ปลัดคลัง คาดสัปดาห์หน้า“จุลพันธ์” รมช.คลัง ประชุมคณะอนุกรรมการกำกับแจกเงิน 10,000 ผ่าน Digital Wallet บาทถกความคืบหน้า แจงขั้นตอนใช้แหล่งเงิน ธ.ก.ส. 1.72 แสนล้านบาท ต้องรองบปี 68 มีผลบังคับใช้ 1 ต.ค.67
วันที่ 27 เมษายน 2567 นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า คาดว่าในช่วงต้นสัปดาห์หน้าคณะอนุกรรมการกำกับการดำเนินโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ซึ่งมีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.การคลัง เป็นประธาน จะมีการประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการ ทั้งในส่วนของร้านค้าที่จะเข้าร่วมโครงการ แหล่งเงินและระบบที่จะใช้ในการดำเนินโครงการ ตลอดจนแนวทางป้องกันการทุจริตต่าง ๆ ว่าเป็นอย่างไร ว่ามีความคืบหน้าไปถึงไหน โดยยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องการป้องกันการทุจริตที่จะเกิดขึ้นในโครงการเป็นอย่างมาก จึงได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมารับผิดชอบโดยเฉพาะ มีการประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีกระบวนการและขั้นตอนในการตรวจสอบอย่างชัดเจนทั้งหมด โดยหากพบการกระทำความผิดก็จะมีขั้นตอนและวิธีในการดำเนินการที่รวดเร็ว
สำหรับการแบ่งการทำงานเป็น 4 ส่วน มีดังนี้
1. แหล่งเงิน โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังดูแล
2. เกณฑ์และการลงทะเบียนร้านค้า มอบให้กระทรวงพาณิชย์ดูแล
3. การจัดทำเว็บไซต์ ระบบลงทะเบียนและตรวจสอบคุณสมบัติประชาชนและร้านค้า และระบบการใช้จ่าย สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกันพัฒนา
4. การตรวจสอบการกระทำผิด มอบหมายให้ทางสำนักงานตำรวจช่วยดูแล
ทั้งนี้ ยืนยันว่าการดำเนินการผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วงเงิน 1.72 แสนล้านบาท ด้วยมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 นั้น ไม่ใช่รัฐบาลกู้เงินจาก ธ.ก.ส. อย่างแน่นอน แต่เป็นเงินทดลองจ่ายไปก่อน แล้วรัฐบาลจะตั้งงบมาชำระคืน ดังนั้นกติกาการใช้จ่ายของประชาชนและเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการก็จะเหมือนกันทั้งหมด อีกทั้งยืนยันว่าโครงการดังกล่าวไม่ขัดต่อ พ.ร.บ. เงินตรา อย่างแน่นอน เพราะรัฐบาลมีแหล่งเงินชัดเจนและมีเม็ดเงินครบทั้ง 5 แสนล้านบาทในการรองรับการดำเนินการอยู่แล้ว
โดยเม็ดเงินของโครงการที่จะใช้จากงบประมาณปี 2567 นั้น สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลางอยู่ระหว่างการพิจารณาดูว่า มีโครงการใดของหน่วยงานใดบ้างที่อาจจะดำเนินการใช้ไม่ทัน ผูกพันไม่ทัน ก็จะดึงกลับมา ขณะเดียวกันก็ยังมีงบกลางปี 2567 อีกราว 9 หมื่นล้านบาท โดยต้องยอมรับว่างบประมาณปี 2567 ไม่ปกติ เริ่มบังคับใช้ล่าช้า และทำให้เหลือเวลาใช้อีกราว 5 เดือนเท่านั้น ซึ่งตรงนี้ก็ต้องไปเกลี่ยดู โดยคาดว่าราว 1 เดือนครึ่งก็น่าจะเริ่มเห็นความชัดเจน และหลังจากนั้นก็จะมีการออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณในส่วนนี้มาเพื่อรองรับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต
