กลยุทธ์การตลาด 4.0 “ไมโครอินฟลูเอนเซอร์” ครองเมือง-
ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่ “แชะ-แชต-แชร์” เรื่องราวต่าง ๆ ในโซเชียลเน็ตเวิร์กอยู่เสมอ จึงกลายเป็นช่องทางใหม่ของมาร์เก็ตติ้งออนไลน์ แต่ยุคนี้ “ดารา-เซเลบ” กลับมีอิทธิพลน้อยลง “อนุพงศ์ จันทร” กรรมการผู้จัดการ บริษัทอัลเทอเนท 65 ผู้บริหาร “เรวู” แพลตฟอร์มรีวิวสินค้าออนไลน์ เปิดเผยว่า ภาพรวมดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งทั่วโลกและไทยในปัจจุบันเป็นปีของการทำ “ไมโครอินฟลูเอนเซอร์”
(micro influencer) เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเชื่อถือในตัวแบรนด์, เซเลบหรือบล็อกเกอร์ชื่อดังน้อยลง เมื่อเกิดความสนใจในสินค้าหรือบริการใดสักอย่างแล้ว สิ่งที่
ผู้บริโภคจะทำคือ “เสิร์ช 3 ครั้ง” 1.เสิร์ชหาแบรนด์ เพื่อให้รู้ว่ามีตัวตนจริง ส่วนใหญ่ไปดูข้อมูลแบรนด์ 2.ค้นดูรีวิวเจอบล็อกเกอร์ดังที่จะบอกการทำงานในเชิงลึก และ 3.เสิร์ชหาผู้ใช้จริง
ขณะเดียวกันมีผลสำรวจพบว่า ถ้าเป็นคอนเทนต์จากไมโครอินฟลูเอนเซอร์คนจะเชื่อมากกว่า โดย 92% ของผู้บริโภคจะเชื่อถือคำแนะนำจากผู้บริโภคด้วยกัน 70% อ่านรีวิวเพื่อประกอบการตัดสินใจ 47% อ่านบล็อกเพื่อหาเทรนด์และไอเดียใหม่ ๆ 35% ใช้บล็อกเพื่อหาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และ 20% ยังเชื่อถือบล็อกเกอร์
“มาร์เก็ตติ้งออนไลน์ในปี 2015 เป็นเรื่องการสร้างกระแสไวรัล ปี 2016 เป็นยุคของเพจชื่อดัง ส่วนในปี 2017 เป็นยุคของอินฟลูเอนเซอร์, บล็อกเกอร์ต่าง ๆ และปี 2018 เป็นยุคไมโครอินฟลูเอนเซอร์ที่เป็นคนธรรมดาไม่ได้มีชื่อเสียง ปัจจุบันคนที่มียอดฟอลโลว์น้อย มีการเข้าไปอ่านคอนเทนต์มากกว่าคนที่มีฟอลโลว์เยอะ”
อย่างไรก็ตาม แบรนด์ยังไม่ทราบวิธีการใช้ประโยชน์จากไมโครอินฟลูเอนเซอร์บางแบรนด์ต้องการยอดอะแวร์เนส ยอดรีช ยอดเอ็นเกจเมนต์หรือยอดขาย ซึ่งไมโครอินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้ช่วยส่วนนี้ แต่ใช้ในขั้นตัดสินใจ ซึ่ง 3 แกนหลักในการใช้งานไมโครอินฟลูเอนเซอร์คือ 1.ต้องเข้าใจว่าไมโครอินฟลูเอนเซอร์ทำอะไรได้บ้าง 2.สร้างคอนเทนต์บน “บล็อก” เพื่อให้กูเกิลเสิร์ชเจอ แล้วค่อยแชร์บนเฟซบุ๊ก โดยการเขียนจะต้องเขียนตามจริง เพราะผู้บริโภคมองหาความจริงใจ และต้องมีคีย์เวิร์ดที่ทำรองรับการเสิร์ช 3.call for action หรือการแนบลิงก์เพื่อขายของ นอกจากนี้ต้องทำต่อเนื่อง เพราะถ้ามีอายุนานกว่า 1 ปีคนจะไม่ดู ดังนั้นอย่างน้อยไม่ควรห่างเกิน 6 เดือน และควรมีโปรโมชั่นให้บอกต่อได้
