โครงการ “สตึงมนัม” เรื่องที่กระทรวงพลังงานไม่ได้บอก-
กลายเป็นสัปดาห์แห่งการชี้แจงข่าว โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม หลังจากที่โครงการนี้ถูกเปิดโปงออกมาว่า มีการขายไฟฟ้าแพงมหาศาลถึงหน่วยละ 10.75 บาท ซ้ำยังมีการอ้างอีกด้วยว่า น้ำที่ส่งกลับมายังฝั่งไทยจะ “ไม่มีการคิดค่าน้ำ” ขณะที่มูลค่าของโครงการไม่ใช่ตัวเลขที่หลัก 9,000 ล้านบาท แต่จะสูงเฉียด 40,000 ล้านบาท เมื่อรวมระบบท่อส่งน้ำเข้าไปแล้ว
3 ทางเลือกที่ตั้งโรงไฟฟ้า
โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัมได้ถูกริเริ่มภายใต้บันทึกความเข้าใจเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานไฟฟ้าระหว่าง 2 ประเทศในเดือนกุมภาพันธ์ 2543 ตามมาด้วยการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการและมีการประชุมความร่วมมือด้านพลังงานและการจัดการน้ำกันระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชากับ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ตามมาด้วยการประชุม Asia Cooperation Dialogue Summit ในเดือนตุลาคม 2559 ตกลงที่จะพัฒนาโครงการนี้
โดยผลการศึกษาเบื้องต้นมี 3 ทางเลือกที่จะถูกใช้ในโครงการ กล่าวคือ ทางเลือกที่ 1 มีการตั้งโรงไฟฟ้าทั้งในฝั่งไทยและฝั่งกัมพูชา สามารถผลิตไฟฟ้ารวม 52 MW ผันน้ำเข้าฝั่งไทย 300 ล้าน ลบ.ม. ค่าไฟฟ้าที่จะขายให้ฝ่ายไทยหน่วยละ 8.50 บาท ทางเลือกที่ 2 ตั้งโรงไฟฟ้าเฉพาะฝั่งไทย ผลิตไฟฟ้ารวม 28 MW ผันน้ำ 300 ล้าน ลบ.ม. ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 13.50 บาท และทางเลือกที่ 3 ตั้งโรงไฟฟ้าในฝั่งกัมพูชา ผลิตไฟฟ้าได้ 24 MWผันน้ำ 300 ล้าน ลบ.ม. ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 13.50 บาท
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงาน ได้ตั้งคณะทำงานศึกษาแนวทางการผันน้ำจากประเทศเพื่อนบ้าน ได้มีการประชุมในเดือนมีนาคม 2560 โดยคณะทำงานชุดนี้มีข้อเสนอ 3 ข้อคือ
1)ให้ตั้งโรงไฟฟ้าในฝั่งกัมพูชาขนาด 24 MW พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ 105.6 ล้านหน่วย/ปี ราคาค่าไฟฟ้า 10.75 บาท/หน่วย มูลค่าไฟฟ้า 2.60 บาท/หน่วย มูลค่าน้ำ 2.87 บาท/ลบ.ม. 2)ตั้งโรงไฟฟ้าในฝั่งไทย 28 MW พลังไฟฟ้า 115 ล้านหน่วย/ปี ราคาค่าไฟฟ้า 13.50 บาท/หน่วย มูลค่าไฟฟ้า 2.60 บาท/หน่วย มูลค่าน้ำ 4.18 บาท/ลบ.ม. และ 3)ตั้งโรงไฟฟ้าทั้ง 2 ฝั่ง 52 MW พลังงานไฟฟ้า 220 ล้านหน่วย/ปี ค่าไฟฟ้า 8.50 บาท/หน่วย มูลค่าไฟฟ้า 2.60 บาท/หน่วย มูลค่าน้ำ 4.33 บาท/ลบ.ม.
แน่นอนว่า คณะทำงานของกระทรวงพลังงาน เสนอให้ใช้แนวทางแรก ตั้งโรงไฟฟ้าในฝั่งกัมพูชา (24 MW) ค่าไฟฟ้า 10.75 บาท/หน่วย ซึ่งเป็นอัตราค่าไฟที่ต่ำที่สุดและเสนอแนวทางนี้ให้กับรัฐบาลกัมพูชาในเดือนเมษายน 2560
ซ่อนค่าน้ำไว้ในค่าไฟ
แม้โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัมจะอยู่ภายใต้การ Handle ของกระทรวงพลังงานมาตั้งแต่ต้น แต่การพัฒนาโครงการและการเซ็นสัญญากลับมอบหมายให้กับบริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในขณะที่ กระทรวงเหมืองแร่และพลังงานกัมพูชา ได้มอบสิทธิ์ในการพัฒนาให้กับบริษัท Steung Meteuk Hydropower โดยล่าสุด คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้ให้ความเห็นชอบ ร่างบันทึกความเข้าใจการรับซื้อไฟฟ้าโครงการสตึงมนัม หรือ Tariff MOU ซึ่งจะมีการลงนามระหว่างบริษัท กฟผ.อินเตอร์ฯ กับ Steung Meteuk ในอีก 3 เดือนข้างหน้านี้
