เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดีแคช ถอด ‘บุ๋ม ปนัดดา’ พ้นพรีเซ็นเตอร์ เซ่นปมมูลนิธิองค์กรทำดี
Biz Movement ดีแคช ถอด ‘บุ๋ม ปนัดดา’ พ้นพรีเซ็นเตอร์ เซ่นปมมูลนิธิองค์กรทำดี
ส่อง 2 โมเดลใหม่โรบินสัน Ploen / Riva เจาะกรุงเทพฯ-หัวเมือง
Business ส่อง 2 โมเดลใหม่โรบินสัน Ploen / Riva เจาะกรุงเทพฯ-หัวเมือง
เจ้าหนี้ GRAND โหวตผ่าน 3 วาระ พักดอกเบี้ย 29.88 ล้าน-ปลดล็อกเงื่อนไขหนี้
Finance เจ้าหนี้ GRAND โหวตผ่าน 3 วาระ พักดอกเบี้ย 29.88 ล้าน-ปลดล็อกเงื่อนไขหนี้
“ออยศรีกล้าป๊ะ?” สิระโพสต์ภาพจี้ลุยสอบ ‘มูลนิธิป่ารอยต่อ’ เพื่อความเสมอภาค
Politics “ออยศรีกล้าป๊ะ?” สิระโพสต์ภาพจี้ลุยสอบ ‘มูลนิธิป่ารอยต่อ’ เพื่อความเสมอภาค
กบน. มีมติลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล บี7 0.75 บาทต่อลิตร กลุ่มเบนซิน 1 บาทต่อลิตร มีผล 6 พ.ย. นี้
Economic กบน. มีมติลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล บี7 0.75 บาทต่อลิตร กลุ่มเบนซิน 1 บาทต่อลิตร มีผล 6 พ.ย. นี้
ในหลวง พระราชินี ถวายผ้าพระกฐิน วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ถวายผ้าพระกฐิน วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม
บางจากฯ โตสูงสุดเป็นประวัติการณ์รับรู้รายได้ SAF, Bangchak Hong Kong และ Synergy รวม 9,000 ล้านบาท
Economic บางจากฯ โตสูงสุดเป็นประวัติการณ์รับรู้รายได้ SAF, Bangchak Hong Kong และ Synergy รวม 9,000 ล้านบาท
เปิดข้อเรียกร้อง สหพันธ์ขนส่งฯ รื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน แฉ ‘ต้นทุนทิพย์-ค่าการกลั่น’
Economic เปิดข้อเรียกร้อง สหพันธ์ขนส่งฯ รื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน แฉ ‘ต้นทุนทิพย์-ค่าการกลั่น’
เปิดผล QS Asia 2027 ม.กรุงเทพคว้าอันดับ 1 เอกชนไทย ปีที่ 2
การศึกษา เปิดผล QS Asia 2027 ม.กรุงเทพคว้าอันดับ 1 เอกชนไทย ปีที่ 2
กสิกรไทย ชู 3+1 & P รักษาผู้นำดิจิทัล K PLUS ครองตลาด 30% สินเชื่อธุรกิจโต 7%
Finance กสิกรไทย ชู 3+1 & P รักษาผู้นำดิจิทัล K PLUS ครองตลาด 30% สินเชื่อธุรกิจโต 7%
ดูทั้งหมด

“Lab-grown Foods” อาหารแห่งโลกอนาคต-

14 พ.ค. 2561 | 07:00น.

คอลัมน์ มองข้ามชอต

โดย โชติกา ชุ่มมี [email protected]

คาดการณ์ว่าภายในปี 2050 หรืออีกไม่ถึง 30 ปีต่อจากนี้ ความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ทั่วโลกจะเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันถึงราว 70% ตามแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของประชากรโลก และรายได้ต่อหัวที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดี ภายใต้เงื่อนไขของทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ ที่มีอยู่อย่างจำกัด ทั้งในเรื่องพื้นที่ แหล่งน้ำ และพลังงาน รวมทั้งผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศต่อห่วงโซ่การผลิตอาหารโลก ส่งผลให้การผลิตอาหารและเนื้อสัตว์ให้เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น กลายเป็นทั้งโจทย์ใหญ่และความท้าทายสำคัญซึ่งเราไม่อาจมองข้ามได้

แน่นอนว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพ คือหนึ่งในคำตอบที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ โดยปัจจุบันได้เริ่มมีการผลิตเนื้อสัตว์เทียม หรือเนื้อสัตว์สังเคราะห์ (lab-grown meat) ทดแทนเนื้อสัตว์ที่ได้จากฟาร์มปศุสัตว์แล้ว ผ่านกระบวนการนำเนื้อเยื่อหรือเซลล์มาสกัดเป็นสเต็มเซลล์ ทำการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์นั้นต่อในห้องแล็บ ก่อนนำไปผสมกับเส้นใยและไขมัน แต่งสี แต่งกลิ่น รสชาติ

รสสัมผัส เพื่อให้มีรูปร่างหน้าตาเหมือนเนื้อสัตว์จริง ๆ และเมื่อพูดถึงเนื้อสัตว์เทียม เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า Memphis Meats คือ startup ที่มีความโดดเด่นและน่าจับตามองมากที่สุดเวลานี้ เพราะเป็นบริษัททีศึกษาวิจัยและพัฒนาเรื่องนี้จริงจัง เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมอาหารโลก อีกทั้งสามารถผลิตเนื้อสัตว์เทียมออกมาใกล้เคียงความจริงมากที่สุด ทั้งรสชาติและราคา อย่างไรก็ดี ต้นทุนการผลิตเนื้อสัตว์จากห้องแล็บนี้ยังสูงอยู่มาก เช่น ต้นทุนผลิตเนื้อวัวสังเคราะห์ (cultured beef) ของ Memphis Meats ปัจจุบันอยู่ที่ 5,280 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 174,000 บาทต่อกิโลกรัม แพงสุดโต่ง เมื่อเทียบกับราคาเนื้อสัตว์จริงที่เราคุ้นเคย แต่ถูกลงมากแล้วจากช่วงแรก ๆ ซึ่งสูงถึง 40,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม และเป็นไปได้ว่าต้นทุนผลิตจะถูกลงเรื่อย ๆ จนผู้บริโภคทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ไม่นานนี้

“Finless Foods” คืออีกหนึ่ง startup น้องใหม่ไฟแรงจากซานฟรานซิสโก ซึ่งตั้งเป้าก้าวขึ้นเป็นผู้นำในการผลิตเนื้อปลาและอาหารทะเลสังเคราะห์ป้อนตลาดโลกในราคาที่เอื้อมถึง แม้เพิ่งเริ่มก่อตั้งบริษัทได้ไม่ถึง 2 ปี เริ่มจากพนักงานแค่ 7 คน แต่กลับเติบโตขึ้นรวดเร็ว โดยได้เริ่มทดลองผลิตเนื้อปลาในห้องปฏิบัติการด้วยเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์จากกล้ามเนื้อของปลาตั้งแต่มีนาคมที่ผ่านมา คาดว่าจะสามารถผลิตเนื้อปลาสังเคราะห์ในรูปแบบ fish fillet จำหน่ายในเชิงพาณิชย์ภายในไม่ถึง 2 ปีต่อจากนี้ นอกจากจะเป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและรักษาระบบนิเวศทางทะเลแล้ว ยังลดความเสี่ยงจากการบริโภคอาหารทะเลที่อาจปนเปื้อนจากมลพิษ โลหะหนัก โดยเฉพาะสารปรอทได้อีกด้วย

นอกเหนือจากกระบวนการผลิตเนื้อสัตว์สังเคราะห์ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ของสัตว์ในห้องแล็บวิทยาศาสตร์แล้ว ปัจจุบันมีการผลิตเนื้อสัตว์เทียมจากโปรตีนพืชอีกด้วย (plant-based meat) ...”Beyond Meat” คือ startup ด้านอาหารจากลอสแองเจลีส ซึ่งประสบความสำเร็จงดงามในการผลิตเนื้อสัตว์เทียม จากโปรตีนถั่วลันเตาและพืชชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อไก่ เนื้อวัว ไส้กรอก และเบอร์เกอร์รสชาติเสมือนเนื้อสัตว์แบบดั้งเดิม แต่ผลิตจากโปรตีนพืช 100% (plant-based burger) ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีวางจำหน่ายใน Whole Foods Market ทั่วสหรัฐ ตั้งแต่ปี 2013 ทั้งนี้ Beyond Meat ได้รับการเลือกให้เป็นหนึ่งในบริษัทอาหารที่มีนวัตกรรมมากที่สุดในปี 2017 และได้รับสนับสนุนจากนักลงทุนหลายราย รวมถึงมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก Bill Gates และนักแสดงชื่อดังเจ้าของรางวัลออสการ์ Leonardo Dicaprio โดยบริษัทตั้งเป้าขยายการลงทุนและทำการตลาดให้กว้างขึ้น เป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการบริโภคโปรตีนที่มีคอเลสเตอรอลต่ำกว่าเนื้อสัตว์ทั่วไป และต้องการดูแลสิ่งแวดล้อม

