เปิดใจ “ยัม เรสเทอรองตส์” ดีลร้อนหมื่นล้าน…ทำไมต้องไทยเบฟ-

สัมภาษณ์

เรียกเสียงฮือฮาทุกความเคลื่อนไหว หลังจาก ยัม เรสเทอรองตส์ เจ้าของแบรนด์ “เคเอฟซี”Ž เบอร์หนึ่งในธุรกิจร้านอาหารบริการด่วนในไทย ประกาศขายสาขาที่ลงทุนเองในไทยทั้งหมดเพื่อปรับเปลี่ยนการบริหารมาเป็นรูปแบบแฟรนไชส์ 100% ตามทิศทางของบริษัทแม่

ล่าสุดกับดีลร้อนราคาสูงลิ่ว 11,300 ล้านบาท ที่เพิ่งเซ็นสัญญาซื้อขายสาขาลอตใหญ่ที่มีอยู่มากกว่า 240 สาขา ให้กับ ”ไทยเบฟเวอเรจ”Ž ยักษ์บริษัทเครื่องดื่มของ เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี เมื่อ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งวันนี้ “แววคนีย์ อัสโสรัตน์กุล”Ž ผู้จัดการทั่วไป เคเอฟซีประเทศไทย บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ไขทุกข้อสงสัยกับ ประชาชาติธุรกิจŽ พร้อมเผยทิศทางของเคเอฟซีจากนี้ หลังการรีแฟรนไชส์ทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้

ผู้บริหารเคเอฟซี ประเทศไทย เล่าที่มาที่ไปของพาร์ตเนอร์รายใหม่ว่า หลังจากที่ยัม ประเทศไทย ประกาศขายสาขาลอตสุดท้ายเพื่อปรับการบริหารร้านเป็นระบบแฟรนไชส์ 100% ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ก็เกิดการบิดดิ้งหรือประมูลทั้งจากผู้สนใจที่ติดต่อเข้ามา และผู้ที่ยัมฯสอบถามไป

ซึ่งท้ายสุดแล้วนั้น “คิวเอสเอ”Ž บริษัทในเครือไทยเบฟที่ชนะการประมูล ก็ได้สิทธิแฟรนไชส์พร้อมทั้งสิทธิการบริหารสาขาที่ยัมดูแลอยู่

ทำให้ตอนนี้เคเอฟซีไทยมีแฟรนไชซีรายใหญ่ 3 ราย ที่พร้อมขยายสาขาให้เติบโตได้ตามเป้าหมายกว่า 800 สาขา ภายในปี 2563 โดยแต่ละรายล้วนมีจุดแข็งที่ใกล้เคียงกัน คือ การเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมในการลงทุนทั้งด้านสาขาและทีมงาน

อย่างค่าย “ซีอาร์จีŽ” ของกลุ่มเซ็นทรัล ที่เป็นพาร์ตเนอร์ของยัมฯมายาวนานกว่า 30 ปี มีประสบการณ์ในธุรกิจอาหารและความแข็งแกร่งเรื่องพื้นที่ค้าปลีก ขณะที่ ”อาร์ดีŽ” ก็เป็นกลุ่มนักลงทุนที่สนใจธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งมีลูกหม้อของยัมฯเป็นซีอีโอดูแลการบริหาร สำหรับ ”คิวเอสเอ”Ž ของค่ายไทยเบฟฯนั้นก็เป็นบริษัทใหญ่ที่มีความพร้อมด้านเงินทุน ซึ่งต้องการขยายธุรกิจร้านอาหารให้เข้าถึงผู้บริโภคในระดับแมสมากขึ้น

การซื้อร้านและเข้ามาเป็นแฟรนไชซีอีกรายของยัม ก็เป็นโอกาสให้ไทยเบฟขยายธุรกิจร้านอาหารเข้าถึงผู้บริโภคได้ในวงกว้างแบบก้าวกระโดด ขณะที่จากนี้ ยัม ประเทศไทย จะเป็นผู้ดูแลแบรนด์ พัฒนานวัตกรรมต่าง ๆพร้อมสนับสนุนและกำหนดทิศทางให้แฟรนไชซีแต่ละรายอย่างเต็มตัว

ซึ่งแววคนีย์ย้ำชัดว่า แบรนด์เคเอฟซียังคงอยู่กับยัมฯ และออฟฟิศของยัมฯในไทยยังคงมีอยู่ เพื่อคอยดูแลแฟรนไชซีที่เข้ามาช่วยขยายธุรกิจในไทย

“ในวันที่ยัมเปิดร้านครบ 365 สาขา ตอนนั้นก็ถามตัวเองว่าต่อจากนี้จะออกเยี่ยมสาขาอย่างไร เพราะคิดง่าย ๆ ก็คือต้องไปวันละสาขา ขณะที่ก็ต้องทำอะไรอีกหลาย ๆ อย่างไปพร้อมกัน พอวันนี้มีพาร์ตเนอร์เข้ามาช่วยดูแลเรื่องร้าน เราก็โฟกัสกับแบรนด์ กับการตลาด กับการพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ ได้เต็มที่ สปีดธุรกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้นŽ”

