วิกรม วัชระคุปต์ ปิดช่องเหล็กนำเข้า-หนุนลงทุนต้นน้ำ-
สัมภาษณ์
หลังจากกลุ่มผู้ใช้เหล็กในประเทศกว่า 200 รายรวมตัวขอให้กระทรวงพาณิชย์ชะลอการเสนอร่างแก้ไข
พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่…) พ.ศ. …ที่จะขยายขอบเขตให้ครอบคลุมการใช้มาตรการตอบโต้สินค้าหลบเลี่ยง (anticircumvention : AC) เพื่อช่วยผู้ผลิตวัตถุดิบเหล็กในประเทศ “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ “วิกรม วัชระคุปต์” ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะกลุ่มผู้ผลิตถึงประเด็นดังกล่าว และทิศทางอุตสาหกรรมเหล็กไทยในช่วงครึ่งปีหลังว่า
Q : มองการแก้ไขกฎหมายนี้อย่างไร
ถือเป็นกติกาสากล ทุกคนอยู่ในกฎเกณฑ์เดียวกันไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ใช้ เพราะหากทุกคนพูดถึงการทำฟรีเทรด (การค้าเสรี) ก็ต้องมีแฟร์เทรด (การค้าที่เป็นธรรม) ด้วย จะเลือกปฏิบัติคงไม่ใช่
Q : ให้อำนาจใช้ดุลพินิจมากเกินไป
เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่รัฐต้องไปดูรายละเอียด แต่ผ่านการทำประชาพิจารณ์มาแล้วหลายรอบจนจะใกล้จะมีผลบังคับใช้แล้ว
Q : ฝั่งผู้นำเข้าใช้เหล็กในประเทศไม่ได้
ก็ถ้าเขานำเข้ามาอย่างถูกต้องก็ไม่ต้องกลัวอะไร เพราะเป็นกฎหมายป้องกันการหลบเลี่ยงมาตรการทุ่มตลาด ถ้าไม่หลบเลี่ยงก็ไม่ต้องกลัว แต่ถ้าแข่งแล้วไม่ได้อยู่บนเกณฑ์เดียวกันก็แข่งไม่ได้
Q : มาตรฐานเหล็กในประเทศใช้ได้
มีมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรม (มอก.) กำกับอยู่ ถ้าเหล็กตัวใดใช้ไม่ได้ก็นำเข้า ไม่มีใครว่า แต่อีกด้านถ้ามาตรการกีดกันไปกันสินค้าที่เราผลิตไม่ได้มันก็ไม่ถูก
Q : การพัฒนาอุตฯ เหล็กในอนาคต
ปัจจุบันมีการลงทุนผลิตเหล็กพิเศษชนิดต่าง ๆ มากขึ้นแต่เรามีปัญหาในส่วนเหล็กต้นน้ำซึ่งอยู่ระหว่างหารือกับรัฐบาล ถ้ารัฐไม่ส่งเสริมก็จะยาก เพราะอย่างแรกเกี่ยวกับ โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เอกชนทำไม่ได้อยู่แล้ว ก็ต้องรัฐบาลทำ และพอเอาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ไปใส่ผลกระทบกับคนในพื้นที่ รัฐต้องบริหารจัดการให้เกิดความเป็นธรรมให้เกิดประโยชน์กับคนในพื้นที่ เอกชนทำเองไม่ได้ อย่างเคสญี่ปุ่น จีน หรือเวียดนาม รัฐเป็นผู้นำในการจัดการ ไม่เช่นนั้นอุตสาหกรรมเหล็กก็ไม่เกิด
Q : ข้อเสนอการพัฒนาต้นน้ำ
ก็มีการหารือกับกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องการพัฒนาให้เป็นตามนโยบาย 4.0 ซึ่งเราพยายามอธิบายให้ฟังว่า เรื่องต้นน้ำมีปัญหา ถ้าไม่มี ตัวนี้มันต้องมีมาตรการระยะยาว แต่รัฐจะมีตัวช่วยเพื่อลดความเสี่ยงให้เราอย่างไรได้บ้าง อย่างรัฐบาลญี่ปุ่น เกาหลี ให้ธนาคารเพื่อการลงทุนคล้าย EXIM Bank ไปช่วยเรื่องสเปเชียลโลนให้ในการออกไปลงทุน ถ้าไม่มีการส่งเสริมโอกาสพัฒนาจะยาก และเหล็กยังเกี่ยวกับอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่น ๆ ด้วย ซึ่งในสัปดาห์นี้จะไปพบกับท่านอุตตม (สาวนายน) รมว.อุตสาหกรรม เพื่อหารือในรายละเอียด
Q : เงื่อนไขการสนับสนุนเป็นอย่างไร
ต้องการให้ช่วยเรื่องลดความเสี่ยงในการลงทุน โดยประเทศที่น่าสนใจ คือ อิหร่าน เป็นแหล่งวัตถุดิบที่ดี ไม่มีกฎระเบียบภายในที่เป็นอุปสรรค แต่หากลงทุนไปแล้วเกิดปัญหาแซงก์ชั่นขึ้นมา ผลิตแล้วไม่สามารถส่งออกมาขายได้ แล้วสินค้าไปขายที่อื่นต่อไม่ได้จะทำอย่างไร หรือทวายก็มีเรื่องระบบสาธารณูปโภค ใครจะเอาไปใส่ หากรัฐส่งเสริมเอกชนไทยพร้อม ตอนนี้ก็มี 2-3 เจ้าที่พร้อม เช่น ทาง SSI ก็สนใจ
Q : ความต้องการเหล็กครึ่งปีหลัง