ปัจจุบันประเทศไทยมีอินฟลูเอนเซอร์กว่า 10 ล้านราย โดยแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.เซเลบ มียอดติดตาม 1 ล้านคนขึ้นไป สามารถสร้างการรับรู้ได้ 80% แต่สร้างความเชื่อใจได้ 20% 2.power influence ยอดติดตามหลักแสนขึ้นไป สร้างการรับรู้ได้ 60% สร้างความเชื่อใจได้ 40% 3.peer influence มียอดติดตามหลักพันถึงหลักหมื่น สามารถสร้างการรับรู้ได้ 40% สร้างความเชื่อถือได้ 60% และ 4.real customers/micro influencers ที่มีจำนวนมาก ซึ่งกลุ่มนี้จะสร้างคอนเทนต์จำนวนมากบนโลกออนไลน์ สร้างการรับรู้ได้ 20% แต่ความเชื่อใจ 80%
สำหรับเรวูเป็นแฟลตฟอร์มกลางระหว่างแบรนด์และไมโครอินฟลูเอนเซอร์ โดยเรวูจะจัดหาไมโครอินฟลูเอนเซอร์เพื่อรีวิวสินค้า ซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่า 8,500 ราย แบ่งเป็นผู้หญิง 67% ผู้ชาย 33% อายุ 18-24 คิดเป็น 39.66% และอายุ 25-34 คิดเป็น 46.58% ทั้งหมดวัดผลได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งการคัดเลือกจะมีการเปิดแคมเปญรับสมัคร
ด้านลูกค้าที่มาใช้บริการมีกว่า 300 แบรนด์ ส่วนใหญ่เป็น SMEs และ 50% เป็นแบรนด์ไทย ทั้งยังมีแพ็กเกจให้เลือกเริ่มต้นที่ 4 หมื่นบาท/10 คน สูงสุด 70,000 บาท/10 คน และแบบพรีเมี่ยมมีวิดีโอ 1 แสนบาท/10 คน
ขณะที่สินค้าที่รีวิว 70% เป็นสินค้าบิวตี้ 10% แก็ดเจตไอที ที่เหลือเป็นสินค้าทั่วไป ส่วนภาพรวมสินค้าที่มีการรีวิวมากที่สุดในตลาดคือ 1.บิวตี้ 50% 2.ร้านอาหาร 30% 3.ไอทีแก็ดเจต 10% ที่เหลือคือ อื่น ๆ เช่น คลินิกเสริมความงาม, อาหารสำเร็จรูป ขนม เป็นต้น
“เราช่วยให้แบรนด์ทำงานง่าย 1.ติดต่อไมโครอินฟลูเอนเซอร์ 2.ตามงานการรีวิว 3.มีไกด์ไลน์ให้เขียน มีคีย์เวิร์ดชัดเจน 4.มีสถิติหลังบ้านแบบเรียลไทม์ ลูกค้าล็อกอินเช็กได้เอง และ 5.มีแพ็กเกจชัดเจน”
ด้วยกระแสของไมโครอินฟลูเอนเซอร์ ส่งผลให้ปัจจุบันมีแพลตฟอร์มด้านนี้เพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันมีประมาณ 4 ราย ส่งผลให้การแข่งขันเริ่มจะรุนแรงขึ้น แต่จุดแข็งของเรวูอยู่ที่ความจริงใจ ไม่ได้ใช้เงินจ้างรีวิว โดยจะเน้นที่อินไซต์คัสตอมเมอร์เป็นหลัก โดยเรวูเป็นรายแรกในตลาด และปัจจุบันเป็นที่ 1 ด้านความจริงใจ
สำหรับรายได้ของบริษัทปีนี้คาดว่าปิดที่ 30 ล้านบาท เติบโต 40% มีแคมเปญ 2,500 แคมเปญ มีคนรีวิว 12,000 ราย มีลูกค้า 500 ราย มีการใช้ซ้ำ 200 ราย รวมทั้งจะเปิดตลาดในประเทศเวียดนาม ไต้หวัน และอินโดนีเซียในปีนี้ และขยายไปสหรัฐอเมริกาและจีนในอนาคต ส่วนเป้าหมายปีหน้าตั้งเป้าเติบโต 30% มีแคมเปญ 3,500 แคมเปญ เพิ่มยอดผู้รีวิวเป็น 15,000 คน และขยายพนักงานจาก 20 คนเป็น 40 คน
ปัจจุบันค่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์แพงขึ้นมาก ส่งผลให้เกิดความนิยมเป็น “รีวิวเวอร์” เยอะขึ้น แต่การใช้เซเลบหรืออินฟลูเอนเซอร์ดัง ๆ ยังไม่หายไป
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
อย่าลืมกดติดตาม และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
