เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เอกชนขานรับ คตท. เดินหน้า 6 ยุทธศาสตร์ Zero Corruption ยกระดับไทยสู่ OECD
Economic เอกชนขานรับ คตท. เดินหน้า 6 ยุทธศาสตร์ Zero Corruption ยกระดับไทยสู่ OECD
ส.อ.ท. หั่นเป้าผลิตรถยนต์ปี’69 เหลือ 1.45 ล้านคัน พิษส่งออกสะดุด BEV ยังโตแรงหนุนตลาดในประเทศ
Economic ส.อ.ท. หั่นเป้าผลิตรถยนต์ปี’69 เหลือ 1.45 ล้านคัน พิษส่งออกสะดุด BEV ยังโตแรงหนุนตลาดในประเทศ
สนค.ชี้ส่งออกครึ่งปีหลังชะลอ รับแรงเร่งซื้อก่อนภาษีสหรัฐแผ่ว แต่มั่นใจอิเล็กทรอนิกส์ยังหนุนทั้งปี
Economic สนค.ชี้ส่งออกครึ่งปีหลังชะลอ รับแรงเร่งซื้อก่อนภาษีสหรัฐแผ่ว แต่มั่นใจอิเล็กทรอนิกส์ยังหนุนทั้งปี
AWC ลงนามสินเชื่อแบงก์สิงคโปร์ OCBC 6.6 พันล้านบาทลงทุนโครงการคุณภาพหนุนการเติบโตระยะยาว
Business AWC ลงนามสินเชื่อแบงก์สิงคโปร์ OCBC 6.6 พันล้านบาทลงทุนโครงการคุณภาพหนุนการเติบโตระยะยาว
จับตา ‘ฮูตี’ อนุญาตเรือจีนผ่าน ‘ทะเลแดง’ ตัวแปรสำคัญราคาน้ำมันโลก
World จับตา ‘ฮูตี’ อนุญาตเรือจีนผ่าน ‘ทะเลแดง’ ตัวแปรสำคัญราคาน้ำมันโลก
กขค.ล็อกกติกาอีคอมเมิร์ซ คุมแพลตฟอร์มหลายด้าน ห้ามบีบผู้ขาย-ล็อกขนส่ง-เอื้อสินค้าตัวเอง
Economic กขค.ล็อกกติกาอีคอมเมิร์ซ คุมแพลตฟอร์มหลายด้าน ห้ามบีบผู้ขาย-ล็อกขนส่ง-เอื้อสินค้าตัวเอง
ภาษีสหรัฐ 12.5% สะเทือนส่งออกไทยกว่า 1 ล้านล้าน ‘อัทธ์’ หั่นเป้าทั้งปีเหลือโต 6-7%
Economic ภาษีสหรัฐ 12.5% สะเทือนส่งออกไทยกว่า 1 ล้านล้าน ‘อัทธ์’ หั่นเป้าทั้งปีเหลือโต 6-7%
เครื่องนุ่งห่มไทยไม่หวั่นภาษีสหรัฐ 12.5% ชี้คู่แข่งโดนใกล้เคียงกัน จับตา FTA ยุโรปเปิดตลาดใหม่
Economic เครื่องนุ่งห่มไทยไม่หวั่นภาษีสหรัฐ 12.5% ชี้คู่แข่งโดนใกล้เคียงกัน จับตา FTA ยุโรปเปิดตลาดใหม่
‘สุริยะ’ ตั้งเป้าเพิ่มรายได้เกษตรกร 5% ใน 1 ปี ชูลดต้นทุนปุ๋ย-ยกระดับผลผลิตสู้เวียดนาม
Economic ‘สุริยะ’ ตั้งเป้าเพิ่มรายได้เกษตรกร 5% ใน 1 ปี ชูลดต้นทุนปุ๋ย-ยกระดับผลผลิตสู้เวียดนาม
กขค.เร่งคุมแพลตฟอร์มดิจิทัล รับ 17 เรื่องร้องเรียน ส่ง 7 คดีเข้าสู่กระบวนการพิจารณา
Economic กขค.เร่งคุมแพลตฟอร์มดิจิทัล รับ 17 เรื่องร้องเรียน ส่ง 7 คดีเข้าสู่กระบวนการพิจารณา
ดูทั้งหมด

3 นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง ส่องเทรนด์เศรษฐกิจไทย ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจโลก

04 ต.ค. 2565 | 15:44น.
GDP-เศรษฐกิจไทย

3 นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง ส่องเทรนด์เศรษฐกิจไทย “ดร.กอบศักดิ์” ชี้ปีหน้าวิกฤตของจริง ผลกระทบเข้าสู่ภาคเรียลเซ็กเตอร์ หวั่นไทยอาจข้ามไม่พ้นเหว ด้าน “ดร.ศุภวุฒิ” คาดหวังนักท่องเที่ยวแตะระดับ 1.5-2 ล้านคนต่อเดือน ช่วยดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ขาดดุล ฟาก “ดร.เกียรติพงศ์” มอง GDP ไทยต้องใช้เวลา 3 ปี ฟื้นตัวกลับสู่ระดับเดิม