อนึ่ง การบริโภคเนื้อสัตว์สังเคราะห์ นอกจากจะช่วยให้ผู้บริโภคได้รับสารอาหารอย่างโปรตีนครบถ้วนโดยไม่ต้องทำบาปด้วยการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ลดการแพร่กระจายเชื้อโรคต่าง ๆ จากสัตว์สู่คนแล้ว ยังช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมทางอ้อม ช่วยให้ระบบนิเวศกลับมามีความสมบูรณ์และสมดุลมากขึ้นด้วย ทั้งนี้ ข้อมูลทางวิชาการพบว่า การเลี้ยงสัตว์เป็นตัวการที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศโลกมากถึงราว 16% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ และหากผู้บริโภคในสหรัฐทั้งประเทศปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยหยุดบริโภคเนื้อสัตว์ หรือหันมาบริโภคเนื้อสัตว์สังเคราะห์แทน จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการเลี้ยงสัตว์ในฟาร์มปศุสัตว์ได้มากพอ ๆ กับลดปริมาณรถยนต์ในท้องถนนมากถึง 23 ล้านคันเลยทีเดียว

ไม่เพียงแต่อุตสาหกรรมอาหารเท่านั้นที่กำลังถูก disrupt จากความก้าวหน้าของนวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ แม้แต่อุตสาหกรรมเครื่องดื่มก็ถูกกระทบไม่ต่างกัน จากข้อมูลพบว่า “Ava Winery” startup จากซานฟราน
ซิสโก ประสบความสำเร็จในการผลิต synthetic wine หรือไวน์โคลนนิ่งระดับ mirror grade จากการนำสารประกอบทางเคมีต่าง ๆ เช่น กลีเซอรีน น้ำตาล เอทิลแอลกอฮอล์ กรดอะมิโน และสารปรุงแต่งรสชาติ มาผสมผสานกันเพื่อลอกเลียนแบบโครงสร้างชีวโมเลกุลของไวน์ โดยมีเป้าหมายหลักคือการผลิตของเหลวเพื่อลอกเลียนแบบไวน์คุณภาพเยี่ยมในราคาเบากระเป๋าเพื่อให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่เข้าถึงได้ แต่ยังคงรสชาติที่คลาสสิกเหมือนไวน์ดั้งเดิมจากกระบวนการหมักบ่มผลองุ่นกับเชื้อยีสต์ในโรงบ่ม และที่สำคัญคือยังช่วยย่นระยะเวลาในการหมักบ่มไวน์ในถังจาก 3-5 ปี ให้เหลือเพียง 15 นาทีเท่านั้น อย่างไรก็ดี ความท้าทายสำคัญในระยะต่อไป คือ มาตรการการกำกับดูแลจากภาครัฐ หากมีการผลิตเพื่อจำหน่ายในเชิงพาณิชย์จริง เพราะปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนว่าไวน์โคลนนิ่ง จะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเครื่องดื่มประเภทใด

แม้ว่าปัจจุบัน lab-grown foods อาจจะยังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างไกลตัว และออกจะดูแปลกประหลาดอยู่ไม่น้อยสำหรับผู้บริโภคชาวไทย แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าแนวคิดดังกล่าวนี้เป็นแรงกระเพื่อมที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะหากเกิดขึ้นจริงย่อมจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบในวงกว้างต่อภาคเกษตรกรรมและปศุสัตว์ของไทย รวมถึงแรงงานอีกจำนวนมหาศาล ซึ่งเท่ากับเป็นการพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ

รวมทั้งโมเดลธุรกิจของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มแห่งโลกอนาคตให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ซึ่งประเด็นดังกล่าวนี้ถือเป็นความท้าทายสำหรับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่ต้องพร้อมเปลี่ยนแปลงและปรับตัวเพื่อรับมือกับการมาเยือนของนวัตกรรมสินค้าอาหารแห่งโลกอนาคตนี้

รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม
และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android

อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”