เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

“เผ่าภูมิ” มั่นใจไทยได้เปรียบคู่แข่ง หลังเคลียร์ภาษีสหรัฐ 19% คาดดัน GDP โต

02 ส.ค. 2568 | 13:25น.

“เผ่าภูมิ” มั่นใจไทยได้เปรียบคู่แข่ง หนุนการลงทุน หลังบรรลุข้อตกลงเจรจาภาษีสหรัฐฯที่ 19% คาดดัน GDP ปี 68 ขยายตัวเพิ่ม – เตรียมอัดมาตรการช่วยผู้ส่งออก

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายในการบรรยายในโครงการพัฒนาศักยภาพ ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง ประจำปี 2568 “รู้ทันโลกการเงิน ทลายหนี้สู่ความยั่งยืน” ว่า ผลจากการเจรจาทางการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ซึ่งนำโดยนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมกับทีมไทยแลนด์ และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ได้ข้อสรุปที่น่าพอใจเกี่ยวกับอัตราภาษีการค้า โดยอัตราภาษีของไทยขณะนี้ใกล้เคียงประเทศคู่ค้าอื่น และยังดีกว่าเวียดนามเล็กน้อย ทำให้ไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบเสียเปรียบ และไทยยังมีความได้เปรียบในการแข่งขันทางการค้าอย่างมีนัยสำคัญ

“ทีมงานเจรจากันอย่างถี่ยิบ จนสามารถลดความเสี่ยงจากอัตราภาษีได้สำเร็จ ส่งผลให้ไทยกลับสู่จุดที่สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก” รมช.คลัง กล่าว

นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า ไทยมีอัตราภาษีที่ใช้ 2 อัตรา ได้แก่ อัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ 19% และอัตราภาษีสินค้าส่งผ่าน (Transshipment) ที่ 40% ซึ่งถูกกำหนดให้กับประเทศที่มีสัดส่วนการผลิตภายในประเทศน้อย

ในขณะที่ไทยมีโครงสร้างการผลิตในประเทศสูง และซัพพลายเชนภายในประเทศเข้มแข็ง ทำให้สินค้าที่ผลิตในประเทศของไทยเสียภาษีต่ำเพียง 19% ตรงข้ามกับประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม ที่มีแนวโน้มโดนภาษีสูงกว่า

โดยความได้เปรียบนี้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทยที่มุ่งเพิ่ม สัดส่วนวัตถุดิบภายในประเทศ (local content) และการผลิตภายในประเทศ เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ Regional Value Content (RVC) ที่เป็นตัวชี้วัดสำคัญในกติกาการค้ารูปแบบใหม่

นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า ผลจากข้อตกลงดังกล่าว ทำให้หลายหน่วยงานปรับประมาณการ GDP ของไทยในปี 2568 เพิ่มขึ้น เช่น

– สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับจาก 2.1% เป็น 2.2%
-กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับจาก 1.8% เป็น 2.0%

ทั้งนี้ ยังมีแนวโน้มที่หน่วยงานอื่น ๆ จะปรับประมาณการ GDP เพิ่มขึ้นในระยะต่อไป โดยคาดว่าตัวเลข GDP ไตรมาส 2/2568 ซึ่งจะประกาศโดยสภาพัฒน์ฯ จะออกมาดีตามแรงส่งจากปัจจัยบวกด้านภาษี

นายเผ่าภูมิกล่าวว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างประเมินผลกระทบต่อผู้ส่งออกและเตรียมมาตรการช่วยเหลือ โดยเฉพาะ Soft Loan ที่จะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เร็ว ๆ นี้ นอกจากนี้ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) ได้ดำเนินการช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว โดย

– พักชำระหนี้
– ยืดระยะเวลาชำระหนี้สูงสุด 365 วัน
– ลดภาระดอกเบี้ยประมาณ 20%
– เพิ่มวงเงินสินเชื่อหมุนเวียน
– สนับสนุนสินเชื่อการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า
– รับประกันการส่งออกพ่วงสินเชื่อเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ผู้ส่งออก

ในด้านงบประมาณเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ นายเผ่าภูมิเปิดเผยว่า จากวงเงิน 157,000 ล้านบาทที่จัดสรรไว้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะนี้มีการอนุมัติใช้ไปแล้วบางส่วน เหลืออยู่ประมาณ 42,000 ล้านบาท โดยรัฐบาลมีความยืดหยุ่นในการปรับมาตรการให้เหมาะสมกับสถานการณ์

แม้ผลกระทบต่อภาคส่วนต่าง ๆ จะลดลงจากที่เคยคาดการณ์ไว้ แต่ประชาชนและผู้ประกอบการยังคงมีภาระอยู่ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเข้าไปดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยงบกระตุ้นเศรษฐกิจส่วนที่เหลือ รวมถึงงบกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน จะมีการพิจารณาและกำหนดมาตรการเพิ่มเติมต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ภาษีทรัมป์