อย่างไรก็ตาม ด้วยชื่อของไทยเบฟฯที่มีทั้งเบียร์ช้าง-น้ำอัดลมเอสอยู่ในมือ ทำให้เกิดคำถามในสังคมออนไลน์ว่า จากนี้จะได้เห็นเบียร์ช้างเข้ามาขายคู่ไก่ทอด หรือเห็นเอสเข้ามาแทนที่เป๊ปซี่ในเคเอฟซีหรือไม่ ซึ่งแววคนีย์ยืนยันว่า เป๊ปซี่Ž ยังคงเป็นพาร์ตเนอร์เครื่องดื่มของเคเอฟซี และเคเอฟซีไทยยังไม่มีนโยบายจำหน่ายเบียร์ในร้าน เพราะลูกค้ากว่า 30-40% เป็นกลุ่มลูกค้าครอบครัวที่มีเด็กรวมอยู่ด้วย

“ทุกอย่างในร้านต้องเป็นไปตามนโยบายของเคเอฟซีโกลบอล สินค้าและบริการในร้านเคเอฟซี ประเทศไทย ก็ต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันŽ”

ขณะที่สิทธิเรื่องพื้นที่การขยายร้านของคิวเอสเอ ยังอยู่ระหว่างการพูดคุยหาข้อสรุป จากปัจจุบันที่ซีอาร์จีได้สิทธิเปิดร้านในศูนย์เครือเซ็นทรัลเป็นหลัก อาร์ดีได้สิทธิเลือกพื้นที่เปิดสาขาใหม่ในภาคใต้ได้ก่อน ขณะที่พื้นที่อื่น ๆ ยัมฯจะเป็นผู้พิจารณาเป็นรายกรณีไป

“ที่ผ่านมาทั้งยัมฯและแฟรนไชซีทุกรายต่างมีสาขาในบิ๊กซี ที่เป็นพื้นที่ค้าปลีกในเครือเดียวกันกับพาร์ตเนอร์ใหม่ ซึ่งตอนนี้การขยายสาขาในบิ๊กซี ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงข้อกำหนดไปจากเดิมŽ”

สำหรับภาพรวมธุรกิจร้านอาหารบริการด่วนในเวลานี้ แววคนีย์มองว่ายังขยายตัวได้ แม้สภาพกำลังซื้อในต่างจังหวัดจะค่อนข้างชะลอตัว จากการที่แบรนด์ต่าง ๆ เดินหน้าขยายสาขาเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น และมองว่าเคเอฟซียังสามารถเติบโตในไทยได้อีกมาก จากการขยายตัวของเมือง ซึ่งหากมีปัจจัยอื่น ๆ มาเสริม เช่น นโยบายอีอีซีของภาครัฐที่จะเข้ามาเสริมการขยายตัวของพื้นที่เมืองให้เติบโตเร็วขึ้น การขยายเคเอฟซีให้ถึง 1,000 สาขา ที่รวมถึงโมเดลไดรฟ์ทรูที่ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี ก็มีโอกาสที่เป็นไปได้

โดยตอนนี้เคเอฟซีมีสาขาในต่างจังหวัดอำเภอรองที่ขยายไปพร้อมกับพื้นที่ค้าปลีกมากขึ้น โดยได้ปรับโมเดลร้านให้มีการลงทุนต่อสาขาลดลงจากเดิม ด้วยการลดรายละเอียดการตกแต่งร้าน หรือลดความหลากหลายของที่นั่งลงบ้าง เพื่อให้สอดคล้องกับยอดขายช่วงแรกที่แม้จะไม่ได้หวือหวา แต่เห็นแนวโน้มการเติบโตที่ดี ตามเทรนด์การขยายตัวของเมือง ตลอดจนพฤติกรรมผู้บริโภคต่างจังหวัดที่นิยมเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษที่เคเอฟซี

และแน่นอนว่าปีหน้าจะได้เห็นความเคลื่อนไหวทางการตลาดเชิงรุกของเคเอฟซีมากขึ้น หลังจากที่ตลอดทั้งปีนี้ได้ลุยจัดการฐานข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่กว่า 2 ล้านข้อมูลใหม่ทั้งหมด เพื่อที่จะใช้ประโยชน์จากข้อมูลให้เต็มที่ ต่อยอดทำกิจกรรมการตลาด ซึ่งจะให้น้ำหนักในช่องทางออนไลน์มากขึ้น ทำกิจกรรมซีอาร์เอ็มได้ตรงจุด ตลอดจนการพัฒนาช่องทางออนไลน์อย่างการมีแอปพลิเคชั่นของตัวเอง เพื่อเข้าถึงลูกค้าในยุคดิจิทัล

ควบคู่กับพัฒนานวัตกรรมสินค้า-บริการที่เข้าถึงได้ง่าย เพื่อขยายฐานลูกค้ากลุ่มกำลังซื้อระดับกลาง-ล่าง ที่เป็นฐานลูกค้าใหญ่ให้เข้าถึงเคเอฟซีได้มากขึ้น

“เราพยายามที่จะคิดนอกกรอบ หาสินค้าและบริการที่จะตอบโจทย์ความคุ้มค่าŽ”


คำยืนยันจากยัมที่ยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตให้กับแบรนด์เคเอฟซีในไทยต่อไป