เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
รฟม.กางแผนลงทุนรถไฟฟ้าภูมิภาค เปิดโผ“จังหวัดไหน”มีโอกาสแจ้งเกิดมากที่สุด
News รฟม.กางแผนลงทุนรถไฟฟ้าภูมิภาค เปิดโผ“จังหวัดไหน”มีโอกาสแจ้งเกิดมากที่สุด
กงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ จัดใหญ่ “Freedom 250 American Fair”ฉลอง 250 ปี สหรัฐอเมริกา
เศรษฐกิจภูมิภาค กงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ จัดใหญ่ “Freedom 250 American Fair”ฉลอง 250 ปี สหรัฐอเมริกา
10 ปี SOS Thailand ดันกฎหมายหนุนบริจาคอาหาร-เตรียมขอคาร์บอนเครดิต
SD 10 ปี SOS Thailand ดันกฎหมายหนุนบริจาคอาหาร-เตรียมขอคาร์บอนเครดิต
JARTON ต่อยอด IMF-World Bank รุกตลาดความปลอดภัยอาเซียน
Business JARTON ต่อยอด IMF-World Bank รุกตลาดความปลอดภัยอาเซียน
‘บ้านคนละหลัง PLUS’ 5 หมื่นล้านปลุกหุ้นอสังหาฯ-ธอส.คาดปีหน้า ‘เต็มวงเงิน’
Finance ‘บ้านคนละหลัง PLUS’ 5 หมื่นล้านปลุกหุ้นอสังหาฯ-ธอส.คาดปีหน้า ‘เต็มวงเงิน’
ชัยชนะของชาวกล้วย
คุยกับเอกราช ชัยชนะของชาวกล้วย
ซอฟต์พาวเวอร์ Thailand Only
Biz Movement ซอฟต์พาวเวอร์ Thailand Only
ในกรอบต้องมีอิสระ ในอิสระต้องมีกรอบ
สามัญสำนึก ในกรอบต้องมีอิสระ ในอิสระต้องมีกรอบ
IMF ถกพิมพ์เขียวกรุงเทพฯ ยกระดับเตือนภัยการเงินดิจิทัลโลก
World IMF ถกพิมพ์เขียวกรุงเทพฯ ยกระดับเตือนภัยการเงินดิจิทัลโลก
วราวุธ เอาจริง ‘ขยะพิษ’ จ่อปรับหลักสิบล้าน–ยึดทรัพย์ ชี้ยานยนต์ไทยไม่ทำเฉพาะ EV
Politics วราวุธ เอาจริง ‘ขยะพิษ’ จ่อปรับหลักสิบล้าน–ยึดทรัพย์ ชี้ยานยนต์ไทยไม่ทำเฉพาะ EV
ดูทั้งหมด

กองทุน “คริปโต-บล็อกเชน” บูม กูรูจับเทรนด์ลงทุนเด่น ปี’67

27 เม.ย. 2567 | 17:17น.
fund

อุตสาหกรรมกองทุนรวมไตรมาส 1 ปี 2567 จากข้อมูลของสมาคมบริษัทจัดการการลงทุน (AIMC) จนถึง ณ 29 มี.ค. 2567 มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวม 5,277,915 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 132,837 ล้านบาท หรือ 2.58% จากสิ้นปี 2566

โดยกองทุนรวมตราสารหนี้ (กองบอนด์) มีสัดส่วนใหญ่ที่สุดด้วยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 2,453,242 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 90,988 ล้านบาท หรือ 3.85% จากสิ้นปีที่แล้ว ขณะที่กองทุนตราสารทุน (หุ้น) มีมูลค่า 1,636,751 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42,492 ล้านบาท หรือ 2.67% กองทุนรวมผสม มีมูลค่า 327,375 ล้านบาท ลดลง 6,584 ล้านบาท หรือ -1.97%

กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน มีมูลค่า 365,109 ล้านบาท ลดลง 3,297 ล้านบาท หรือ -0.97% กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ มีมูลค่า 106,088 ล้านบาท ลดลง 595 ล้านบาท หรือ -0.56% ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) มีมูลค่า 241,301 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,002 ล้านบาท หรือ 3.88% กองทุนรวมเพื่อไปลงทุนในต่างประเทศ (FIF) มีมูลค่า 1,109,025 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62,874 ล้านบาท หรือ 6.01% จากสิ้นปีที่แล้ว

“คริปโต-เทค-บอนด์” มาแรง

“ชวินดา หาญรัตนกูล” กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย (KTAM) ในฐานะนายก AIMC กล่าวว่า แนวโน้มในช่วงที่เหลือของปี 2567 นี้ กองทุนที่คาดว่าจะได้รับความนิยม ได้แก่ กองทุนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ Blockchain และ Cryptocurrency ถือเป็นกลุ่มกองทุนที่ผลตอบแทนโดดเด่น ที่ได้รับประโยชน์จากราคา Bitcoin ที่ปรับเพิ่มขึ้นมาก จากราว 3 หมื่นดอลลาร์สหรัฐในช่วงไตรมาส 3 ปีที่แล้ว จนขึ้นมาทำจุดสูงใหม่ในช่วงเดือน มี.ค.ปีนี้ที่ราว 74,000 ดอลลาร์

