“ซันโทรี่-เป๊ปซี่โค” ชงโปรดักต์ใหม่เชื่อม 400,000 ร้านขึ้นเชลฟ์อันดับ 1-
หลังจากบริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด จำกัด ประกาศร่วมทุน (joint venture) กับบริษัท เป๊ปซี่โค เซอร์วิสเซส เอเซีย จำกัด โดยกลุ่มซันโทรี่ฯถือหุ้น 51% ขณะที่เป๊ปซี่โคฯถือหุ้น 49% จนกลายเป็นบริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ SPBT และมีการเปิดตัว “ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ” อย่างเป็นทางการไปเมื่อต้นเดือนมีนาคมผ่านมา
ล่าสุด “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “โอเมอร์ มาลิค” กรรมการผู้จัดการคนแรกของ “ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ” ซึ่งเคยร่วมงานกับเป๊ปซี่โคฯมานานกว่า 10 ปี ทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการพลิกฟื้นธุรกิจในหลายประเทศ เนื่องจากมีประสบการณ์ในตลาดสแน็กมาก่อน แต่สำหรับครั้งนี้เขาจะมาบอกเล่าถึงแนวทางการรุกธุรกิจเครื่องดื่มในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ
“โอเมอร์ มาลิค” เริ่มต้นการสนทนาให้ฟังว่า การจับมือของ 2 ยักษ์ใหญ่จากบริษัทชั้นนำของโลกระหว่างซันโทรี่ฯ (ญี่ปุ่น) และเป๊ปซี่โคฯ (สหรัฐอเมริกา) เปรียบเสมือนการแต่งงานกัน การจอยต์เวนเจอร์ครั้งนี้ จึงเป็นการนำสิ่งที่ดีที่สุดของทั้ง 2 บริษัทมารวมกัน ซึ่งเป๊ปซี่โคฯเองมีประสบการณ์ในประเทศไทยอยู่ก่อนแล้ว ขณะที่ซันโทรี่ฯเองก็รู้จักตลาดในภูมิภาคอาเซียนเป็นอย่างดี
เขาย้ำว่า ที่ผ่านมาซันโทรี่ฯและเป๊ปซี่โคฯเป็นพันธมิตรทางธุรกิจมาอย่างยาวนาน และประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจร่วมกันมาแล้วในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น, นิวซีแลนด์ รวมถึงเวียดนาม ดังนั้น การร่วมลงทุนกับเป๊ปซี่โคฯในประเทศไทย จึงน่าจะทำให้กลุ่มธุรกิจทั้งระบบเติบโตอย่างน่าสนใจ
“ซันโทรี่ฯมุ่งพัฒนาธุรกิจในระดับโลก ซึ่งที่ผ่านมาเปิดสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคที่สิงคโปร์ ดังนั้นการตัดสินใจขยายการดำเนินธุรกิจเครื่องดื่มในไทย จึงถือเป็นกลยุทธ์ในระยะยาว” แม่ทัพใหญ่ “ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ” ย้อนเล่าแบ็กกราวนด์ธุรกิจให้ฟัง และบอกต่อว่า สำหรับซันโทรี่ฯนอกจากจะเป็นเจ้าของซุปไก่สกัด และรังนกแท้ “แบรนด์” ในประเทศไทย ยังเป็นเจ้าของเครื่องดื่มเกลือแร่ Lucozande, น้ำผลไม้ Ribena, เครื่องดื่มน้ำอัดลมรสมะนาวผสมวิตามินซี CC Lemon, ชาพร้อมดื่มTeaPlus, ฟังก์ชั่นนอลดริงก์ GoodMood และกาแฟกระป๋อง MYCAFE
ขณะที่เป๊ปซี่โคฯมีน้ำอัดลมเป๊ปซี่, มิรินด้า, เซเว่น-อัพ, ชาพร้อมดื่มลิปตัน,เครื่องดื่มเกลือแร่เกเตอเรด และน้ำดื่มอควาฟิน่า ทั้งยังมีแผนจะพัฒนาเครื่องดื่มใหม่ ๆ ตามมาอีกมากในอนาคต
ดังนั้น การผนึกกำลังกันของ 2 ค่ายยักษ์เครื่องดื่มครั้งนี้ จึงเป็นการนำโปรดักต์ของทั้ง 2 บริษัทเข้ามาในตลาดด้วย โดยมีดีเอชแอลเป็นผู้กระจายสินค้าให้กับตัวแทนจำหน่าย 24 รายในเมืองไทย ก่อนที่จะกระจายต่อไปยังร้านค้าส่ง ร้านค้าปลีก และโชห่วย ซึ่งมีมากกว่า 470,000 แห่งทั่วประเทศ
