ล่าสุด ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ปรับตัวลดลงทดสอบระดับต่ำสุด (Low) ที่บริเวณ 1,313.26 จุด เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา ต่ำสุดในรอบ 4 ปี นับจากช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่เคยลงไปต่ำสุดที่บริเวณ 1,024.46 จุด ซึ่งมาจากปัจจัยความไม่แน่นอนทางด้านการเมือง ที่นักลงทุนลุ้นการตีความของศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี ขณะที่ในช่วงกลางสัปดาห์นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่หลายฝ่ายจับตากันว่าจะมีการลดดอกเบี้ยลงเมื่อไหร่
การเมืองปัจจัยกดดัน SET
นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) กล่าวว่า ครึ่งปีหลัง 2567 เศรษฐกิจโลกที่อยู่ในทิศทางฟื้นตัว จึงน่าจะหนุนภาพเศรษฐกิจไทยและกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ทำให้ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวได้ โดยประเมินกำไรสุทธิ บจ.ปี 2567 จะเติบโต 22% จากปีก่อน (YOY) กำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 95 บาท/หุ้น เป้าหมายดัชนี SET Index อยู่ที่ 1,500 จุด
“ตอนนี้ ภาพของดัชนี SET อาจจะยังถูกกดดันจากปัญหาเรื่องนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ จากปัญหาทางการเมืองเป็นหลัก ทำให้ตลาดหุ้นไทยกลายเป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนเกือบต่ำสุดในโลก โดยหากนับจากต้นปีจนถึงวันที่ 10 มิ.ย. 2567 ดัชนี SET ติดลบไป 8% ดังนั้น ควรจะต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาให้ได้ในช่วงครึ่งปีหลัง รวมถึงความคาดหวังเรื่องกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ประกอบกับเมื่อภาพความกังวลทางการเมืองไทยในเดือน มิ.ย.หายไป ก็น่าจะทำให้เห็นสถานการณ์ของตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวได้”
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงสูงสุดในครึ่งปีหลัง ยังคงเป็นความเสี่ยงทางการเมือง เพราะ 1.การเมืองมักส่งผลกระทบให้นโยบายไม่สามารถออกมาได้ และ 2.จะกดดันเงินลงทุนไหลออก
“แต่กระแสเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ไหลออกจากตลาดหุ้นไทยไปช่วงนี้ จริง ๆ ไม่ใช่เฉพาะตลาดหุ้นไทย แต่เห็นฟันด์โฟลว์ไหลออกทั้งตลาดหุ้นเอเชีย จากเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า”
คาด กนง.ลดดอกเบี้ยปลายปี
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) กล่าวว่า การประชุม กนง. ในวันที่ 12 มิ.ย.นี้ คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50% แต่ต้องจับตาดูว่าจะมีการสื่อสารออกมาอย่างไร เพราะตอนนี้นโยบายการคลังมีการเบิกจ่ายงบประมาณแล้ว ขณะเดียวกันก็มีการลดดอกเบี้ย MRR ช่วยกลุ่มเปราะบางไปแล้ว ดังนั้นโจทย์ใหญ่ตอนนี้ คือ สินเชื่อที่ไม่โต เพราะเศรษฐกิจโตช้า และความเสี่ยงสูง