ชวินดา หาญรัตนกูล
ชวินดา หาญรัตนกูล

โดยได้แรงหนุนจากการที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของสหรัฐ อนุมัติให้จัดตั้ง Bitcoins Spot ETF เพื่อให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงได้ง่ายขึ้น จนมีกระแสเงินทุน (Fund Flow) ไหลเข้า ETF อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่หุ้นสหรัฐ และกองทุนที่เน้นหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐก็ยังน่าสนใจ เนื่องจากเป็นกองทุนที่ให้ผลตอบแทนดีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2566 รวมถึงกองทุนกลุ่มดังกล่าวยังได้กระแสสนับสนุนจาก Theme AI ทำให้นักลงทุนหันมาสนใจหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้นำทางเทคโนโลยีด้านชิป เช่น NVIDIA หรือ AMD และกลุ่ม Cloud Service เช่น Microsoft, Amazon, Google เป็นต้น

นอกจากนี้ กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ ก็น่าจะได้รับความนิยมเช่นกัน เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่มองว่าวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นได้จบลงแล้ว

“ในต่างประเทศเริ่มกลับมาให้ความสนใจกับตราสารหนี้มากขึ้น หลังตราสารหนี้ติดลบอย่างต่อเนื่องในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เห็นโอกาสสร้างผลตอบแทนจากตราสารหนี้ได้อีกครั้ง ซึ่งหากอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกกลับเป็นขาลง ประกอบกับ Yield ในระดับปัจจุบันที่สูงกว่า 5% ถือเป็นระดับผลตอบแทนที่น่าสนใจสำหรับสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้น”

ลดน้ำหนักหุ้น “EM-เอเชีย”

“ชวินดา” กล่าวว่า ตอนนี้ตลาดเริ่มให้น้ำหนักไปทางหุ้นสหรัฐและหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มประเทศพัฒนามากกว่า ทำให้นักลงทุนลดความสนใจในหุ้นกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ลงไปมาก อีกทั้งหุ้นจีนที่มีสัดส่วนใหญ่ในตลาด EM ก็ยังฟื้นตัวได้ช้ากว่ากลุ่มอื่น จึงทำให้ Fund Flow ที่กลับเข้า Emerging Market ในปีนี้ยังไม่มากนัก โดยเฉพาะหุ้นอาเซียนที่เรียกได้ว่าฟื้นตัวหลังโควิดได้ช้ากว่าภูมิภาคอื่นมาก

นอกจากนี้ กองทุนในหุ้นภูมิภาคเอเชียได้รับความสนใจจากนักลงทุนลดลงอย่างชัดเจน เนื่องจากนักลงทุนหันมาสนใจลงทุนในเอเชียแบบเจาะจงเป็นรายประเทศมากขึ้น เช่น จีน อินเดีย หรือญี่ปุ่น ซึ่งกองทุนดังกล่าวก็มีตัวเลือกให้ลงทุนได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับแต่ก่อน

“ตลาดต่างประเทศในปีนี้ยังมีโอกาสเติบโตได้ต่อเนื่องจากปีก่อน โดยเฉพาะในฝั่งประเทศพัฒนาแล้ว เนื่องจากเศรษฐกิจยังขยายตัวได้ ทำให้โอกาสเกิดเศรษฐกิจถดถอยยังต่ำ ในขณะที่กำไรบริษัทจดทะเบียน ก็ยังเติบโตได้ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว โดยเฉพาะบริษัทในตลาดสหรัฐ”

“ดอกเบี้ย-สงคราม” ป่วนตลาด

“ชวินดา” กล่าวอีกว่า ตลาดในปีนี้ยังมีความท้าทายจากปัจจัยลบด้านดอกเบี้ยนโยบายที่ยังอยู่ในระดับสูง และความไม่สงบในภูมิภาคอาหรับ ซึ่งยากจะคาดเดา จนอาจกดดันให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) สูงขึ้นในระยะสั้นได้ รวมถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ที่จะมีขึ้นในช่วงปลายปีนี้

“ปัจจัยเหล่านี้ อาจทำให้เราเห็นการปรับฐานของตลาดหุ้นได้เป็นระยะ ซึ่งเรามองว่าเป็นโอกาสในการสะสมหุ้น หรือสินทรัพย์ที่มีคุณภาพดี ในราคาที่ไม่แพง”

