ดีเดย์ 1 ส.ค. “นิว คอมพานีส์ ลอว์” เมียนมาปลดล็อกต่างชาติถืออสังหาฯ-
1 สิงหาคมนี้ หลายฝ่ายเชื่อว่าจะเป็นจุดพลิกผันทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญของเมียนมา เนื่องจากเป็นวันเริ่มบังคับใช้กฎหมายบริษัท (Companies Law) ฉบับใหม่ของเมียนมา ที่ยกเครื่องข้อจำกัดการเข้ามาทำธุรกิจของนักลงทุนต่างประเทศให้ง่ายขึ้น
“ตอง ตุน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงรัฐบาลกลางของเมียนมา กล่าวในงานสัมมนา “เมียนมา อินไซด์ 2018” ที่จัด ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า การพัฒนาครั้งสำคัญด้านกฎหมายเกิดขึ้นเพราะรัฐบาลตระหนักดีว่า ตอนนี้อยู่ใน “ยุคใหม่” ที่เศรษฐกิจของเอเชียกำลังมาแรง
“เมียนมาอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญ คืออยู่ระหว่างทั้งจีนและอินเดียที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งคู่” ตอง ตุนกล่าว ดังนั้นการพัฒนาเพื่อให้ไม่ตกขบวนจึงเป็นเรื่องจำเป็น
“เมียนมา คอมพานีส์ ลอว์” ฉบับใหม่ เอื้อสิทธิ์ในการทำธุรกิจให้กับชาวต่างชาติที่จะเข้ามาทำธุรกิจในประเทศเมียนมามากขึ้น โดยเฉพาะข้อกำหนดที่ระบุว่า ต่างชาติสามารถเข้าถือหุ้นในบริษัทเมียนมาได้สูงสุด 35% โดยที่บริษัทดังกล่าวยังมีสถานะเป็นบริษัทเมียนมาอยู่ ทำให้บริษัทนั้น ๆ สามารถถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์ได้ พร้อมกันนี้ รัฐบาลก็ได้มีการเปิดตลาดหลักทรัพย์ย่างกุ้งต้อนรับนักลงทุนจากต่างประเทศอีกด้วย
เดิมธุรกิจต่างชาติจะไม่มีสิทธิ์ในการถือครองที่ดิน และการทำสัญญาเช่าเพื่อทำธุรกิจนั้นจะได้ไม่เกิน 1 ปี ซึ่งแค่ยื่นเอกสารและทำการปรับปรุงสำนักงานก็ใช้เวลาพอสมควร และในปีต่อมาก็มีความเสี่ยงที่เจ้าของอาจจะยกเลิกสัญญาเช่าได้ ดังนั้นการผ่อนคลายกฎหมายในจุดนี้ ทำให้นักลงทุนต่างชาติมีความมั่นใจที่จะเข้ามาลงทุนในมูลค่าสูงมากขึ้น และอาจดึงดูดใจให้ต่างชาติลงทุนฐานผลิตเพิ่มในเมียนมาด้วย เพราะเมียนมามีสิทธิประโยชน์ด้านภาษีสินค้าและบริการในการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป
ทั้งนี้ ภายหลังการบังคับใช้กฎหมายการลงทุนฉบับใหม่ตั้งแต่ 1 ส.ค.นี้ ทุกบริษัทจะต้องลงทะเบียนบริษัทผ่านฟอร์มออนไลน์ MyCO จนถึง 31 ม.ค. 2019 เท่านั้น เพื่อเป็นฐานข้อมูล
“สรศักดิ์ กีรติโชคชัยกุล” นายกสมาคมนักธุรกิจไทยในเมียนมา ให้มุมมองในฐานะนักลงทุนจากต่างชาติว่า หลังจากกฎหมายใหม่คิกออฟ นักลงทุนต่างชาติน่าจะให้ความสนใจและเข้าไปลงทุนในเมียนมาเพิ่มมากขึ้น
โดยปัจจุบันไทยเป็นนักลงทุนลำดับที่ 3 ของเมียนมา ด้วยยอดลงทุนรวม 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่อันดับ 2 ได้แก่ สิงคโปร์ที่ 19,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยแชมป์คือ จีน ที่มีการลงทุนไป 21,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
การลงทุนของสิงคโปร์และจีน ส่วนมากเป็นโปรเจ็กต์ใหญ่ เช่น สิงคโปร์ลงทุนด้านโทรคมนาคมและการบริหารสนามบิน และจีนลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ ท่าเรือ สำหรับการลงทุนจากประเทศไทย โครงการที่มูลค่าสูงระดับ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็มีบ้างแต่ไม่มาก โดยศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในเมียนมาระบุว่า ไทยเน้นลงทุนธุรกิจพลังงาน เพราะเมียนมาอุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีการลงทุนด้านโรงแรมและบริการเกี่ยวเนื่อง รวมถึงธุรกิจก่อสร้าง อาหารสัตว์
นายกสมาคมนักธุรกิจไทยในเมียนมากล่าวว่า สำหรับธุรกิจที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนไทย คือค้าปลีกและค้าส่ง เนื่องจากชาวเมียนมาคุ้นเคยกับสินค้าไทยเป็นอย่างดี และเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์แห่งเมียนมาเพิ่งผ่อนปรนกฎระเบียบการลงทุนให้ต่างชาติเข้าลงทุนกิจการค้าส่งและค้าปลีกได้ 100% สำหรับธุรกิจค้าปลีกค้าส่งที่มีพื้นที่มากกว่า 929 ตารางเมตร นอกจากนี้ธุรกิจสายการบิน และธุรกิจโรงพยาบาลก็น่าสนใจ เนื่องจากชาวเมียนมามีกำลังซื้อสูงขึ้น
“ทุกครั้งที่บินกลับไทยในช่วงสุดสัปดาห์ จะพบว่าชาวเมียนมาวัยทำงานอายุ 25-30 ปี บินมาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะปีนี้ที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ ราคาตั๋วเครื่องบินไป-กลับภายในประเทศกับประเทศใกล้เคียง มีราคาใกล้เคียงกันมาก น่าจะเป็นจุดดึงดูดให้ชาวเมียนมาเดินทางเที่ยวนอกประเทศมากขึ้น”
ทั้งนี้ เศรษฐกิจเมียนมาปีนี้คาดว่าจะเติบโตราว 7% สูงที่สุดในกลุ่มอาเซียน แนวโน้มเศรษฐกิจดีขึ้นด้วยจำนวนประชากรวัยเยาว์ที่ยังหนาแน่น ซึ่งตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ชาวเมียนมาเข้าถึงสมาร์ทโฟนกว่า 80% แม้ว่าจะมีความเสี่ยงจากปัญหาต่าง ๆ รอบด้าน ทั้งด้านการเมือง ปัญหาความขัดแย้งชนเผ่า และการดำเนินงานของรัฐบาลออง ซาน ซู จี ที่สื่อต่างชาติวิพากษ์ว่ายังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร และยังติดหล่มอยู่กับปัญหาภายในเดิม ๆ
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
อย่าลืมกดติดตาม และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