วันที่ 4 ตุลาคม 2565 ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และกรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) กล่าวในงานสัมมนา “Thailand Economic Outlook 2023” ว่า

ปี 2565 แม้เป็นปีที่มีความท้าทาย แต่ส่วนมากยังเกิดผลกระทบกับตลาดทุน ที่เรียกว่า Investment Storm หรือมรสุมการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง ทำให้เป็นปีที่ยากมากในเรื่องลงทุน แต่ปี 2566 จะเป็นอีกปีที่ท้าทายมากกว่าปีนี้ด้วยซ้ำ เพราะจากความกังวลเศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในปีหน้า จะทำให้วิกฤตจะเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) ที่จะกระทบต่อภาคการส่งออก, ภาคการผลิต และภาคการจ้างงาน ซึ่งวิกฤตที่เกิดขึ้นในโลกย่อมกระทบมาถึงประเทศไทยแน่นอน

ตอนนี้ผลกระทบดังกล่าวเริ่มมาถึงไทยแล้ว หากประเมินข้อมูลแบงก์ชาติพบว่าตัวเลขการส่งออกของไทยได้ปรับตัวลดลงมาเป็นเดือนที่ 3 โดยเดือน ก.ค. 65 ต่ำกว่าเดือน มิ.ย.ราว 3% และเดือนล่าสุดต่ำกว่าเดือนก่อนหน้า 4% ขณะที่ตัวเลขการบริโภคของประชาชนในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาเริ่มทรงตัวนิ่ง ๆ ตอนนี้จะมีเพียงภาคท่องเที่ยวที่ปรับตัวดี เพราะฉะนั้นความท้าทายสำหรับประเทศไทยเพิ่มขึ้นมาก จึงมีโอกาสอย่างยิ่งที่เราอาจจะข้ามไม่พ้นเหว

ดร.กอบศักดิ์กล่าวต่อว่า สถานการณ์ดอกเบี้ยสหรัฐยังไม่จบง่าย ๆ เพราะผู้ว่าการเฟดพูดเองว่าการขึ้นดอกเบี้ยมาอยู่ที่ 3-3.25% ในปัจจุบันถือว่าแค่เริ่มก้าวแรก ยังห่างไกลที่จะแตะเบรก โดยเป้าสิ้นปีหน้าจะขึ้นดอกเบี้ยไปอยู่ที่ 4.6% ในขณะที่เงินเฟ้อสหรัฐอยู่ที่ระดับ 8% จึงอาจจะยังไม่สมน้ำสมเนื้อ ตอนนี้ตลาดอาจยังถูกหลอกหรือให้ความหวัง ฉะนั้นคาดการณ์ว่าเฟดอาจต้องใช้ยาแรง โดยต้องขึ้นดอกเบี้ยไปถึงระดับ 5% เป็นอย่างน้อย

คาดแบงก์ชาติจะขึ้นดอกเบี้ย จนกว่าเงินเฟ้อจะลง

ส่วนแนวโน้มดอกเบี้ยไทย ปีนี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% และช่วงที่เหลือของปีขึ้นอีก 0.25% และปีหน้าคาดว่าน่าจะขึ้นได้อีก 2 ครั้ง

“ผมประเมินดอกเบี้ยไทยจะขึ้นไป เงินเฟ้อจะลงมา และท่องเที่ยวจะกลับคืนมา ทั้งหมดจะเป็นสภาพแวดล้อมที่หนุนให้เศรษฐกิจไทยพอที่จะกระเตื้องไปได้ และปีหน้าท่องเที่ยวจะเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ไทยมีกำลังเดินไปข้างหน้าได้ ในขณะที่คนอื่นใช้เครื่องยนต์ไปหมดแล้ว โดยเฉพาะหากจีนเปิดประเทศจะช่วยได้มาก”

แต่สิ่งที่กังวลใจมีอยู่ด้วยกัน 2 เรื่องในปีหน้าคือ 1.ความเสี่ยงวิกฤตเศรษฐฐกิจในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (EM) ทั้ง สปป.ลาว, เมียนมา, บังกลาเทศ, ปากีสถาน, ศรีลังกา เป็นต้น ซึ่งปัญหานี้จะค่อย ๆ สะสมให้ทุกประเทศอ่อนแรงแล้วจะไปลุกลามช่วงที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยสูง ๆ และ

2.ปัญหาด้านการแข่งขันกับเพื่อนบ้าน ถ้ามีความเสี่ยงวิกฤต EM ในกลางปีหน้า ไทยต้องทำตัวให้ไม่เป็นเหยื่อ หนึ่งในนั้นคือต้องถนอมเงินสำรองที่เพียงพอในช่วงกลางปีหน้าให้ได้

