พท.-ปชป. สู้ 35 เขตเซฟตี้โซน รักษาที่มั่น 7 หมื่นแต้ม เก็บคะแนนตกน้ำ-
รายงานพิเศษ
ยุทธศาสตร์การ “จัดทัพ” ลุยเลือกตั้งของพรรควงใน “ทักษิณ ชินวัตร” คือ พรรคเพื่อไทย-พรรคไทยรักษาชาติ ยังคงไม่ลงตัว
กับปรากฏการณ์เขย่าขวัญคนในพรรค ที่มีผู้คาบข่าวลับมาปล่อยในที่แจ้ง ถึงการทะเลาะวิวาทระหว่างเจ้าของพื้นที่เดิม 5 หมื่นเสียง “นวัธ เตาะเจริญสุข” อดีต ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 พรรคเพื่อไทย กับ ว่าที่ผู้สมัครคนใหม่ที่จะมาลงพื้นที่แทนตนเอง
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า บอร์ดบริหารเพื่อไทยเห็นว่า “นวัธ” ถูกศาลจังหวัดขอนแก่นอนุมัติออกหมายจับในข้อหาจ้างวานฆ่านายสุชาติ โคตรทุม ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น เมื่อ 2 พ.ค. 2556 ขณะเดียวกัน เจ้าตัวอยู่ห่างจากพื้นที่ เพราะมาใช้ชีวิตอยู่เมืองพัทยา จึงเปิดโอกาสให้คนที่ทำพื้นที่มากกว่าลงแทน ปิดช่องอุบัติเหตุการเมืองในอนาคต
จนทำให้ “บิ๊กเนม” ระดับแกนนำ ไล่ตั้งแต่ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เลือกตั้งของพรรค “ภูมิธรรม เวชยชัย” เลขาธิการพรรค ต้องออกมาดับข่าวฉาวว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โต
แต่เหตุเกาเหลาเช่นนี้ ยังมีอีกหลายจังหวัด อาทิ นครราชสีมา ขอนแก่น มหาสารคาม บางเขตที่ตกลงกันไม่ได้ อาจมี “ไพรมารี่” ในพื้นที่ยุติความไม่ลงตัว
พรรคทักษิณ จ่อทำโพลผู้สมัคร
ในทางกลับกัน “ไทยรักษาชาติ” หรือ ทษช. ที่มี “ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช” เป็นหัวหน้าพรรค และ “จาตุรนต์ ฉายแสง” นั่งเก้าอี้ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค ยังต้องรอ “เคาะตัว” ผู้สมัคร โดยมีโจทย์บังคับที่ผูกกับเพื่อไทยคือ
พรรคเพื่อไทยเก็บแต้ม ส.ส.เขต ส่วน ทษช.เก็บแต้มบัญชีรายชื่อ หนีกับดักเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ที่ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งกาบัตรใบเดียวเลือก ส.ส.เขต แล้วนำคะแนนทั้งหมดไปหาจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรค “พึงได้” บนวิธีคำนวณ 7 หมื่นคะแนนในระบบเขต จะแปลงเป็นที่นั่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่ง
หากผู้สมัครพรรคไหนชนะได้เป็น ส.ส.ในเขตเลือกตั้ง แต่คะแนนชนะไม่ถึง 7 หมื่นแต้ม ถือว่า “ชนะแบบขาดทุน” เพราะแต้มจะไม่ถูกคำนวณเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ
ดังนั้น เพื่อไทยต้องหามือดีที่สุดลงเขตที่มั่นใจที่สุด เพื่อโกยแต้มให้ได้มากเกิน 7 หมื่นเสียง
โซนปลอดภัย พท. แค่ 20 ที่นั่ง
ซึ่งผลการเลือกตั้งปี 2554 เพื่อไทยได้ ส.ส.ที่อยู่ใน “พื้นที่ปลอดภัย” ได้คะแนนเกิน 7 หมื่นเสียง แค่ 20 ที่นั่ง จาก ส.ส.เขตทั้งหมด 204 ที่นั่ง โดยชนะแบบขาดทุนถึง 184 ที่นั่ง