ทุกคนหวังว่ามันน่าจะดีขึ้น โดยช่วงหลังจะเป็นโปรเจ็กต์ก่อสร้างของภาคเอกชน เช่น แวร์เฮาส์มากขึ้น คาดการณ์ว่า ความต้องการใช้เหล็กก่อสร้างประมาณ 10% ที่เหลือเป็นกลุ่มยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งภาพรวมปีนี้เหล็กน่าจะขยายตัว 10% หรือประมาณ 17 ล้านตัน ส่วนผลดีจากการลงทุนโครงการต่าง ๆ ที่จะเปิดประมูลภายใต้นโยบายส่งเสริมการลงทุนระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) คงไม่เห็นในปีนี้ เพราะต้องดูว่าใครได้ และรายละเอียดแต่ละโครงการเป็นอย่างไร
ผู้ผลิตหนุนออกกฎหมาย AC
ขณะที่นายธีรยุทธ เลิศศิรรังสรรค์ นายกสมาคมการค้าเหล็กลวดไทย ระบุว่า ที่ผ่านมาสินค้านำเข้าจากจีนมีการเพิ่มส่วนผสม และปรับขนาดเพื่อหลบเลี่ยงภาษีเอดี เช่น เหล็กลวดคาร์บอนต่ำ ถ้าเป็น 0.92 จะเข้าข่าย
เอดี จึงเปลี่ยนมาเป็น 0.72 และใส่โครเมียมเกิน 0.3% เจตนาเพื่อได้ส่งออกแล้วได้สนับสนุนจากรัฐบาลจริง 9% และต่อที่ 3 สินค้านั้นยังไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าไทยอีก 5% ซึ่งความแตกต่างจาก 3 เรื่องนี้ทำให้ราคาเหล็กลวดคาร์บอนต่ำจากจีนอยู่ที่ กก.ละ 19 บาท ต่ำกว่าราคาเหล็กที่ผลิตในไทยขาย กก.ละ 20.30-20.40 บาท ความแตกต่างกันเพียง กก.ละ 1 บาทก็ถือว่าสูงแล้ว จึงส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าปี 2559 มี 1.2 ล้านตัน ก่อนจะลดลงมาปี 2560 ที่ 7-8 แสนตัน
แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการเรียกเก็บอากรเอดี แต่กระบวนการฟ้องร้องใช้เวลานานนับปี ปัญหานี้จึงส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไปแล้วจำนวนมาก ทำให้มีกำลังการผลิตเพียง 35-37% ของกำลังการผลิตภาพรวม 2.15 ล้านตัน ซึ่งหากจะคุ้มทุนต้องผลิตได้ 70-75% ของกำลังการผลิตรวม
ดังนั้น การยกร่าง พ.ร.บ.เอดี เพิ่มเรื่อง AC จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ และไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่ใช้มาตรการ จะเห็นว่าทุกประเทศฟ้องจีนหมดไม่ใช่แค่ไทยประเทศเดียว ไม่ได้กลั่นแกล้งเขา ที่ผ่านมาผู้ผลิตเหล็กพยายามลดต้นทุนแล้วแต่ก็แข่งขันไม่ได้ หากมีมาตรการ AC หลัง AD ก็ถือว่าดี
5 สมาคมค้านกฎหมาย AC
เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2561 กลุ่มผู้ใช้เหล็กในประเทศ 200 ราย ซึ่งประกอบด้วย ตัวแทนสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์คอนกรีตไทย สมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์และพันธมิตร สมาคมการค้าผู้ผลิตหลังคาเหล็กไทย สมาคมผู้ผลิตลวดเหล็กแรงดึงสูง และสมาคมเหล็กลวด เข้ายื่นหนังสือคัดค้านการยกร่างแก้ไข พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่…) พ.ศ. …โดยเพิ่มเติมบทบัญญัติเรื่องการตอบโต้สินค้าหลบเลี่ยงมาตรการ (Anti-Circumvention : AC) ที่กรมการค้าต่างประเทศ
โดยผู้ค้านให้เหตุผลว่า การใช้มาตรการ AD และมาตรการ AC ครอบคลุมสินค้านับพันรายการจะทำให้มีราคาสูงขึ้น 30% เพราะโรงงานภายในสามารถร่วมกันกำหนดราคาขายได้ ซึ่งจะมีผลให้สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตกลางน้ำ และปลายน้ำในประเทศหลายรายการมีราคาสูงขึ้น ทั้งยังไม่ได้ช่วยเหลือปกป้องผลกระทบผู้ผลิตในประเทศอย่างแท้จริง เพราะบริษัทผู้ผลิตในประเทศส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่มีต่างชาติถือหุ้นใหญ่ พร้อมทั้งยกตัวอย่างกรณีผู้ผลิตหลังคาเหล็ก (โรงรีดเมทัลชีต) กว่า 1,300 ราย ต้องใช้เหล็กแผ่นรีดเย็นจากผู้ผลิตวัตถุดิบในประเทศหลังจากมี AD สินค้านำเข้าจากจีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน และเวียดนาม ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบใหญ่ที่มีราคาถูกและมีคุณภาพดี แต่ปรากฏว่าผู้ผลิตวัตถุดิบในประเทศเอง ก็ไม่สามารถผลิตได้เพียงพอกับความต้องการใช้ เป็นต้น
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม
และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
