โจทย์ใหญ่ท้าทายรัฐบาล อุ้มเกษตรกร VS รักษาวินัยการคลัง

โจทย์ท้าทายรัฐบาล

ในอดีตที่ผ่านมา ภาครัฐไทยมีบทเรียนจากการกู้เงินมาทำนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายดูแลราคาสินค้าเกษตร ที่ทำให้ระดับหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก ทำให้รัฐบาลชุดปัจจุบันเลือกที่จะใช้วิธีการดำเนินโครงการผ่านรัฐวิสาหกิจ หรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) แล้วรัฐบาลค่อยทยอยตั้งงบประมาณอุดหนุน หรือชดเชยคืนให้ในปีถัด ๆ ไป

อย่างไรก็ดี การใช้เงินในลักษณะดังกล่าว ต้องดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายมาตรา 28 ของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ที่เดิมคณะกรรมการนโยบายวินัยการเงินการคลังของรัฐ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ขีดเส้นไว้ว่า การใช้เงินตามกรอบมาตรา 28 ดังกล่าว ต้องไม่เกิน 30% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี

ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า โครงการที่ใช้งบประมาณ และสร้างภาระทางการคลัง ตามมาตรา 28 ส่วนใหญ่เป็นโครงการอุดหนุนสินค้าเกษตรที่เสนอโดยกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โดยในฤดูกาลผลิตปี 2562-2564 มีการขอใช้แหล่งเงินทุนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อจ่ายขาดเกษตรกร 2.3 แสนล้านบาท และโครงการสินเชื่ออีก 40,000-50,000 ล้านบาท อีกทั้งยังมีโครงการช่วยเหลือเกษตรกร ในปีการผลิต 2564/65 อีกกว่า 1.7 แสนล้านบาท รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ หากชำแหละเฉพาะโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี จะเห็นว่ามีการใช้งบประมาณเพิ่มสูงขึ้นก้าวกระโดดทุกปี ๆ โดยปีแรก ปีการผลิต 2562/63 ใช้งบประมาณอยู่ที่ 19,416.99 ล้านบาท ต่อมาปีการผลิต 2563/64 ใช้งบประมาณ 48,178.37 ล้านบาท

กระทั่งในปีการผลิต 2564/65 มีการใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นเป็น 89,306 ล้านบาท สูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งต่อมารัฐบาลได้อ้างถึงความจำเป็นที่ต้องดูแลเกษตรกรในภาวะราคาข้าวตกต่ำมาก จึงต้องขยายกรอบเพดานดังกล่าว จาก 30% เป็นไม่เกิน 35% เป็นการชั่วคราว

นอกจากนี้ รัฐบาลจะยังใช้ช่องตามมาตรา 28 ดังกล่าว ในการทำโครงการอื่น ๆ อย่างเช่น มาตรการสินเชื่อที่แบงก์รัฐให้ความช่วยเหลือประชาชน ทั้งธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) รวมถึงโครงการค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ด้วย

อย่างล่าสุด ปลายเดือน ก.ค. 2565 ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้ธนาคารออมสินดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) reopen ธุรกิจโรงแรมและ supply chain ของโรงแรมไป โดยรัฐบาลจะชดเชยต้นทุนเงินให้ธนาคารออมสินในอัตรา 2% ต่อปี เป็นระยะเวลา 2 ปี รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 200 ล้านบาท

ส่งผลให้ยอดคงค้างตามมาตรา 28 เพิ่มขึ้นจาก 1.069 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรา 34.50% เป็น 1.076 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรา 34.74% เกือบจะเต็มกรอบ 35% แล้วนั่นเอง

โดยเรื่องนี้ “อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” รมว.คลัง กล่าวว่า เมื่อปี 2564-2565 เนื่องจากราคาข้าวลดลงค่อนข้างต่ำมาก ดังนั้นภาระในการชดเชยรายได้ จึงเพิ่มขึ้นค่อนข้างสูง จึงมีความจำเป็นที่ต้องขยายเพดานมาตรา 28 จาก 30% เป็น 35% เป็นการชั่วคราว ซึ่งสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อไป ก็คือ โครงการเดิม ๆ จะต้องทยอยปิดโครงการ เพื่อเปิดวงเงินให้กับมาตรา 28 ในกรณีที่รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินนโยบายเร่งด่วนอะไรต่าง ๆ หรือเรียกว่าการเพิ่มพื้นที่ทางการคลัง

Advertisement

“ภายในสิ้นปีงบประมาณนี้ (ก.ย. 2565) ก็จะต้องพิจารณาแล้วว่า จะกลับไปที่ 30% ได้อย่างไร ทั้งนี้ สำหรับมาตรา 28 เราจะพยายามใช้ให้น้อยลง เมื่อเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ก็ไม่อยากเห็นว่า รัฐบาลเราใช้วงเงินตรงนี้มาดำเนินนโยบาย เพราะจะเป็นภาระในอนาคต” รมว.คลังกล่าว

อย่างไรก็ดี เมื่อไม่กี่วันมานี้ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ประชุมร่วมกับสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมส่งเสริมชาวนาไทย และสมาคมชาวนาข้าวไทย พร้อมหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง มีมติออกมาว่าจะเดินมาตรการโครงการประกันรายได้ปีที่ 4 โดยจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (นบข.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานพิจารณาต่อไป

ซึ่งจะประกอบด้วย 1.โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีที่ 4 ใช้เงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 86,740.31 ล้านบาท คาดว่าเกษตรกรได้ประโยชน์ 4.68 ล้านครัวเรือน

2.โครงมาตรการคู่ขนาน ประกอบด้วย 3 โครงการย่อย ใช้งบประมาณรวมกันทั้งสิ้น 8,022.69 ล้านบาท ได้แก่ โครงการส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวชะลอการขายข้าว ซึ่งจะมีเงินช่วยเหลือเกษตรกรไร่ละ 1,500 บาทต่อรายต่อข้าว 1 ตัน, โครงการช่วยเหลือดอกเบี้ย 3% ให้กับสหกรณ์ที่ชะลอการขายข้าว หรือเก็บสต๊อกข้าวไว้ และโครงการช่วยเหลือดอกเบี้ย 3% ให้กับโรงสีที่เก็บสต๊อกข้าวไว้

และ 3.โครงการไร่ละ 1,000 บาท เป็นการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไม่เกินครอบครัวละ 20 ไร่ เป็นเงินรวมกันทั้งสิ้น 55,364.75 ล้านบาท

เบ็ดเสร็จรวม 3 โครงการ จะใช้เงินทั้งสิ้น 150,127.75 ล้านบาท

ซึ่งแม้ว่าเฉพาะโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว จะใช้เงินงบประมาณ 86,740.31 ล้านบาท แต่ตัวเลขดังกล่าวก็แทบไม่ได้น้อยไปกว่าปีที่ผ่านมามากนัก ดังนั้น นี่จึงเป็น “โจทย์ใหญ่” ที่กำลังท้าทายรัฐบาลอีกรอบ ว่าสุดท้ายแล้วจะยอมอนุมัติตามข้อเสนอของกระทรวงพาณิชย์ได้ทั้งหมดหรือไม่

หรือจะยืนยันปรับลดกรอบวงเงินตามมาตรา 28 ให้กลับไปที่ไม่เกิน 30% เพื่อรักษา “วินัยการเงินการคลัง” คงต้องติดตามกันต่อไป