เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กลุ่มธนบุรี เปิดตัวรถอีวี ‘smart’ 3 รุ่น เจาะกลุ่มพรีเมี่ยม 20 ต.ค. 2569
EV กลุ่มธนบุรี เปิดตัวรถอีวี ‘smart’ 3 รุ่น เจาะกลุ่มพรีเมี่ยม 20 ต.ค. 2569
ราคาทองวันนี้ (5 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท รูปพรรณบาทละ 66,800 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (5 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท รูปพรรณบาทละ 66,800 บาท
อนุทิน ไฟเขียว ปภ.ของบ ‘เยียวยาน้ำท่วม’ เพิ่มได้ รับ 4.7 พันล้านก้อนแรกไม่น่าพอ
Politics อนุทิน ไฟเขียว ปภ.ของบ ‘เยียวยาน้ำท่วม’ เพิ่มได้ รับ 4.7 พันล้านก้อนแรกไม่น่าพอ
วีซ่า LTR บีโอไอดึงต่างชาติคุณภาพสูง 1.2 หมื่นคน ดันมูลค่าเศรษฐกิจ 4 หมื่นล้าน
Economic วีซ่า LTR บีโอไอดึงต่างชาติคุณภาพสูง 1.2 หมื่นคน ดันมูลค่าเศรษฐกิจ 4 หมื่นล้าน
น้ำท่วมกระทบ GDP ไม่เกิน 0.1%-กำไร บจ. 2% ชู HMPRO-GLOBAL-DOHOME เด่นหลังน้ำลด
Finance น้ำท่วมกระทบ GDP ไม่เกิน 0.1%-กำไร บจ. 2% ชู HMPRO-GLOBAL-DOHOME เด่นหลังน้ำลด
3 คำแนะนำจาก นักเศรษฐศาสตร์ ปม งบฯ บำรุงจากภาษีบาป ชี้เงินสาธารณะต้องอธิบายตัวเองได้
Finance 3 คำแนะนำจาก นักเศรษฐศาสตร์ ปม งบฯ บำรุงจากภาษีบาป ชี้เงินสาธารณะต้องอธิบายตัวเองได้
ราคาน้ำมันดิบปรับลด หลังอุปทานในตะวันออกกลางฟื้นตัวไวกว่าคาด
Economic ราคาน้ำมันดิบปรับลด หลังอุปทานในตะวันออกกลางฟื้นตัวไวกว่าคาด
​ภูเก็ตคุมเข้ม 4–9 ต.ค. รับทหารสหรัฐฯ 5,000 นาย ย้ำบริการสร้างความประทับใจ
เศรษฐกิจภูมิภาค ​ภูเก็ตคุมเข้ม 4–9 ต.ค. รับทหารสหรัฐฯ 5,000 นาย ย้ำบริการสร้างความประทับใจ
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (5 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (5 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
SET วันนี้ลุ้นรีบาวด์ โฟลว์ขายชะลอ-ดอกเบี้ยคลาย ชู DELTA-HANA-KCE
Finance SET วันนี้ลุ้นรีบาวด์ โฟลว์ขายชะลอ-ดอกเบี้ยคลาย ชู DELTA-HANA-KCE
ดูทั้งหมด

“ธนาคาร” กับ “บริษัทประกันชีวิต” จะล้มจากการแห่ถอนเงินตอนไหน

15 เม.ย. 2566 | 18:07น.
ค่าเงินบาท
คอลัมน์​ : คุยฟุ้งเรื่องการเงิน
ผู้เขียน : พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน (ทอมมี่ แอคชัวรี)

ถ้าระบบควบคุมภายในของธนาคารนั้นเรียบร้อยดี แต่ไม่ได้ดูแลการบริหารสภาพคล่อง หรือการกระจุกตัวของลูกค้า หรือการด้อยค่าของสินทรัพย์นั้น ก็สามารถทำให้ธนาคารล้มไม่เป็นท่าได้