“อยากให้มองทุกอย่างด้วยความจริง อย่ามีอคติ เรื่องแหล่งเงินจากมาตรา 28 นั้น ตอนนี้ก็ยังไม่ถึงเวลาที่จะทำ จึงยังไม่รู้ว่าท้ายที่สุดแล้วจะเป็นอย่างไร แต่เท่าที่หารือกับนักกฎหมายของกระทรวงการคลัง และจากสิ่งที่คลังเคยใช้มาตรา 28 มา ก็เห็นว่ามันเป็นไปได้ เพราะโครงการดิจิทัล วอลเล็ต ไม่ใช่โครงการแรกที่ใช้มาตรา 28 กับ ธ.ก.ส. เคยใช้มาแล้วทั้งโครงการประกันรายได้ โครงการประกันราคา โครงการจำนำข้าว โครงการโคแสนตัว หรือแม้แต่โครงการแจกไร่ละ 1 พันบาท แต่หากมีความไม่สบายใจ อยากได้คำตอบที่ชัดเจน ถึงเวลาก็ไปถามกฤษฎีกาได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็สั่งการเรื่องนี้ชัดเจนว่า หากอะไรที่เป็นประเด็นข้อกังวล หรือข้อสงสัย โดยเฉพาะเรื่องกฎหมาย หากทำให้ชัดเจนก็ได้ก็ทำ แต่มันยังไม่ถึงเวลา เพราะเรากำลังพูดถึงมาตรา 28 ของปีงบประมาณ 2568 ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามีเงินเท่าไหร่ ยอดจะเห็นคือ 1 ต.ค. 2567 เมื่อเวลามาถึงก็จะมีการตั้งเรื่อง นำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส. และเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขั้นตอนเหล่านี้เกิดขึ้นแน่นอน” นายลวรณ กล่าว
นายลวรณ กล่าวอีกถึงประเด็นข้อสงสัยเรื่องการจำกัดสิทธิ์ร้านค้าแรกที่ไม่สามารถนำเงินสดออกมาได้ ว่า ในโครงการก่อน ๆ ที่ไม่ได้มีการล็อกสิทธิ์ในส่วนนี้ ก็มีการทุจริตโดยมีคนเอาสิทธิ์วงเงินไปแลกเป็นเงินสดในจำนวนที่ลดลง ตรงนี้จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลกำหนดให้การใช้จ่ายในรอบแรกร้านค้ายังไม่สามารถขึ้นเป็นเงินสดได้ ซึ่งจะทำให้แรงจูงใจในการกระทำความผิดลดลงไป อีกประเด็นเป็นการการันตีตัวคูณทางเศรษฐว่า โครงการจะมีตัวคูณทางเศรษฐกิจจากการใช้จ่าย จำนวน 5 แสนล้านบาทในระบบเศรษฐกิจเกิดขึ้นแน่ ๆ 1 รอบ ส่วนรอบที่ 2 จะไปได้ไกลแค่ไหนก็ต้องไปดูกันต่อ
ขณะที่ร้านค้าที่จะสามารถมาขึ้นเงินสดออกไปได้นั้น กำหนดให้เป็นร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษี ไม่ว่าจะเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีนิติบุคคล หรือภาษีบุคคลธรรมดา ตามมาตรา 40(8) ของประมวลรัษฎากร ซึ่งในมุมของรัฐบาลเมื่อเม็ดเงินจำนวน 5 แสนล้านบาทเข้าสู่ระบบ รัฐบาลจะได้คืนมาในรูปของภาษีจากร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีนั่นเอง
ทั้งนี้ ในส่วนข้อเสนอของทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เสนอให้ดำเนินการเฉพาะกลุ่มเปราะบาง 15-16 ล้านคนนั้น รัฐบาลเห็นด้วยและมองว่าประชาชนกลุ่มนี้จะต้องได้รับสิทธิ์ด้วย แต่โจทย์ของโครงการดิจิทัล วอลเล็ต ไม่ใช่การให้สวัสดิการจากรัฐ แต่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นคนละโจทย์กับเรื่องสวัสดิการที่หากจะทำก็สามารถทำได้ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่โครงการนี้ไม่ใช่สวัสดิการ
“รัฐบาลกำลังบอกว่าเราต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ อิมแพคมันจึงขึ้นอยู่กับขนาดของเม็ดเงินที่ใส่ลงไปในระบบ เราคุยเรื่องนี้กันมาตั้งแต่ปลายปี จนถึงตอนนี้ผ่านมากว่า 5-6 เดือนแล้ว พัฒนาการทางเศรษฐกิจก็น่าจะเห็นกันอยุ่ว่า ณ วันแรกอาจจะยังเห็นไม่ชัดว่าวิกฤติ หรือไม่วิกฤติ บางคนอาจจะมองว่าเศรษฐกิจยังดีอยู่ แต่เมื่อเวลาผ่านป จะเห็นแล้วว่าเศรษฐกิจมันทิ่มหัวลง เห็นได้ชัดเจนว่ากำลังซื้อหายไปจากระบบ การกระตุ้นก็มีหลายมาตรการ แต่โครงการนี้จะเกิดผลเร็วที่สุดผ่านการบริโภค ดังนั้นตอนนี้คงไม่ใช่เวลามาเถียงกันว่าการบริโภคยังโตอยู่เท่านั้นเท่านี้ ไปทำเชิงโครงสร้างแทนดีกว่า ตรงนี้ก็ทำ ไม่ใช่เราไม่ทำ และรัฐบาลไม่ได้บอกว่าทำดิจิทัล วอลเล็ตโครงการเดียวแล้วประเทศจะเจริญรุ่งเรืองกลับมาเหมือนเดิม มันก็ต้องมีอันอื่นมาเสริมด้วย แต่มาตรการอื่นอาจจะต้องใช้เวลาในการเห็นผล ไม่เร็วเหมือนอันนี้ วันนี้อาจจะต้องบอกว่า เราต้องห้ามเลือดก่อน ต้องกลับมาแข็งแรงให้ได้ก่อน จึงจะมีเรื่องอื่นตามมา” ปลัดคลัง กล่าว