Skip to content

การเมืองระอุ ‘ยุบพรรคเพื่อไทย’ กลับมากดดัน SET INDEX อีกครั้ง

21 ต.ค. 2567 | 11:11น.
การเมืองระอุ ‘ยุบพรรคเพื่อไทย’ กลับมากดดัน SET INDEX อีกครั้ง

การเมืองไทยระอุ ‘ยุบพรรคเพื่อไทย’ เริ่มกลับมากดดัน SET INDEX อีกครั้ง VALUATION หุ้นไทยเริ่มตึง หุ้นเริ่มเห็นการถูกเทขายทำกำไรออกมาในวันศุกร์ที่ผ่านมา ในช่วงรอคำตัดสินมีโอกาสเห็นฟันด์โฟลว์ไหลออก หวังกองทุนวายุภักษ์พยุงให้ผันผวนน้อยลงได้บ้าง

วันที่ 21 ตุลาคม 2567 นายภราดร เตียรณปราโมทย์ รองผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวว่า หลังจากที่ นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ได้ยื่น 6 คำร้องขอศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยสั่งการให้ นายทักษิณ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทย เลิกทำการที่เป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพอันจะนำไปสู่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ซึ่งกระบวนการต่อไป ต้องติดตามดูว่าศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องหรือไม่

โดยหากเปรียบเทียบกับไทม์ไลน์คดียุบพรรคก้าวไกล ศาลใช้เวลาราว 26 วัน ในการพิจารณารับคำร้อง และใช้เวลารวมกว่า 6 เดือน ในการพิจารณาก่อนจะมีคำวินิจฉัยออกมา ขณะที่ในอีกทางหนึ่งมีอีก 6 คำร้องที่ส่งไปที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้พิจารณายุบพรรคเพื่อไทย (มีหลายผู้ร้อง รวมถึงนายธีรยุทธ สุวรรณเกษร)

ซึ่งล่าสุด กกต. ได้พิจารณาเห็นว่าคำร้องมีมูลได้ให้สั่งให้ตั้งกรรมการสอบยุบเพื่อไทยแล้ว (18 ต.ค. 2567) มีกรอบระยะเวลา ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน แต่สามารถขอขยายได้อีกครั้งละไม่เกิน 30 วัน จนกว่าจะแล้วเสร็จ ซึ่งต้องจับตาว่า กกต. จะมีผลการพิจารณาอย่างไร โดยหากเห็นว่า “ควรยุบพรรค” กกต. จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยในลำดับต่อไป

“คำร้องให้พิจารณายุบพรรคเพื่อไทย ที่อยู่ในกระบวนการของทั้งศาลรัฐธรรมนูญ และที่ กกต. เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยที่สร้างความกังวล เฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงการฟื้นตัว ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรการจากภาครัฐเข้ามาประคับประคอง”

ขณะที่ในมุมตลาดหุ้นไทยก็เริ่มเห็นการถูกเทขายทำกำไรออกมาในวันศุกร์ที่ผ่านมา (18 ต.ค. 2567) จากปัจจัยกดดันทางการเมือง และแรง TAKE PROFIT ของหุ้นกลุ่ม TECH อาทิ ADVANC, GULF, INTUCH, TRUE เป็นต้น ซึ่งฝ่ายวิจัยประเมินว่าอาจเห็นความผันผวนของ SET INDEX อย่างต่อเนื่องในช่วงรอคำตัดสิน จึงมีโอกาสเห็นเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FUND FLOW) ไหลออก แต่มีกองทุนวายุภักษ์ที่อาจเข้ามามาพยุงให้ SET ผันผวนน้อยลงได้บ้าง

อย่างไรก็ตามจากกระบวนการที่เดินอยู่น่าจะเข้มข้นมากขึ้นในปี 2568 สำหรับประเด็นอื่นที่อยู่ในความสนใจ ได้แก่ เรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีการเรียกประชุมคณะกรรมการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายเดือน ต.ค. หรือต้นเดือน พ.ย. ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนของ DIGITAL WALLET เฟส 2 มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว และการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยช่วงปลายปี 2567 ประเมินว่า SET INDEX น่าจะเข้าสู่ช่วงของการปรับฐานอีกครั้ง โดยวันนี้ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวช่วง 1,474-1,496 จุด หุ้น TOP PICK วันนี้เลือก CBG, CRC และ BDMS

VALUATION หุ้นไทยเริ่มตึง

SET INDEX มีโอกาสขยับขึ้นได้ยากขึ้น ด้วยปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้ 1.VALUATION ของ SET INDEX เริ่มตึง ๆ โดย SET INDEX ปรับตัวขึ้นมาแตะ 1,500 จุด และถือเข้าใกล้มูลค่าพื้นฐานที่ประเมินไว้ 1,510 จุด ทำให้การเคลื่อนไหวของดัชนีในช่วงต่อจากนี้อาจจะผันผวนมากขึ้นได้

