เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

12 สิงหาคม 2560 ทีฆายุกา โหตุ มหาราชินี สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9-

11 ส.ค. 2560 | 07:00น.

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นพระราชินีมาตั้งแต่พระชนมายุ 17 พรรษา

ตลอดเวลานั้น ทรงมีความสุขทุกครั้ง ในการทรงงานท่ามกลางประชาชน แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ก็ยังทรงอยากให้ประชาชนคนไทยอยู่ดีกินดี มีความสงบสุข สันติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2560 จึงเป็นอีกวาระหนึ่งที่ปวงชนชาวไทยได้แสดงความจงรักภักดีต่อ “แม่” แห่งแผ่นดิน

“…ชาวบ้านเขาเห็นข้าพเจ้าเป็นพระราชินี เขาก็ไม่มีอะไรปกปิด เขาก็มาเล่าบอกว่า แหมฉันบุกป่าหมายถึงป่าสงวนบุกป่าเข้าไป เดี๋ยวนี้มีที่ดิน 50 ไร่ บุกป่าข้าพเจ้าดูในประวัติเห็นเขาทำไร่มาเพียง 5 ไร่ เขามี 50ไร่ เขาบอกเขาบุกเข้าไปได้ 50 ไร่ เขาทำไป 5 ไร่ ถามเขาว่าบุกเข้าไปตั้ง 50 ไร่ ทำไมทำแค่ 5 ไร่ เขาบอกมันไม่มีน้ำสิคุณแม่ ไม่มีน้ำถึงทำอะไรไม่ได้ แค่ 5 ไร่ ข้าพเจ้าก็เลกเชอร์ไปบอกขืนบุกป่าอีกต่อไปอีกมาก ๆ น้ำก็จะน้อย ทำอะไรไม่ได้เลย เข้าใจไหม ยิ่งบุกป่าทำลายป่าเท่าไหร่ น้ำใต้ดิน น้ำฝนก็จะลดน้อยลงไป…”

(พระราชดำรัส วันที่ 11 สิงหาคม 2546 ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดาฯ)

“…ข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทยมาแต่โบราณ ข้าพเจ้าเองก็ไม่เคยทราบว่า ข้าวมีประโยชน์อย่างเหลือหลาย พอโตขึ้นมาจะเป็นสาวเขาก็สอนกันว่า ถ้ากินข้าวมากจะพุงป่อง จะไม่ดี พุงป่อง จะอ้วน แต่มาตอนนี้ข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือนิวส์วีค และไทม์ แมกาซีน เขาพูดถึงข้าว ว่าข้าวเป็นอาหารที่ยอดเยี่ยมที่สุดของมนุษย์ เป็นแป้ง คาร์โบไฮเดรตที่อ้วนน้อยที่สุด เทียบกับขนมปัง เทียบกับสปาเกตตี เทียบกับเส้นอะไรต่าง ๆ…ข้าพเจ้าเองก็เลยขอร้องพวกประชาชนที่เป็นสมาชิกศิลปาชีพ ให้ตำข้าวจากนาของเขามาถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับข้าพเจ้า เขาก็จะตำและส่งมาให้ตลอด เพราะว่าฝรั่งเขียนว่า ข้าวนี่เป็นอาหารที่ยอดเยี่ยมที่สุด…”

(พระราชดำรัส วันที่ 11 สิงหาคม 2548 ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดาฯ)

“…มีอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าหนักใจอย่างยิ่ง จะเล่าไปถึงเมื่อตอนข้าพเจ้าเล็ก ๆ หมายถึงอายุ 9 ขวบ 10 ขวบ ที่จำความได้ดี จะเห็นในแม่น้ำเจ้าพระยา หน้าบ้านข้าพเจ้า บ้านข้าพเจ้าอยู่ที่เทเวศร์นี่เอง ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เห็นประชาชนเขามาลงแห ทอดแห แล้วเห็นเขาดึงปลา ปู กุ้ง เยอะแยะเชียวขึ้นมา เป็นคนยากจนจริง ๆ คุณแม่ของข้าพเจ้า บอก แหมน่าจะขอซื้อปลา ปู กุ้งอะไรของเขาที่เขามาทอดแห ซึ่งตกลงซื้อเขามา กำลังสดมาก ตอนนั้น สมัยต้น ๆ สงครามโลก แต่คนไทยยังมีอาหารรับประทาน ยังมีอาชีพ …แต่เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบ รู้สึกว่าแม่น้ำเจ้าพระยา เกรงว่าจะถูกทำลายมากแล้ว…ข้าพเจ้าเชื่อว่าพันธุ์ปลาหลายชนิดก็คงจะสาบสูญหายไปเลย ไม่มีอีกแล้ว ไม่ว่าต่ออะไรทิ้งลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยา แม้แต่โรงงานต่าง ๆ ก็ทิ้งเคมี …เราทำได้อย่างไรกับประเทศชาติเราอย่างนี้ …พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอ่อนพระทัย รับสั่งให้ข้าพเจ้าฟังว่า เดี๋ยวนี้ฉันก็พยายามที่สุดไม่ให้คนมาทำลายป่าชายเลน ข้าพเจ้าก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงทรงหวงป่าชายเลนมาก รับสั่งว่า รู้ไหมป่าชายเลนคืออนุบาล เท่ากับว่า ปู ปลา กุ้ง เขาใช้เป็นที่เขาเกิดมาเล็ก ๆ ยังสู้กับโลกนี้ไม่ไหว เขาใช้เป็นที่พักพิง แล้วก็โตวันโตคืน ขึ้นมาเพื่อให้เราจับกิน เดี๋ยวนี้ป่าชายเลนจะโดนคนที่ไม่มีความคิดจ้องจับทำลาย แต่เป็นมานานแล้ว ตลอดเวลา ทรงเห็นและทรงพยายามสู้ ทรงพยายามขอซื้อกับชาวบ้านด้วย…”