“โอเมอร์ มาลิค” ย้ำว่า ตลาดเครื่องดื่มในประเทศไทยยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก และเป็นตลาดที่ใหญ่ แต่ที่ผ่านมาตลาดอาจจะดรอปลงไปนิดหนึ่ง หรือเติบโตช้าไปบ้าง จึงเป็นความท้าทายในแง่ของการดำเนินธุรกิจในช่วงต่อจากนี้ไปว่าจะขับเคลื่อนธุรกิจอย่างไร เพื่อให้ตลาดหรืออุตสาหกรรมเครื่องดื่มกลับมาเติบโตอีกครั้งหนึ่ง
โดยยุทธศาสตร์ของ “ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ” คือการนำผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาดให้เร็วขึ้น และทำขั้นตอนต่าง ๆ ให้รวดเร็วขึ้น
“การออกโปรดักต์ใหม่ ๆ อยู่ในแผนของเราในการคิดค้นพัฒนานวัตกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรม และแนวโน้มของผู้บริโภคในเมืองไทยที่ชอบอะไรที่แปลก ๆ ใหม่ ๆ ซึ่งเราก็จะผลิตออกมา”
พร้อมกันนี้เขายังบอกอีกว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้เปิดตัวโปรดักต์ใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาดบ้างแล้ว สำหรับไลน์โปรดักต์ของสินค้าเพื่อสุขภาพจะมี มิรินด้า มิกซ์อิท, ชาลิปตันพร้อมดื่มกรีนที รวมทั้งน้ำดื่มอควาฟิน่าที่มีหลากหลายเฟเวอร์ โดยโปรดักต์เหล่านี้จะเน้นในเรื่องของน้ำตาลน้อย หวานน้อย ซึ่งเป็นอะไรที่ผู้บริโภคกำลังให้ความสนใจ เพราะลูกค้าต่างคอนเซิร์นในเรื่องของสุขภาพมากขึ้น โดยเครื่องดื่มพวกนี้จะมีน้ำตาลต่ำกว่า 6 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร และในอนาคตบริษัทต้องการที่จะขยายพอร์ตโฟลิโอให้มากกว่านี้
ดังนั้น เมื่อถามถึงเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจ “โอเมอร์ มาลิค” บอกว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมธุรกิจเครื่องดื่มในไทยมีมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท ขณะที่เรามีมาร์เก็ตแชร์ส่วนนี้อยู่ประมาณ 10% แต่ถ้าเป็นเฉพาะธุรกิจน้ำอัดลมเรามีมาร์เก็ตแชร์อยู่ที่ 24% และเป๊ปซี่ก็เป็นอันดับหนึ่งในตลาดน้ำดำ ประเภทบรรจุภัณฑ์แบบไม่ต้องคืนขวด (ขวดพีอีทีและกระป๋อง) ด้วยมาร์เก็ตแชร์มากกว่า 45% ทั้งยังคงมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี
เพราะเป้าหมายของ “ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ” ต้องการเป็นบริษัทอันดับ 1 ในตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่มีมูลค่า 50,000 ล้านบาท และจะขยับไปเป็นอันดับ 2 ในอุตสาหกรรมธุรกิจเครื่องดื่ม ควบคู่ไปกับการขยายพอร์ตเครื่องดื่มในตลาดน็อนแอลกอฮอล์ ซึ่งมีมูลค่ากว่า 1.5 แสนล้านบาท
“โอเมอร์ มาลิค” ไม่ได้บอกว่าจะใช้ระยะเวลาเมื่อไหร่ แต่คาดการณ์ว่าหลังจากที่เขาจัดทัพองค์กรอย่างแข็งแกร่งแล้ว ทุกสิ่งที่เขาเล่าให้ฟังน่าจะเกิดขึ้นอีกไม่นานนับจากนี้ไป
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม
และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
