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับสูงขึ้น ขณะที่นโยบายประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งคาดว่าจะปรับขึ้น 4 ครั้ง จะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า และค่าเงินบาทไทยจะอ่อนตัวลงนับว่าเป็นผลดีต่อการส่งออก
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม
และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
