“Lab-grown Foods” อาหารแห่งโลกอนาคต-
คอลัมน์ มองข้ามชอต
โดย โชติกา ชุ่มมี [email protected]
คาดการณ์ว่าภายในปี 2050 หรืออีกไม่ถึง 30 ปีต่อจากนี้ ความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ทั่วโลกจะเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันถึงราว 70% ตามแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของประชากรโลก และรายได้ต่อหัวที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดี ภายใต้เงื่อนไขของทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ ที่มีอยู่อย่างจำกัด ทั้งในเรื่องพื้นที่ แหล่งน้ำ และพลังงาน รวมทั้งผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศต่อห่วงโซ่การผลิตอาหารโลก ส่งผลให้การผลิตอาหารและเนื้อสัตว์ให้เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น กลายเป็นทั้งโจทย์ใหญ่และความท้าทายสำคัญซึ่งเราไม่อาจมองข้ามได้
แน่นอนว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพ คือหนึ่งในคำตอบที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ โดยปัจจุบันได้เริ่มมีการผลิตเนื้อสัตว์เทียม หรือเนื้อสัตว์สังเคราะห์ (lab-grown meat) ทดแทนเนื้อสัตว์ที่ได้จากฟาร์มปศุสัตว์แล้ว ผ่านกระบวนการนำเนื้อเยื่อหรือเซลล์มาสกัดเป็นสเต็มเซลล์ ทำการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์นั้นต่อในห้องแล็บ ก่อนนำไปผสมกับเส้นใยและไขมัน แต่งสี แต่งกลิ่น รสชาติ
รสสัมผัส เพื่อให้มีรูปร่างหน้าตาเหมือนเนื้อสัตว์จริง ๆ และเมื่อพูดถึงเนื้อสัตว์เทียม เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า Memphis Meats คือ startup ที่มีความโดดเด่นและน่าจับตามองมากที่สุดเวลานี้ เพราะเป็นบริษัททีศึกษาวิจัยและพัฒนาเรื่องนี้จริงจัง เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมอาหารโลก อีกทั้งสามารถผลิตเนื้อสัตว์เทียมออกมาใกล้เคียงความจริงมากที่สุด ทั้งรสชาติและราคา อย่างไรก็ดี ต้นทุนการผลิตเนื้อสัตว์จากห้องแล็บนี้ยังสูงอยู่มาก เช่น ต้นทุนผลิตเนื้อวัวสังเคราะห์ (cultured beef) ของ Memphis Meats ปัจจุบันอยู่ที่ 5,280 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 174,000 บาทต่อกิโลกรัม แพงสุดโต่ง เมื่อเทียบกับราคาเนื้อสัตว์จริงที่เราคุ้นเคย แต่ถูกลงมากแล้วจากช่วงแรก ๆ ซึ่งสูงถึง 40,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม และเป็นไปได้ว่าต้นทุนผลิตจะถูกลงเรื่อย ๆ จนผู้บริโภคทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ไม่นานนี้
“Finless Foods” คืออีกหนึ่ง startup น้องใหม่ไฟแรงจากซานฟรานซิสโก ซึ่งตั้งเป้าก้าวขึ้นเป็นผู้นำในการผลิตเนื้อปลาและอาหารทะเลสังเคราะห์ป้อนตลาดโลกในราคาที่เอื้อมถึง แม้เพิ่งเริ่มก่อตั้งบริษัทได้ไม่ถึง 2 ปี เริ่มจากพนักงานแค่ 7 คน แต่กลับเติบโตขึ้นรวดเร็ว โดยได้เริ่มทดลองผลิตเนื้อปลาในห้องปฏิบัติการด้วยเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์จากกล้ามเนื้อของปลาตั้งแต่มีนาคมที่ผ่านมา คาดว่าจะสามารถผลิตเนื้อปลาสังเคราะห์ในรูปแบบ fish fillet จำหน่ายในเชิงพาณิชย์ภายในไม่ถึง 2 ปีต่อจากนี้ นอกจากจะเป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและรักษาระบบนิเวศทางทะเลแล้ว ยังลดความเสี่ยงจากการบริโภคอาหารทะเลที่อาจปนเปื้อนจากมลพิษ โลหะหนัก โดยเฉพาะสารปรอทได้อีกด้วย
นอกเหนือจากกระบวนการผลิตเนื้อสัตว์สังเคราะห์ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ของสัตว์ในห้องแล็บวิทยาศาสตร์แล้ว ปัจจุบันมีการผลิตเนื้อสัตว์เทียมจากโปรตีนพืชอีกด้วย (plant-based meat) ...”Beyond Meat” คือ startup ด้านอาหารจากลอสแองเจลีส ซึ่งประสบความสำเร็จงดงามในการผลิตเนื้อสัตว์เทียม จากโปรตีนถั่วลันเตาและพืชชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อไก่ เนื้อวัว ไส้กรอก และเบอร์เกอร์รสชาติเสมือนเนื้อสัตว์แบบดั้งเดิม แต่ผลิตจากโปรตีนพืช 100% (plant-based burger) ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีวางจำหน่ายใน Whole Foods Market ทั่วสหรัฐ ตั้งแต่ปี 2013 ทั้งนี้ Beyond Meat ได้รับการเลือกให้เป็นหนึ่งในบริษัทอาหารที่มีนวัตกรรมมากที่สุดในปี 2017 และได้รับสนับสนุนจากนักลงทุนหลายราย รวมถึงมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก Bill Gates และนักแสดงชื่อดังเจ้าของรางวัลออสการ์ Leonardo Dicaprio โดยบริษัทตั้งเป้าขยายการลงทุนและทำการตลาดให้กว้างขึ้น เป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการบริโภคโปรตีนที่มีคอเลสเตอรอลต่ำกว่าเนื้อสัตว์ทั่วไป และต้องการดูแลสิ่งแวดล้อม
อนึ่ง การบริโภคเนื้อสัตว์สังเคราะห์ นอกจากจะช่วยให้ผู้บริโภคได้รับสารอาหารอย่างโปรตีนครบถ้วนโดยไม่ต้องทำบาปด้วยการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ลดการแพร่กระจายเชื้อโรคต่าง ๆ จากสัตว์สู่คนแล้ว ยังช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมทางอ้อม ช่วยให้ระบบนิเวศกลับมามีความสมบูรณ์และสมดุลมากขึ้นด้วย ทั้งนี้ ข้อมูลทางวิชาการพบว่า การเลี้ยงสัตว์เป็นตัวการที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศโลกมากถึงราว 16% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ และหากผู้บริโภคในสหรัฐทั้งประเทศปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยหยุดบริโภคเนื้อสัตว์ หรือหันมาบริโภคเนื้อสัตว์สังเคราะห์แทน จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการเลี้ยงสัตว์ในฟาร์มปศุสัตว์ได้มากพอ ๆ กับลดปริมาณรถยนต์ในท้องถนนมากถึง 23 ล้านคันเลยทีเดียว
ไม่เพียงแต่อุตสาหกรรมอาหารเท่านั้นที่กำลังถูก disrupt จากความก้าวหน้าของนวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ แม้แต่อุตสาหกรรมเครื่องดื่มก็ถูกกระทบไม่ต่างกัน จากข้อมูลพบว่า “Ava Winery” startup จากซานฟราน
ซิสโก ประสบความสำเร็จในการผลิต synthetic wine หรือไวน์โคลนนิ่งระดับ mirror grade จากการนำสารประกอบทางเคมีต่าง ๆ เช่น กลีเซอรีน น้ำตาล เอทิลแอลกอฮอล์ กรดอะมิโน และสารปรุงแต่งรสชาติ มาผสมผสานกันเพื่อลอกเลียนแบบโครงสร้างชีวโมเลกุลของไวน์ โดยมีเป้าหมายหลักคือการผลิตของเหลวเพื่อลอกเลียนแบบไวน์คุณภาพเยี่ยมในราคาเบากระเป๋าเพื่อให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่เข้าถึงได้ แต่ยังคงรสชาติที่คลาสสิกเหมือนไวน์ดั้งเดิมจากกระบวนการหมักบ่มผลองุ่นกับเชื้อยีสต์ในโรงบ่ม และที่สำคัญคือยังช่วยย่นระยะเวลาในการหมักบ่มไวน์ในถังจาก 3-5 ปี ให้เหลือเพียง 15 นาทีเท่านั้น อย่างไรก็ดี ความท้าทายสำคัญในระยะต่อไป คือ มาตรการการกำกับดูแลจากภาครัฐ หากมีการผลิตเพื่อจำหน่ายในเชิงพาณิชย์จริง เพราะปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนว่าไวน์โคลนนิ่ง จะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเครื่องดื่มประเภทใด
แม้ว่าปัจจุบัน lab-grown foods อาจจะยังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างไกลตัว และออกจะดูแปลกประหลาดอยู่ไม่น้อยสำหรับผู้บริโภคชาวไทย แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าแนวคิดดังกล่าวนี้เป็นแรงกระเพื่อมที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะหากเกิดขึ้นจริงย่อมจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบในวงกว้างต่อภาคเกษตรกรรมและปศุสัตว์ของไทย รวมถึงแรงงานอีกจำนวนมหาศาล ซึ่งเท่ากับเป็นการพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ
รวมทั้งโมเดลธุรกิจของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มแห่งโลกอนาคตให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ซึ่งประเด็นดังกล่าวนี้ถือเป็นความท้าทายสำหรับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่ต้องพร้อมเปลี่ยนแปลงและปรับตัวเพื่อรับมือกับการมาเยือนของนวัตกรรมสินค้าอาหารแห่งโลกอนาคตนี้
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม
และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