“กนง.น่าจะคงดอกเบี้ย โดยเสียงก็น่าจะ 5 ต่อ 2 เหมือนเดิม ซึ่งคนที่อยากให้ลด เขาคงไม่ได้อยากให้ลด เพราะสถานการณ์ปัจจุบัน หรือลดเพื่อวันนี้ แต่อาจจะมองเพื่ออนาคต ว่าลดดอกเบี้ยลงเพื่อพยุงเศรษฐกิจในอนาคต เพื่อปรับสมดุล ให้กับเศรษฐกิจไทยที่โตช้าลง และโตต่ำเป็นเวลานาน อย่างไรก็ดี กนง.คงรอดูธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ด้วย ซึ่งผมเชื่อว่าการลดดอกเบี้ยของไทยจะเกิดขึ้นได้ในช่วงปลายปีนี้”
ขณะที่การประชุม FOMC หรือคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ ในวันที่ 11-12 มิ.ย. 2567 ก็คาดว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยเช่นกัน อย่างไรก็ดี ตนคิดว่าขณะนี้ตลาดมองภาพลบเกินไป เพราะล่าสุดตัวเลขการจ้างงานสหรัฐ ออกมาดูดีขึ้น การเติบโตของค่าจ้างเพิ่มขึ้น ทำให้มองว่าเงินเฟ้อมีโอกาสจะขยับขึ้นตาม
“ตลาดมองว่าปีนี้เฟดอาจจะลดดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียว หรือไม่ลดเลย ผมว่าเยอะเกินไป น่าจะต้องดูตัวเลขเศรษฐกิจแบบเดือนต่อเดือน แล้วก็ต้องรอดู Dot Plot ว่า ปีนี้เฟดจะลดดอกเบี้ยกี่ครั้ง จากเดิมที่เคยมอง 3 ครั้ง ซึ่งหากออกมาว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง หรือ 1 ครั้ง ตลาดก็น่าจะสบายใจขึ้น เพราะตอนนี้กลัวว่าจะลด 1 ครั้ง หรือไม่ลดเลย”
ส่วนปัจจัยความไม่แน่นอนด้านการเมืองช่วงนี้ ดร.อมรเทพกล่าวว่า ตนมองเป็นปัจจัยชั่วคราว ซึ่งอาจจะสร้างความกังวล ทำให้นักลงทุน Wait & See กันไปก่อน
ครึ่งปีหลังปัจจัยบวกหนุน SET
นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด กล่าวว่า หุ้นไทยที่ร่วงลงแรงช่วงนี้ มองว่าเป็นเรื่องของกลไกไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐาน เกิดจากมีเครื่องมือที่เอื้อให้นักลงทุนต่างชาติ Short Sell ซึ่งการที่หลังจากนี้จะมีมาตราการ Uptick Rule ออกมาควบคุม Short Sell จึงทำให้ช่วงนี้เป็นช่วงสุดท้ายของการ Short Sell ทำกำไร จึงมีการถล่มหนัก
ส่วนประเด็นเรื่องศาลรัฐธรรมนูญตีความตำแหน่งนายกฯนั้น นายประกิตกล่าวว่า นายกฯได้ส่งคำชี้แจงให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว โดยไม่ได้ขอขยายเวลา แสดงว่านายกฯต้องค่อนข้างมีความมั่นใจ ขณะที่กรณีนายทักษิณ ชินวัตร เกี่ยวกับมาตรา 112 ก็ได้ขอให้อัยการสูงสุดมีการทบทวน จึงมองว่าใน 1-2 เดือนหลังจากนี้ภาพรวมตลาดหุ้นไทยจะกลับมาดีขึ้นได้ โดยมองเป้า SET สิ้นปีอยู่ที่ 1,500 จุด
โดยภาพรวมตลาดหุ้นไทยช่วงครึ่งปีหลังจะกลับมาดีขึ้นได้ จากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจได้หารือแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยตั้งเป้า GDP ปีนี้ต้องขยายตัวได้ 3% และมาตรการระยะยาวตั้งเป้า ต้องขยายตัวราว 5%
“หลักสำคัญคือรัฐบาลต้องการเร่งเบิกจ่ายงบฯลงทุนให้สูงกว่า 70% จึงมองว่าเศรษฐกิจจะโตขึ้น และจะส่งผลให้ บจ.มีกำไรที่ดีขึ้นได้ รวมถึงการนำดิจิทัลวอลเลตมาใช้ช่วงปลายปี และการฟื้น LTF จะเข้ามาช่วยสนับสนุนตลาดหุ้นไทย ซึ่งคาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้ามาในตลาดหุ้นได้ 2-3 หมื่นล้านบาท หรือสูงสุด 6 หมื่นล้านบาทต่อปี”