Mike Shinoda Live in Bangkok แฟนเพลงรวมตัวให้กำลังใจอย่างอบอุ่น-
ไมก์ ชิโนดะ (Mike Shinoda) นักร้องและแกนนำวงลินคินพาร์ก (Linkin Park) มาแสดงคอนเสิร์ตในเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ณ เมืองไทย จีเอ็มเอ็ม ไลฟ์เฮาส์ เซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งคอนเสิร์ตนี้เป็นส่วนหนึ่งของทัวร์โปรโมตอัลบั้ม Post Traumatic ผลงานในฐานะศิลปินเดี่ยวของเขาที่เพิ่งปล่อยออกมาไม่นานนี้
เพลงเดี่ยวของไมก์ เป็นแนวทางที่แฟน ๆ คุ้นเคยเป็นตัวตนของเขาที่แฟนลินคินพาร์กรู้จักมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว คือการร้องแรป แต่จะเรียกเพลงของเขาว่าเป็นเพลงฮิปฮอปก็คงไม่ใช่ เพราะในพาร์ตดนตรีเบื้องหลังการร้องแรปคือดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ร็อกและอิเล็กทรอนิกส์พ็อปดี ๆ ที่ผสมผสานสุ้มเสียงน่าสนใจทีเดียว
คอนเสิร์ตนี้ แม้จะมาในฐานะศิลปินเดี่ยว แต่ไมก์ก็มาพร้อมเพลงของลินคินพาร์ก (Linkin Park) และฟอร์ตไมเนอร์ (Fort Minor) ทั้ง “Welcome”, “Place To Start”, “Watching As I Fall”, “Castle of Glass”, “When They Come For Me”, “Ghost”, “Kenji”, “Roads Untraveled”, “Waiting For The End”,” Where’d You Go”, “Sorry For Now”, “CrossingA Line”, “In The End”, “About You”, “Over Again”,”Papercut”, “Make It Up as I Go”, “Good Goodbye”,”Bleed It Out”, “Petrified”, “I.O.U.”, “Remember The Name”, “Running From My Shadow” จัดเต็มอิ่ม 2 ชั่วโมง หลายเพลงเล่นแบบเต็มเพลง บางเพลงเป็น mash up
ฐานแฟนเพลงของไมก์ซึ่งตามมาจากลินคินพาร์กนั้นเป็นแฟนเพลงร็อก ไม่แน่ใจว่าชอบเพลงอัลบั้มเดี่ยวของไมก์มาก-น้อยแค่ไหน อาจจะมีคนที่เกรงว่าถ้าไปดูคอนเสิร์ตเดี่ยวของไมก์แล้วจะไม่อินกับเพลงแรปของเขา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในโชว์ไม่ได้เป็นอย่างที่กลัวกันเลย
นี่คือคอนเสิร์ตที่เป็นส่วนผสมของดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ร็อกและอิเล็กทรอนิกส์พ็อป ที่นักร้องร้องแรป หลายเพลงเป็นดนตรีร็อกที่เล่นสดได้สนุก บางเพลงเป็นอิเล็กทรอนิกส์พ็อปซาวนด์สังเคราะห์บรรยากาศอึมครึม หม่น ๆ นิ่ง ๆ ได้อย่างน่าสนใจ เป็นความมีสีสัน มีการผสมผสาน เพียงแต่ส่วนผสมทางดนตรีที่ผสมลงไปนั้น รวมกันแล้วออกมาเป็นสีหม่น ๆ เหมือนกับไลติ้งดีไซน์ในหลาย ๆ เพลง ที่เป็นสีชมพูออกหม่น ๆ ช้ำ ๆ ฟ้าหม่น ๆ ช้ำ ๆ