“ค่าเงินบาทให้อ่อนค่าอีกได้ เพราะเป็นการอ่อนค่าเมื่อเทียบดอลลาร์ ซึ่งอย่างน้อยช่วยเกษตรกร ช่วยผู้ส่งออก ช่วยท่องเที่ยว และช่วยสินค้าไทย และเข้าไปดูแลงบประมาณบางส่วนให้การท่องเที่ยวโดยเฉพาะการโฆษณาในเมืองจีน และทำเรื่องวีซ่าระยะยาว (LTR Visa) และหัวใจสำคัญคือทำเรื่องการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) รวมไปถึงการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP)”

เศรษฐกิจสหรัฐถดถอย มีโอกาสเศรษฐกิจโลกถดถอย 80%

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ นักเศรษฐศาสตร์ และที่ปรึกษาสถาบันวิจัยภัทร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า ตอนนี้ทุก ๆ ประเทศเริ่มเห็นผลกระทบจากความกังวลเศรษฐกิจสหรัฐจะเกิดภาวะถดถอย (Recession) โดยค่าเงินอ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยิ่งกดดันให้เงินเฟ้อในแต่ละประเทศปรับตัวสูงขึ้น โดยทางธนาคารโลก (World Bank) มีการประเมินไว้เมื่อวันที่ 15 ก.ย.ว่า

ถ้าเศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอย เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยประมาณ 80% ฉะนั้นต้องบอกว่าถ้าเขาไม่รอดเราก็ไม่รอด

ตอนนี้เป็นห่วงเศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาส 2/66 หากเดินไปในทิศทางที่ไม่ดีจะไม่ดีมาก โดยตัวเลขนักท่องเที่ยวล่าสุดเดือน ส.ค.เข้ามาเดือนละ 1 ล้านคน ซึ่งยังไม่พอ ต้องดันให้แตะระดับ 1.5-2 ล้านคนต่อเดือน (พ.ย. 65-ก.พ. 66) เพื่อช่วยให้ดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ขาดดุล และอยากให้แบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ยให้ส่วนต่างดอกเบี้ยแคบกว่านี้ เพราะไม่อยากให้เงินไหลออก โดยจุดเสี่ยงเศรษฐกิจไทยต้องประเมินในช่วงต้นปีหน้าและไตรมาส 2/66

เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าสุด ต่างจากเพื่อนบ้าน

ดร.เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ประเมินเศรษฐกิจสหรัฐไม่น่าจะเกิดภาวะถดถอย เพราะเครื่องของสหรัฐในพื้นที่การคลังยังเพียงพอที่จะรับมือ แต่ถ้าจะเกิดขึ้นอาจเป็นกรณีที่รับมือกับเงินเฟ้อไม่ไหว ทางเฟดอาจจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างกระชาก ส่งผลให้เกิดภาวะถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) หรือมีการหดตัวของเศรษฐกิจ 1-2 ไตรมาส แต่ถ้าเกิดหลาย ๆ ประเทศทำพร้อมกันมีความเป็นได้ที่จะเกิดภาวะถดถอยต่อเศรษฐกิจโลก แต่เราถือว่าเป็นความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก (Tail Risk)

โดยธนาคารโลกประมาณการว่าหากเศรษฐกิจสหรัฐชะลอลง 1% จะกระทบเศรษฐกิจไทยประมาณ 0.6% โดยขณะนี้ธนาคารโลกประมาณการ GDP ไทยปี’65 อยู่ที่ 3.1% และปี’66 ขยายตัว 4.3% โดยคาดการณ์ดอกเบี้ยนโยบายไทยจะกลับไปสู่ค่าเฉลี่ยเดิมที่ 2% ขณะที่คาดว่าไทยจะรับมือเงินเฟ้อได้ภายในปีนี้และปีหน้าจะกลับมาสู่กรอบเงินเฟ้อได้

ตอนนี้เศรษฐกิจไทยไม่เหมือนเศรษฐกิจในอาเซียนตรงที่ฟื้นตัวช้าสุดจากการกลับเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดย GDP จะฟื้นกลับไปสู่ระดับก่อนโควิดในปลายปีนี้ แต่ไม่ใช่บรรทัดฐานที่ดีเพราะเศรษฐกิจก่อนโควิดยังไม่ได้ดีมาก และภาคท่องเที่ยวยังไม่ได้ฟื้นตัวเต็มที่ ตอนนี้ตัวเลขนักท่องเที่ยวเข้ามาประมาณ 1 ใน 3 จึงมองว่าการฟื้นตัวกลับไปสู่ระดับเดิมต้องใช้เวลาอีก 3 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2568

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การเงิน เศรษฐกิจไทย