จึงต้องมีการผ่องถ่ายนักเลือกตั้ง “เกรดบี” ไปที่ ทษช.ใช้วิธี “บุกไปแพ้คะแนน” ให้มากที่สุด เพราะคะแนนที่แพ้ก็จะถูกนำมาคิดเป็นบัญชีรายชื่อ ในเขตที่ไม่ใช่พื้นที่ของเพื่อไทย หรือพื้นที่ที่เพื่อไทยไม่ชัวร์ ตามยุทธวิธี “แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย”
ทำให้หลังมีพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.)กำหนดวันเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ “เพื่อไทย” ที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำโพล จะลงไปคลุกฝุ่นเพื่อประเมินผลการส่ง ส.ส.ก่อนถึงวันรับสมัครเลือกตั้งอีกครั้ง
ส่วนการส่งผู้สมัครเลือกตั้งของ ทษช. “จาตุรนต์” บอกว่า “เราเป็นพรรคใหม่ พร้อมแค่ไหนก็ส่งแค่นั้น แต่ตัวผู้สมัครจะต้องเป็นที่ยอมรับของประชาชน ไม่ใช่จะเอาใครมาลงก็ได้ ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นประชาชนจะว่าเราได้”
ขณะที่พรรคเครือข่าย “พรรคเพื่อชาติ-พรรคประชาชาติ” ก็จะส่งคนลงพื้นที่ “ตามกำลัง” เพื่อเก็บแต้ม-รวมคะแนนช่วยเพื่อไทยอีกทาง
หน้าเก่าป้องกันพื้นที่ ไม่ถูกเจาะ
พลิกพื้นที่ปลอดภัยของเพื่อไทยที่ได้ 7 หมื่นแต้มขึ้นไปใน 20 เขตเลือกตั้ง ประกอบด้วย 1.ลำพูน เขต 1 นายสงวน พงษ์มณี ได้ 89,324 คะแนน 2.เชียงใหม่ เขต 8 นายนพคุณ รัฐผไท ได้ 83,696 คะแนน 3.เชียงใหม่ เขต 3 นางสาวชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ ได้ 81,863 คะแนน 4.เชียงราย เขต 3 น.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ได้ 78,115 คะแนน 5.ขอนแก่น เขต 8 นางดวงแข อรรณนพพร ได้ 77,472 คะแนน 6.ศรีสะเกษ เขต 8 นายปวีณ แซ่จึง ได้ 75,133 คะแนน 7.ลำพูน เขต 2 นายสถาพร มณีรัตน์ ได้ 74,385 คะแนน 8.ขอนแก่น เขต 9 ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช ได้ 74,220 คะแนน 9.ลำปาง เขต 4 นายอิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์ ได้ 74,160 คะแนน 10.ลำปาง เขต 3 นายจรัสฤทธิ์ จันทรสุรินทร์ ได้ 73,901 คะแนน
11.ขอนแก่น เขต 4 นางมุกดา พงษ์สมบัติ ได้ 73,511 คะแนน 12.อุดรธานี เขต 8 นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ได้ 72,729 คะแนน 13.ศรีสะเกษ เขต 4 นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ ได้ 72,225 คะแนน 14.อุดรธานี เขต 7 นายจักรพรรดิ ไชยสาส์น ได้ 71,845 คะแนน 15.ศรีสะเกษ เขต 2 นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ ได้ 71,713 คะแนน 16.มหาสารคาม เขต 1 นายสุรจิตร ยนต์ตระกูล ได้ 71,318 คะแนน 17.ร้อยเอ็ด เขต 6 นายกิตติ สมทรัพย์ ได้ 71,226 คะแนน 18.มหาสารคาม เขต 4 นายจิรวัฒน์ ศิริพานิชย์ ได้ 70,935 คะแนน 19.ร้อยเอ็ด เขต 8 นายเศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ ได้ 70,852 คะแนน และ 20.อุดรธานี เขต 5 นายทองดี มนิสสาร ได้ 70,461 คะแนน
ใน 20 เขตเลือกตั้งที่เพื่อไทยคว้าชัยได้ 7 หมื่นแต้ม ยังคงเป็นผู้สมัครหน้าเดิมลงป้องกันแชมป์ ยังไม่ถูกดูดไปอยู่พรรคฝ่ายตรงข้าม มีเพียง “ร.ท.ปรีชาพล” ที่โยกไปนั่งเป็นหัวหน้า ทษช.