ไฮไลต์อยู่ที่ช่วงกลางโชว์ที่เล่นเพลง In The Endสุดยอดเพลงฮิตของลินคินพาร์ก ก่อนจะเริ่มเพลงไมก์พูดถึงการชาร์จพลังของวงลินคินพาร์ก และเล่าเรื่องต่าง ๆ เป็นการเกริ่นเข้าเพลง
ไมก์เล่าถึงประสบการณ์ที่พ่อของเขาเคยพาไปร่วม โอโบน เฟสติวัล (Obon Festival) เป็นเฟสติวัลของสังคมคนญี่ปุ่นในลอสแองเจลีส ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองให้กับคนที่จากไป
“เทศกาลนี้เป็นการเฉลิมฉลอง ซึ่งผมซาบซึ้งในไอเดียของเทศกาลนี้มาก มันเป็นการเฉลิมฉลอง เราจะไม่เศร้า แต่เราจะสนุกสนานกัน และตอนนี้เรามาเฉลิมฉลองให้กับเชสเตอร์ด้วยกัน เรามาส่งเสียงให้เชสเตอร์กัน” ทันใดนั้นแฟน ๆ ก็ส่งเสียงดัง ไมก์ก็ส่งร้องออกไมค์ ก่อนที่เขาจะพูดต่อว่า “เราจะต้องไม่ลืมและไม่ให้ใครลืมว่าเชสเตอร์เป็นนักร้องร็อกที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล…เขาเป็นนักร้องที่ดีที่สุดตลอดกาล เรามาเฉลิมฉลองให้เชสเตอร์กันตอนนี้ อยากให้พวกคุณร้องดัง ๆ เชื่อว่าเชสเตอร์จะได้ยินเสียงพวกคุณ”
แล้วเสียงอินโทร ตึ่ง ตึ๊ง ตึ๊ง ตึง ตึง ของเพลง In The End ก็ดังขึ้น ซึ่งไมก์ทำหน้าที่ร้องไลน์แรปของเขา และให้คนดูร้องไลน์หลักของเชสเตอร์ เพลงนี้สุดยอดซีนอารมณ์ เชื่อว่าคงไม่มีใครที่ไม่น้ำตาซึม
คอนเสิร์ตนี้เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากแบบที่ไม่เจอมาก่อน ถ้าจะวิเคราะห์ก็น่าจะเพราะประสบการณ์ของศิลปินที่เจนเวที สื่อสารกับคนดูอย่างเป็นธรรมชาติ และด้วยความที่มาเมืองไทยหลายครั้งจนคุ้นเคย และไมก์น่าจะเป็นคนไนซ์มากอยู่แล้วด้วย ก็เลยทำให้ปฏิสัมพันธ์การสื่อสารกันดีมาก และเรียลมาก ๆ
ยังไม่นับช่วงท้ายโชว์ที่ลงมาคลุกคลีอยู่กับคนดูหน้าเวที และพอจบคอนเสิร์ตก็เดินลงหน้าเวทีเดินตามทางเดินด้านหน้าไปข้างเวที ให้แฟน ๆ ได้ใกล้ชิดแบบสุด ๆ
ไมก์ขอบคุณแฟน ๆ และพูดความรู้สึกของตัวเองเยอะมาก ซึ่งให้ความรู้สึกว่ามันไม่ใช่การพูดคุยเพื่อเอ็นเตอร์เทนคนดูเป็นหลัก แต่เหมือนการเล่าความรู้สึกในใจให้เพื่อนฟัง