โดยปกติแล้วกลยุทธ์การรับมือนั้น ธนาคารจะต้องมี Asset Liability Matching หรือเทคนิค ALM ไปด้วย แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดในอเมริกานั้น จะเห็นว่าธนาคารบางแห่งไม่ได้ทำ ALM กันอย่างจริงจัง และอาจจะมีธนาคารท้องถิ่นในอเมริกาอีกประมาณ 5 แห่ง ที่เข้าข่ายการบกพร่องในการทำ ALM แบบนี้ด้วย

ปกติแล้ว ธนาคารจะทำการตกแต่งบัญชีได้ยากอยู่แล้ว โดยเฉพาะผู้สอบบัญชีก็จะระมัดระวังเป็นพิเศษ แต่ธนาคารก็ยังสามารถล้มอยู่ ก็อาจจะมาจากนโยบายการบริหารผิดพลาด เงินที่ได้จากเงินฝากเอาไปลงทุนในตราสารหนี้ และ mismatched ระยะเวลาของสินทรัพย์กับหนี้สินอยู่มาก พอดอกเบี้ยขึ้นก็เลยขาดทุนหนักเพราะต้องรับรู้เป็นขาดทุนออกมา ทั้ง ๆ ที่ตราสารหนี้ที่ถืออยู่นั้นต้องการจะถือจนครบกำหนดสัญญา (ปกติ ใครที่ซื้อพันธบัตรรัฐบาลจะเลือกที่จะถือจนครบกำหนดสัญญากัน)

กราฟิก AIM

การที่ธนาคารไปมีกลุ่มลูกค้าเงินฝากค่อนข้างกระจุกตัวนั้น ก็ส่งผลให้เวลาเกิดอะไรที่เป็นแง่ลบกับธุรกิจที่ไปกระจุกตัวนั้น ก็จะกระทบไปเกือบจะพร้อมกัน แต่สาเหตุหลักนั้น มาจากการที่ระยะเวลาการลงทุนของสินทรัพย์นั้นไม่ match กับระยะเวลาของหนี้สิน (ALM mismatch) ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้น

ธนาคารที่เลือกจะ mismatch นั้นอาจจะคิดว่า คนที่ฝากเงินก็จะต่ออายุไปเรื่อย ๆ (เหมือนที่เวลาเราฝากเงินฝากประจำ ก็จะต่ออายุหรือลงทุนต่อไปเรื่อย ๆ) ในขณะที่ฝั่งสินทรัพย์นั้นก็ซื้อตราสารหนี้ระยะยาวเสียเลย (เพราะตราสารหนี้ระยะยาวจะให้ดอกเบี้ยที่สูงกว่าตราสารหนี้ระยะสั้น)

ทั้งนี้ ธนาคารใหญ่ ๆ นั้นจะมีการถูกบังคับให้ตรวจสอบเรื่อง ALM ผ่าน stress test (การทดสอบภาวะวิกฤต) อยู่เสมอ แต่สำหรับธนาคารท้องถิ่นในอเมริกานั้น ได้รับการยกเว้นไม่ต้องทำการทดสอบ stress test หรือ ALM

เรื่องทั้งหมดนี้ ถ้าธนาคารมีการทำการทดสอบ ALM และดูว่า mismatch กันระหว่างสินทรัพย์กับหนี้สินหรือไม่ สถานการณ์ที่ธนาคารจะล้มไปเนื่องจากไปลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวนั้น ก็จะเกิดขึ้นได้ยากมาก ทั้งนี้ การล้มของธนาคารที่เกิดจากการไม่ทำ ALM ที่ดีพอ จึงเป็นเฉพาะของธนาคารใด ธนาคารหนึ่ง และจะไม่ลามไปสู่ธนาคารอื่น แต่น่าจะมีธนาคารท้องถิ่นอีกหลายแห่งที่ไม่ได้ทำ ALM ที่อาจจะล้มตามมาก็ได้

ดังนั้น ธนาคารแห่งไหนที่ได้มีการทำ stress test และได้มีการทำการทดสอบ ALM เพื่อให้แน่จึงมีการ matching ระหว่างสินทรัพย์กับหนี้สินได้ดีเพียงพอ ก็น่าจะปลอดภัยและไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก

ส่วนบริษัทประกันชีวิตนั้น ทุกบริษัทถูกให้ทำ ALM กันอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว เพียงแต่บริษัทประกันชีวิตจะกังวลในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับธนาคาร กล่าวคือ ธนาคารจะกลัว mismatch จากการที่ระยะเวลาการลงทุนของสินทรัพย์นั้นยาวกว่าหนี้สิน แต่บริษัทประกันชีวิตจะกลัว mismatch จากการที่ระยะเวลาการลงทุนของสินทรัพย์นั้นที่สั้นกว่าหนี้สิน

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ความเสี่ยงของธนาคารจะมีกับงบการเงินตอนที่ภาวะอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น (จึงต้องทำ ALM ในจังหวะที่ดอกเบี้ยขาขึ้น) และจะปล่อยให้มี mismatch กันตอนที่อัตราดอกเบี้ยขาลง

แต่บริษัทประกันชีวิตจะปล่อยให้มี mismatch กัน ตอนที่ดอกเบี้ยขาขึ้น (เพราะจะได้อานิสงส์กำไรจากดอกเบี้ยขาขึ้น) และจะให้มีการทำ ALM ในจังหวะดอกเบี้ยขาลง เพื่อป้องกันการขาดทุน

แต่สิ่งสำคัญสำหรับการรับรู้กำไรหรือขาดทุนจากอัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลงก็คือ การที่สินทรัพย์หรือหนี้สินที่เลือกจัดกลุ่มให้ถือจนครบกำหนดสัญญานั้น ในทางบัญชีจะรับรู้กำไรที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยลงใน “กำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น” เท่านั้น ซึ่งเป็นเหมือนกำไรที่รออยู่ในงบดุล และจะรับรู้เป็นกำไรในงบกำไรขาดทุนก็ต่อเมื่อมีการขายจริงเท่านั้น

ธนาคารเมื่อมีคนแห่มาถอนเงินจนต้องถูกบังคับขายตราสารหนี้ตอนภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นก็จะรับรู้ขาดทุนในงบกำไรขาดทุน (ดังนั้น ธนาคารที่ดีจึงต้องทำ matching ในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น จึงจะไม่เกิดปัญหานี้) แต่ถ้าบริษัทประกันมีคนแห่มาถอนกรมธรรม์จนต้องถูกบังคับขายตราสารหนี้ตอนภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นก็จะรับรู้กำไรในงบกำไรขาดทุน

สรุปว่า เทคนิค ALM นั้น

– สำหรับธนาคารจะทำตอนดอกเบี้ยขาขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดผลขาดทุนจากอัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลง

– สำหรับธนาคาร อาจจะไม่ต้องทำตอนดอกเบี้ยขาลง เพื่อให้มีกำไรจากอัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลง (สำหรับพันธบัตรรัฐบาล จะรับรู้กำไร หรือไม่ ก็ขึ้นกับขายจริงหรือไม่)

– สำหรับบริษัทประกันชีวิตจะทำตอนดอกเบี้ยขาลง เพื่อไม่ให้เกิดผลขาดทุนจากอัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลง

– สำหรับบริษัทประกันชีวิต อาจจะไม่ต้องทำตอนดอกเบี้ยขาขึ้น เพื่อให้มีกำไรจากอัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลง (สำหรับพันธบัตรรัฐบาล จะรับรู้กำไร หรือไม่ก็ขึ้นกับขายจริงหรือไม่)

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ธนาคาร ประกันชีวิต