ปชป.คัดคนโกย 7 หมื่นแต้ม
สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้เผชิญเอฟเฟ็กต์กับดักเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญ 2560 หนักหน่วงเหมือนพรรคเพื่อไทย จึงไม่จำเป็นต้องแตกพรรคแยกย่อยออกมา
หากแม้นำคะแนน+ตัวเลข ส.ส.ในการเลือกตั้งปี 2554 ที่ได้ ส.ส.เขต 115 ที่นั่ง และบัญชีรายชื่อ 44 ที่นั่ง รวม 159 ที่นั่ง แล้วมาคำนวณในสูตรการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2560 อาจทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้ ส.ส.น้อยกว่าเดิม เหลือเพียง 145 ที่นั่ง
ทว่า…ยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์รอบนี้ จึงวางแผนดึงคะแนน ส.ส.เขตโดยเก็บแต้มให้มากที่สุด ไม่ต่างกับพรรคเพื่อไทยมากนัก
“นิพนธ์ บุญญามณี” รองหัวหน้าพรรค ในฐานะกรรมการสรรหาผู้สมัครของพรรค ฉายภาพยุทธศาสตร์ว่า ภายใต้การเลือกตั้งระบบใหม่ ทุกคะแนนมีความหมาย คะแนนที่สูญเปล่าในการเลือกตั้งปี 2554 แต่การเลือกตั้งรอบนี้จะเป็นประโยชน์กับพรรคมาก เพราะเป็นคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของพรรค
พรรคลุงกำนัน ตัดแต้ม
“ปัญหาคือ ส.ส.ในเขตเลือกตั้งต้องทำคะแนนให้ใกล้เคียงกับคะแนนกลาง 7 หมื่นคะแนน เพื่อไปคำนวณเป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์”
เมื่อเปิด “พื้นที่ปลอดภัย 7 หมื่นแต้ม” ของพรรคประชาธิปัตย์ จากผลการเลือกตั้งปี 2554 พบว่า มี 15 เขตเลือกตั้งที่ได้เกิน 7 หมื่นเสียง จากจำนวน ส.ส.เขตที่ได้ทั้งหมด 115 ที่นั่ง ซึ่งทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ภาคใต้
ประกอบด้วย 1.พังงา เขต 1 นางกันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์ ได้ 108,559 คะแนน 2.สงขลา เขต 5 นายประพร เอกอุรุ ได้ 85,821 คะแนน 3.พัทลุง เขต 3 นายนริศ ขำนุรักษ์ ได้ 83,243 คะแนน 4.สงขลา เขต 3 นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ได้ 76,234 คะแนน 5.สุราษฎร์ธานี เขต 6 นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ ได้ 75,429 คะแนน 6.ตรัง เขต 4 นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ได้ 74,387 คะแนน
7.พัทลุง เขต 1 นางสาวสุพัชรี ธรรมเพชร ได้ 74,244 คะแนน 8.สงขลา เขต 4 นายชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว ได้ 74,204 คะแนน 9.ตรัง เขต 2 นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ได้ 73,769 คะแนน 10.สุราษฎร์ธานี เขต 4 นายเชน เทือกสุบรรณ ได้ 72,864 คะแนน
11.ชุมพร เขต 1 นายชุมพล จุลใส ได้ 72,663 คะแนน 12.นครศรีธรรมราช เขต 9 นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ได้ 72,149 คะแนน 13.ตรัง เขต 3 นายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ ได้ 71,802 คะแนน 14.นครศรีธรรมราช เขต 7 นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ได้ 70,983 คะแนน และ 15.สงขลา เขต 8 พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ ได้ 70,944 คะแนน
แต่ตัวแปรที่จะมาเป็น “ก้างตำคอ” พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ให้ได้ 7 หมื่นเสียง คือ พรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่มีแรงหนุนสำคัญคือ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ อาจมาตัดแต้มพรรคเก่าแก่ 72 ปี
เพราะอย่างน้อย ในจำนวน 15 ที่นั่งที่ทำคะแนนได้ 7 หมื่นอัพ มีคนใกล้ชิด “สุเทพ” อยู่หลายคน อาทิ วิรัตน์ กัลยาศิริ, สาทิตย์ วงศ์หนองเตย, นายชุมพล จุลใส, ส่วนนายเชน เทือกสุบรรณ ย้ายไปอยู่รวมพลังประชาชาติไทยเรียบร้อย
“พื้นที่ปลอดภัย” ในเขตเลือกตั้งที่ได้ 7 หมื่นแต้มขึ้นไป จึงมีความสำคัญทั้งพรรคเพื่อไทย+พรรคเครือข่าย และพรรคประชาธิปัตย์
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลย พิมพ์ @prachachat หรือสแกน QR Code