(พระราชดำรัส วันที่ 11 สิงหาคม 2550 ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดาฯ)

“…เมื่อข้าพเจ้าแต่งงาน ก็ได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเอาพระทัยใส่ในทุกข์สุขของราษฎรทุกขณะ ทรงคิดถึงแต่ประโยชน์ของประชาชน ทรงสอนข้าพเจ้า และลูก ๆ ทุกอย่าง…รักษาสิ่งแวดล้อม ได้ผลมั่งไม่ได้ผลมั่ง ตลอดเวลาเวลานี้ ตั้งแต่สาว ๆ จน 75 เนี่ยท่าน และอีกอย่างขอวอนรัฐบาล และขอวอนทางทุกท่านหมดเลย ว่าขอให้ช่วยกันรักษาแม่น้ำต่าง ๆ ไว้ด้วย…”

(พระราชดำรัส วันที่ 12 สิงหาคม 2550 ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดาฯ)

“…ที่รัสเซียนี้ ก็ได้รับการต้อนรับอย่างดี ได้เห็นธงไทยกับธงรัสเซียปลิวอยู่คู่กัน…ทุกคนพร้อมที่จะช่วยเหลือให้กำลังใจ และข้าพเจ้าก็เลยขอพระราชทานว่าไหน ๆ อยู่ที่รัสเซีย 7 วันแล้ว ก็จะขอไปต่อที่เยอรมัน แล้วก็ไปต่อที่ออสเตรีย เพราะว่าไม่ได้ไปมานานหนักหนาแล้ว ก็ทรงอนุญาตว่าให้ไปเถอะ ข้าพเจ้าก็ไปอย่างสนุกสนาน…เขายืนคอยหน้าร้านต่าง ๆ แล้วเขาก็พูดกันในหมู่ราษฎร ว่า เอ๊ะ สิริกิติ์นี่อายุสักเท่าไหร่ คนเยอรมันบอกว่าสัก 60 แท้ ๆ ข้าพเจ้าปาไปตั้ง 76 แล้ว…เขารู้สึกดีใจที่ข้าพเจ้ากลับไปเยี่ยมบ้านเมืองเขาอีก ความจริงก็ไปอย่างกันเอง ไปเข้าร้านโน้น ร้านนี้ อย่างสนุกสนาน ทั้งนี้ มีเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งที่ประชาชนชาวไทยร่วมกันทำเพื่อเป็นของขวัญให้ข้าพเจ้า คือการปลูกป่า หลังจากที่ข้าพเจ้าได้เรียกร้องประชาชนให้เห็นความสำคัญของป่าไม้ต่อเนื่องกันมา เป็นสิบ ๆ ปี บัดนี้เป็นที่น่าชื่นใจมาก ว่าประชาชนก็เข้าใจ ข้าพเจ้าพยายามอ่านหนังสือต่างประเทศอยู่ตลอดเวลา เพราะได้ทราบว่าปัญหาต่อไปของชาวโลก ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่เขาว่าประมาณอีก 15 ปี น้ำจืดที่พวกเรารับประทานกันจะเป็นของที่หายากมาก ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่า เมื่ออ่านทราบแล้วก็เกิดความร้อนใจว่า บ้านเราไม่มีแหล่งน้ำใหญ่ ๆ มีแต่ป่า ถ้าคนไทยไม่ทราบว่า ป่าไม้คืออะไร…ป่าไม้ก็คือที่สะสมน้ำไว้ใต้ดินนี่เอง…เป็นแหล่งน้ำที่ดี…อันนี้ที่อยากให้ราษฎรทั้งหลายเข้าใจ ไม่ใช่ไปนึกแต่ว่ามีป่านี่ไม้สัก ไม้อะไรต่าง ๆ สำหรับตัดไปค้าขายอย่างเดียว มันมีประโยชน์อย่างอื่นด้วย ที่เราน่าจะคำนึงถึง…”

(พระราชดำรัส วันที่ 11 สิงหาคม 2551 ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดาฯ)