Skip to content

ดอลลาร์อ่อนค่า หลังสหรัฐเผยข้อมูลแรงงานซบเซา-จับตาประชุมเฟด

03 พ.ค. 2566 | 18:36น.
ดอลลาร์อ่อนค่า หลังสหรัฐเผยข้อมูลแรงงานซบเซา-จับตาประชุมเฟด

ดอลลาร์อ่อนค่า หลังสหรัฐเผยข้อมูลแรงงานซบเซา-จับตาผลประชุมเฟด หลังตัวเลขการเปิดรับสมัครงานปรับตัวลดลงเป็นเดือนที่ 3 แตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 2 ปีครึ่ง บ่งชี้ภาวะชะลอตัวของตลาดแรงงาน

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 3 พฤษภาคม 2566 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (3/5) ที่ระดับ 34.07/10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (2/5) ที่ระดับ 34.21/22 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

โดยค่าเงินบาทแข็งค่าตามการอ่อนค่าลงของดอลลาร์ หลังสำนักงานสถิติของกระทรวงแรงานสหรัฐเปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน ((JOLTS) ประจำเดือนมีนาคม พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน ปรับตัวลงเป็นเดือนที่ 3 แตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 2 ปี ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะชะลอตัวของตลาดแรงงาน

ตัวเลขดังกล่าวปรับตัวลดลงสู่ระดับ 9.59 ล้านตำแหน่งในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 9.64 ล้านตำแหน่ง จากระดับ 9.97 ล้านตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ ตัวเลข JOLTS นับเป็นข้อมูลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสนใจ โดยมองว่าเป็นมาตรวัดภาวะตึงตัวในตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยในการพิจารณานโยบายการเงิน และอัตราดอกเบี้ยของเฟด

อีกทั้งกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า คำสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.9% ในเดือนมีนาคม ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.1% หลังจากปรับตัวลดลง 1.1% ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยคำสั่งซื้อภาคโรงงานได้รับแรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อเครื่องบิน

และเมื่อเทียบรายปี ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.4% ในเดือนมีนาคม ส่วนยอดสั่งซื้อสินค้าทุนพื้นฐาน ที่ไม่รวมหมวดอาวุธและเครื่องบิน ปรับตัวลดลง 0.6% ในเดือนมีนาคม โดยยอดสั่งซื้อดังกล่าวถือเป็นมาตรวัดความเชื่อมั่น และแผนการใช้จ่ายในภาคธุรกิจ

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ปรับลดคาดการณ์การส่งออกปี 2566 เหลือเติบโต 0-1% รวมมูลค่า 286,000-290,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 1-2% เนื่องจากไทยยังคงเผชิญหลายปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูง ต้นทุนด้านพลังงานปรับตัวสูงขึ้น สินค้าคงคลังยังอยู่ในระดับสูง และภาวะภัยแล้งที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร เป็นต้น

ทั้งนี้ ในระหว่างวัน เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 33.96-34.11 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 34.02/03 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (3/5) ที่ระดับ 1.1014/18 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (2/5) ที่ระดับ 1.0948/52 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ตามการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายของยูโรโซนจากฮัมบูร์ก คอมเมอร์เชียล แบงก์ (HCOB) ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 45.8 ในเดือนเมษายน จากระดับ 47.3 ในเดือนมีนาคม ซึ่งสูงกว่าตัวเลขเบื้องต้นที่ระดับ 45.5 โดยดัชนีดังกล่าวนั้นอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 10 ซึ่งบ่งชี้ว่าภาคธุรกิจอยู่ในภาวะหดตัว

ขณะที่ ดัชนีที่วัดผลผลิตปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 48.5 ในเดือนเมษายน จาก 50.4 ในเดือนมีนาคม โดยดัชนีที่วัดผลผลิตนั้นจะถูกนำไปคำนวณตัวเลขดัชนี PMI รวมภาคการผลิตและบริการ ซึ่งมีกำหนดเผยแพร่ต่อสาธารณชนในวันพฤหัสบดีที่ 4 พฤษภาคม และถูกมองว่าเป็นดัชนีสำคัญในการบ่งชี้ความเข้มแข็งของเศรษฐกิจ

อีกทั้งเมื่อวาน (2/5) มีการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)ปรับตัวขึ้น 7.0% ในเดือนเมษายน เมื่อเทียบเป็นรายปี จากการปรับตัวขึ้น 6.9% ในเดือนมีนาคม ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวลดลงเล็กน้อยสู่ระดับ 5.6% ในเดือนเมษายน จาก 5.7% ในเดือนมีนาคม

อีกทั้งสำนักงานสถิติแห่งเยอรมนี (FSO) เปิดเผยยอดค้าปลีกของเยอรมนีปรับตัวลดลง 2.4% ในเดือนมีนาคม เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งสวนทางกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ว่าจะปรับตัวขึ้น 0.4% ในเดือนมีนาคม เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์

ขณะเดียวกัน ยอดค้าปลีกของเยอรมนีปรับตัวลดลง 8.6% ในเดือนมีนาคม เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0998-1.1044 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1042/45 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (3/5) ที่ระดับ 136.28/29 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (2/5) ที่ 137.39/40 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยชิเกะยูกิ โกโตะ รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเปิดเผยเมื่อวานนี้ (2/5) ว่า ปัญหาในภาคธนาคารของสหรัฐ และยุโรปเป็นผลมาจากความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและอัตราดอกเบี้ย แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและระบบการเงินของญี่ปุ่นในตอนนี้

และเมื่อถูกถามถึงวิกฤตธนาคารของสหรัฐ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) นายโกโตะระบุว่า เขาคาดหวังว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะกำหนดนโยบายได้อย่างยืดหยุ่นและเหมาะสม โดยที่ไม่ได้ระบุรายละเอียดเพิ่มเติม ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 135.61-136.62 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 135.65/68 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือนเมษายน จาก ADP ของสหรัฐ (3/5), ดัชนีราคาผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายเดือนเมษายนจากเอสแอนด์พี โกลบอล ของสหรัฐ (3/5), ดัชนีราคาผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการ (PMI) เดือนเมษายน จากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) (3/5), สต๊อกน้ำมันรายสัปดาห์จากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) (3/5) และผลการประชุมนโยบายการเงินและแถลงมติอัตราดอกเบี้ยของ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) (4/5)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -10.50/-10.20 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -10.70/-9.60 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