โดยสิ่งที่น่าสนใจและเป็นข้อ “สงสัย” ปรากฏอยู่ในร่าง MOU ฉบับนี้ก็คือ 1)ตัวเขื่อนและโรงไฟฟ้าสตึงมนัมตั้งอยู่ในฝั่งกัมพูชา 2)ทั้ง 2 ฝ่ายศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ พร้อม ๆ กับเจรจาจัดทำร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ขนานกันไปด้วย 3)สัญญาซื้อขายไฟฟ้า(PPA)ที่จะจัดทำขึ้น(โดย กฟผ.) นับจากวัน COD มีอายุ 50 ปี 4)โครงการผลิตไฟฟ้า 24 MW และส่งน้ำให้ไทยระหว่าง พ.ย.-พ.ค.เฉลี่ยปีละ 300 ล้าน ลบ.ม. และน้ำที่ส่งมาให้ไทย “จะไม่มีการคิดค่าน้ำ” และ 5)โครงการจะจ่ายไฟเข้าระบบเชิงพาณิชย์ได้ในเดือนพฤศจิกายน 2566 ด้วยอัตราค่าไฟฟ้าสูงสุดไม่เกิน 10.75 บาท/หน่วย
ทั้งหมดนี้แปลว่า ยังไงซะโครงการนี้ก็ต้องสร้างเพราะระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ กลับระบุว่า ให้ กฟผ.เจรจาจัดทำร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ไปด้วยกันเลย ในราคาค่าไฟฟ้าที่ กฟผ.จะต้องรับซื้อ 10.75 บาท/หน่วย ซึ่งตรงกับแนวทางเลือกที่ 1 ตามที่คณะทำงานของกระทรวงพลังงานให้ความเห็นไว้ แถมยังกำหนดอีกด้วยว่า การจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบควรจะต้องเริ่มขึ้นในเดือนพฤศจิกายนปี 2566 อายุโครงการยาวนานถึง 50 ปี (ได้ไฟฟ้าแค่ 24 MW ซึ่งมันจะไม่กระทบกับ ค่า Ft อยู่แล้ว)
ที่สำคัญก็คือ น้ำจำนวน 300 ล้าน ลบ.ม.ที่อ้างความจำเป็นจะต้องนำมาใช้ในพื้นที่ EEC ในอีก 6 ปีข้างหน้า (ซึ่งก็ตรงกับระยะเวลาการก่อสร้างโรงไฟฟ้าอย่างกับล็อกกันเอาไว้) นั้น “ไม่ได้มาโดยไม่มีการคิดค่าน้ำ” โดยยกตัวอย่างจากผลศึกษาของคณะทำงานข้างต้นพบว่า มูลค่าไฟฟ้าอยู่ที่ราคา 2.60 บาท/หน่วย ขณะที่มูลค่าน้ำอยู่ที่ 2.87 บาท/หน่วย หรือ น้ำประมาณ 3 คิวจะผลิตไฟฟ้าได้ 1 หน่วย (2.87X3 = 8.61 บาท + 2.60 บาท = ค่าไฟฟ้า 11.21 บาท) ซึ่งใกล้เคียงกับราคาค่าไฟฟ้าสูงสุดไม่เกิน 10.75 บาท/หน่วยที่ระบุไว้ในร่าง MOU มาก (ห่างกันแค่ 46 สตางค์)
นั้นหมายความว่า ค่าน้ำที่โครงการนี้อ้างไว้ใน MOU ว่า “จะไม่มีการคิดค่าน้ำ” นั้น แท้จริงแล้วมันได้ถูกบวกเข้าไปไว้ในค่าไฟฟ้าที่จะขายให้กับ กฟผ.เรียบร้อยไปแล้วนั่นเอง
ชิงเค้ก 40,000 ล้าน
จริงอยู่ในเหตุผลที่ว่า EEC ต้องการใช้น้ำไม่ต่ำกว่า 300 ล้าน ลบ.ม.ในอีก 5-6 ปีข้างหน้าตามแผนการ “ผันน้ำ” ที่กรมชลประทานวางเอาไว้จากชายแดนจังหวัดตราด ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งเขื่อนและโรงไฟฟ้าสตึงมนัม ด้วยระบบท่อและการสูบน้ำเข้ามายังฝั่งไทยต่อมาจนถึงอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง ระยะทาง 198 กม. ซึ่งถูกผลิตขึ้นมาเป็นเหตุผลหลักที่จะ “กลบ” ค่าไฟฟ้าที่แพงมหาศาลถึงหน่วยละ 10.75 บาท นั้นหมายความว่า การก่อสร้างในโครงการนี้ไม่ได้มีเฉพาะโรงไฟฟ้าและตัวเขื่อนมูลค่า 9,554 ล้านบาทเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงระบบท่อส่งน้ำ มูลค่า 30,174 ล้านบาท (ผลการศึกษาของกรมทรัพยากรน้ำ) กับ สายส่งไฟฟ้า ที่จะต้องสร้างเชื่อมเข้ามายังประเทศไทยด้วย
ประเด็นข้อสงสัยต่อมาก็คือ “ใคร” จะได้เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการนี้ โดย “ร่องรอย” สุดท้ายที่ปรากฏต่อสาธารณชนก็คือชื่อของ “บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน)” โดดเด่นขึ้นมาทันทีในแวดวงพลังงานปัจจุบัน จากเหตุผลที่ว่า เมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว บริษัทสหการวิศวกร ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ TRC นับเป็นบริษัทไทยบริษัทแรก ๆ ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงการสตึงมนัม ขณะที่บริษัทแม่คือ TRC ขณะนั้นก็ได้มีการเซ็น MOU กับรัฐบาลกัมพูชาในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำ “ซึ่งนอกจากประเทศไทยจะได้ไฟฟ้าแล้วยังได้น้ำอีกปีละ 1,000 ล้าน ลบ.ม.” ด้วย
จวบจนกระทั่งปัจจุบันที่อยู่ ๆ โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ถูก “ปัดฝุ่น” ขึ้นมาอีกในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ชื่อของบริษัททีอาร์ซี จะถูกจับจ้องเป็นพิเศษ