2.กองทุนเริ่มถือหุ้น TECH เยอะมากกว่าปกติ (OVER-OWNED หุ้น TECH) และถือหุ้นน้ำมันกับธนาคารพาณิชย์ลดลง โดยประเมินจากการถือครองหุ้น 5 อันดับแรกของ 20 กองทุนหุ้นใหญ่สุด (มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) รวม 2.6 แสนล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของกองทุนรวมหุ้น (EX-VAYU) 944 กองทุน NAV 7.9 แสนล้านบาท (ณ ส.ค. 2567) พบว่ากองทุนมีการลดน้ำหนักหุ้นธนาคารพาณิชย์และหุ้นน้ำมัน แต่มาถือหุ้นเทคโนโลยีมากขึ้น

สะท้อนได้จากหุ้นน้ำมันอย่าง PTT, PTTEP ปกติจะถือเยอะสุดติดอันดับ 1 ใน 5 เกือบทุกกอง แต่ปัจจุบันมีการถือหุ้น PTT ติด สัดส่วนสูงสุด 5 อันดับแรกแค่ 9 ใน 20 กองทุน, PTTEP 2 ใน 20 กองทุน รวมถึงหุ้นธนาคารพาณิชย์ปกติจะถือติด 5 อันดับแรกเกินครึ่งหนึ่งของ 20 กองทุน โดยมีการถือ SCB 1 ใน 20 กองทุน, KBANK 1 ใน 20 กองทุน ขณะที่หุ้นกลุ่ม TECH ได้รับความสนใจจากกองทุนเป็นอย่างมากในปีนี้ อาทิ มีการถือหุ้น ADVANC ติดสัดส่วนสูงสุด 5 อันดับแรกแค่ 16 ใน 20 กองทุน, GULF 15 ใน 20 กองทุน, DELTA 10 ใน 20 กอง เป็นต้น

3.มูลค่าทางพื้นฐานของหุ้น TECH เริ่มจำกัด จากการที่หุ้น TECH ขนาดใหญ่ขึ้นมาแรงในปีนี้ อาทิ ADVANC 30% นับจากต้นปี (YTD), GULF 53%, DELTA 48% แต่ถ้าดูราคาเป้าหมายจาก BLOOMBERG CONSENSUS ที่ นักวิเคราะห์มีการปรับในเดือน ต.ค. เริ่มเห็น UPSIDE จำกัด ตามราคาเป้าหมายเฉลี่ยดังนี้ ADVANC 289.6 บาท, DELTA 111.4 บาท, GULF 64.9 บาท

“การผลักดันดัชนีที่ขึ้นมาใกล้ ๆ กับมูลค่าพื้นฐานปีนี้ อีกทั้งน้ำหนักการลงทุนของสถาบันยังเอนเอียงไปที่หุ้น TECH มากขึ้นจน UPSIDE เริ่มจำกัด อาจส่งผลให้ SET INDEX ในช่วงที่เหลือของปีมีความผันผวนมากขึ้นได”

ราคาน้ำมันใกล้หลุดแนวรับ เป็นขาลง ?

โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (18 ต.ค.) ราคาน้ำมันดิบโลกยังคงร่วงลงต่อเนื่องราว -2% โดย BRENT ปรับตัวลดลงมาแตะ 73 เหรียญ/บาเรล ส่วน WTI ล่าสุดหลุด 70 เหรียญ/บาเรล แล้ว

ขณะที่ปัจจัยที่เป็นแรงกดดันราคาน้ำมันหลัก ๆ มาจากความกังวลในฝั่ง DEMAND หรือกำลังซื้อทั่วโลกเสี่ยงฟื้นตัวช้า สะท้อนจากทั้งภาคการผลิตในหลาย ๆ ประเทศซบเซาต่อเนื่อง บวกกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนชะลอตัวลง โดย GDP GROWTH ของจีน 3 ไตรมาสแรกของปี 2567 เติบโตราว 4.8% ซึ่งยังต่ำกว่าเป้าหมายของทั้งปีที่ 5%

อย่างไรตามราคาน้ำมันยังมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นได้ หากในไตรมาส 4/2567 รัฐบาลจีนเร่งเครื่องยนต์กระตุ้นเต็มที่ จะพาเศรษฐกิจจีนขยายตัวตามเป้าหมายได้จริง ขณะที่ล่าสุดเช้านี้ PBOC เซอร์ไพรส์ปรับลดดอกเบี้ยมากกว่าคาด และภายในสิ้นปีนี้อาจมีการปรับลด RRR ลงอีกราว 0.25-0.50% นอกจากกนี้ยังมีประเด็นความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจทวีความรุนแรงมากขึ้น หากมีการตอบโต้กลับระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน

สำหรับกรณีที่เศรษฐกิจจีนกลับมาฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งในช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดว่าจะหนุนให้หุ้นอิงจีนได้รับประโยชน์ตามไปด้วย อาทิ 1.กลุ่มท่องเที่ยว-โรงแรม และ LOGISTIC : AOT, SJWD, ERW, CENTEL, MINT, III 2.กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ : HANA, KCE, DELTA 3.กลุ่มธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย : AP, LH, SIRI ORI 4.กลุ่มวัสดุก่อสร้าง : SCC, SCGP 5.กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี : PTT, TOP, PTTGC, PTTEP, IVL 6.กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม : CBG, CRC, BJC, CPALL 7.กลุ่มยางพารา : NER, STA

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตลาดหุ้น หุ้นไทย