ถ้าเข้าใจไม่ผิด (อิงจากความรู้สึกตัวเอง) นี่เป็นคอนเสิร์ตที่คนดูไม่ได้คาดหวังโชว์ที่ยอดเยี่ยม แต่เป็นเหมือนเพื่อนฝูงที่นัดพบเจอพูดคุย ให้กำลังใจปลอบประโลมกัน เนื่องจากความสูญเสียครั้งใหญ่ ซึ่งเห็นชัดเจนอยู่แล้วว่าทุกคนโศกเศร้าเสียใจกับการจากไปของเชสเตอร์ เบนนิงตัน นักร้องนำลินคินพาร์กที่เสียชีวิตเมื่อปีที่แล้ว
หลังจากเชสเตอร์จากไปไม่นาน ไมก์รีบทำอัลบั้มใหม่ ไม่บอกก็รู้ว่าเขาใช้ดนตรีเยียวยาตัวเอง ส่วนฝั่งแฟนเพลงก็รู้สึกสูญเสียเหมือนกัน คอนเสิร์ตนี้จึงเป็นการรวมตัวคนที่เข้าใจความรู้สึกกัน แฟน ๆ คนดูก็รู้ว่าไมก์ต้องการเติมพลังเรี่ยวแรง เพื่อพาเพื่อนที่เหลือสู้ต่อ และคนดูก็ไปคอนเสิร์ตนี้เพื่อให้กำลังใจไมก์และให้ดนตรีเยียวยาตัวเองเหมือนกัน ด้วยความรู้สึกว่าไม่มีเชสเตอร์ แต่เรายังเหลือไมก์ ลินคินพาร์กสามารถเดินต่อได้ถ้ายังมีไมก์
…ก็เป็นความจริงตามที่คิด เพราะช่วงหนึ่งในโชว์ ไมก์ก็บอกว่า การทำดนตรีเป็นการเยียวยาเขา และการออกมาทัวร์ พบเจอพูดคุยกับแฟน ๆ ก็ช่วยเติมพลัง และสร้างแรงบันดาลใจให้เขาได้มาก
งานนี้ไม่ได้มีเฉพาะแฟนเพลงชาวไทยเท่านั้น แต่มีแฟนเพลงจากอินโดนีเซียและจากเวียดนามที่รวมตัวกันมากลุ่มใหญ่ เป็นบรรยากาศสุดแสนอบอุ่น
แฟน ๆ กลุ่มใหญ่ตัวแทนจาก “Linkin Park Fan Club in Vietnam” ที่มีสมาชิกทั่วประเทศกว่าแสนคนบอกกับเราว่า พวกเขาติดตามลินคินพาร์กมานาน 10 กว่าปีแล้ว บางคนตามมาตั้งแต่ปี 1999 แต่พวกเขาไม่เคยดูคอนเสิร์ตลินคินพาร์กสักครั้ง จึงชวนกันมาดูไมก์ในครั้งนี้ พวกเขาบอกว่าก่อนจะมาคาดหวังว่าจะเอ็นจอยกับโชว์ เอ็นจอยกับช่วงเวลาที่ได้อยู่กับไมก์ ตอนเช้าก่อนคอนเสิร์ตได้ไปเจอไมก์ที่โรงแรมด้วย และไมก์ก็พูดคุยอย่างเป็นกันเอง ส่วนความรู้สึกหลังจบคอนเสิร์ตคิดว่าเป็นโชว์ที่ยอดเยี่ยมมาก
ส่วนความหวังในอนาคต พวกเขาบอกว่า “ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง แต่พวกเราหวังว่าลินคินพาร์กจะกลับมารวมกันอีกครั้ง แม้ว่าลินคินพาร์กที่ไม่มีเชสเตอร์มันอาจจะต่างจากเดิม และพวกเราหวังว่าจะได้เจอลินคินพาร์ก…ที่เวียดนาม”
จบคอนเสิร์ต คนดูเดินออกจากฮอลด้วยสีหน้าไม่ได้ยิ้มแย้ม ร่าเริงเหมือนอย่างคอนเสิร์ตอื่น ๆ ที่เคยเห็นมา แต่เชื่อและรู้สึกเองว่า นี่คือคอนเสิร์ตหนึ่งที่คนดูประทับใจมาก และรู้สึกพิเศษมาก เพียงแต่ไม่ใช่ความรู้สึกพิเศษนี้ มันชวนน้ำตาซึมมากกว่าจะยิ้มเริงร่า
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม
และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