ลุ้นหุ้น “เอเชีย-ไทย” ฟื้น

“ชวินดา” กล่าวว่า หุ้นในฝั่งเอเชียปีนี้ก็มีโอกาสทางการลงทุนเช่นกัน ตลาดหุ้นจีนที่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวขึ้นได้ หลังทางการจีนมีมาตรการเพื่อสนับสนุนตลาดทุนผ่านการเข้าซื้อของกองทุนของรัฐ และการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการกับกับดูแลตลาด หรือตลาดญี่ปุ่น ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

ทั้งด้านความโปร่งใสที่สนับสนุนให้นักลงทุนต่างชาติเข้าถึงข้อมูลบริษัทจดทะเบียนได้ง่ายขึ้น และทิศทางกำไรบริษัทที่มีโอกาสขยายตัวได้ ตามความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ตลาดที่มีโอกาสเติบโตได้ในระยะยาวก็น่าสนใจเช่นกัน อย่างอินเดีย และเวียดนาม

สำหรับตลาดหุ้นไทย คาดว่าการลงทุนในกองทุนหุ้นไทยจะสามารถจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าปีที่ผ่านมาและให้ผลตอบแทนที่เป็นบวกได้ในสิ้นปีนี้

เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในปี 2567 มีแนวโน้มฟื้นตัวและเติบโตได้ดีขึ้นจากปี 2566 จากภาคการท่องเที่ยว การบริโภคและการลงทุนตามมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ความคืบหน้าการใช้จ่ายงบฯลงทุนภาครัฐ รวมถึงการส่งออกที่ฟื้นตัวตามการค้าโลกจากกระแส Restocking และการฟื้นตัวของคู่ค้าหลักอย่างจีน

“เราคาดว่าปัจจัยหนุนดังกล่าวจะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และอาจจะได้ปัจจัยหนุนด้าน Fund Flow อีกทางหนึ่ง หากธนาคารกลางกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเริ่มปรับลดดอกเบี้ยลง นอกจากนี้ 
เมื่อพิจารณาจาก Equity Yield Gap ของดัชนีหุ้นไทยเทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะกลางของไทยในปัจจุบัน อยู่ในระดับที่ไม่แพง และสามารถให้เงินปันผลได้ราว 3.5% โดยคาดการณ์การเติบโตของกำไรทั้งตลาดประมาณที่ 8-10% ในปีนี้”

แนะจับจังหวะ-เลือกลงทุน

ด้าน “ประกิต สิริวัฒนเกตุ” กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ กล่าวว่า สถานการณ์ในปัจจุบัน ภาพใหญ่ของโลกเริ่มแปรปรวน จากที่ต้นปี 2567 หลายฝ่ายมองว่าเป็นปีแห่งการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แต่ในปัจจุบันกลับกลายเป็นว่า เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยน้อยลง หรืออาจจะไม่ลดในปีนี้ ขณะที่ธนาคารกลางบางประเทศปรับขึ้นดอกเบี้ย สะท้อนให้เห็นว่าเงินเฟ้อมีมากยิ่งขึ้น ทำให้การลงทุนในตลาดทุนหรือสินทรัพย์เสี่ยงปรับขึ้นได้ยาก

ประกิต สิริวัฒนเกตุ
ประกิต สิริวัฒนเกตุ

“ภายใต้สถานการณ์ดอกเบี้ยขาขึ้น ต้องเลือกลงทุนให้ดี โดยกลุ่มการเงินจะได้เปรียบ หรือกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารทั่วโลก รวมถึงประเด็นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ อย่างสงครามระหว่างอิสราเอลและอิหร่านมองว่าจะรุนแรงเพิ่มมากขึ้น แนะนำกลุ่มพลังงาน หรือหุ้นที่ลงทุนด้านพลังงานเป็นทางเลือกที่ดีในการลงทุนช่วงไตรมาสมาส 2/2567”

ขณะที่ตลาดหุ้นไทยมีแรงกดดันด้านดอกเบี้ยนโยบายมีมากขึ้น และโอกาสที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะลดดอกเบี้ยเดือน มิ.ย. 2567 เป็นไปได้น้อย ในขณะเดียวกันความคาดหวังที่รัฐบาลจะได้เบิกจ่ายงบประมาณยังไม่ได้มีมากนัก

โดยภาพรวมการเบิกจ่ายอื่น ๆ อาจจะติดขัด เนื่องจากรัฐบาลจะมีการนำงบฯกลางไว้ สำหรับโครงการดิจิทัลวอลเลต ทำให้แรงขับเคลื่อนจากภาครัฐน้อยลง โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะต้องเก็บเงินไว้ใช้ในส่วนของดิจิทัลวอลเลตในช่วงปลายปี

“งบฯที่จะมากระตุ้นการลงทุนจึงน้อยลง ดังนั้น ตลาดหุ้นไทยไตรมาส 2 อาจจะไม่ได้ดีมากนัก นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งมูลค่าการซื้อขายที่มีในปัจจุบัน มาจากการชอร์ตหุ้นและคัฟเวอร์ชอร์ตเท่านั้น” กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่น 
พาร์ทเนอร์กล่าว