คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2568 ที่มี “เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมประชุมด้วยเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนหมดวาระดำรงตำแหน่งในสิ้นเดือน ก.ย. 2568 นี้
ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ 6 ต่อ 0 เสียง เห็นควรให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.75% มาอยู่ที่ 1.50% ต่อปี นับเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 3 ของปี 2568 นี้ (2 ครั้งก่อนที่ลดคือ 26 ก.พ. และ 30 เม.ย.)
ธปท.ลดดอกเบี้ยหนุน “ปรับตัว”
“สักกะภพ พันธ์ยานุกูล” เลขานุการ กนง. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงว่า กนง.มองว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 และ 2569 ขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ อย่างไรก็ดี มาตรการภาษีของสหรัฐจะซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างและขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งเศรษฐกิจบางภาคส่วนมีความเปราะบางมากขึ้น โดยเฉพาะ SMEs ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ จากปัจจัยด้านอุปทาน
“กรรมการเห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้บ้าง เพื่อให้เอื้อต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจและช่วยบรรเทาภาระของกลุ่มเปราะบาง จึงมีมติให้ลดดอกเบี้ยนโยบายลง”
โดย กนง.มองว่าดอกเบี้ยที่ระดับ 1.50% ต่อปี จุดนี้ถือว่าเพียงพอ เพราะหากดอกเบี้ยยิ่งต่ำ ประสิทธิผลของการส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยจะลดลง โดยในช่วงที่ผ่านมาได้ลดอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว 3 รอบ เริ่มตั้งแต่ปลายปี 2567 และปีนี้ในช่วงเดือน ก.พ. และ เม.ย. จะเห็นว่าการส่งผ่านอยู่ที่ 43% ใกล้เคียงกับช่วงโควิดที่อยู่ที่ 40%
“จะเห็นว่าการส่งผ่านรอบที่ 3 น้อยกว่า 2 ครั้งแรก ซึ่งการลดดอกเบี้ยครั้งนี้ยังมีรูมในการส่งผ่าน แต่ประสิทธิผลจะน้อยลง และการส่งผ่านใช้เวลา 4 ไตรมาส ดังนั้น ยังเหลือการส่งผ่านค้างท่อจากการลดดอกเบี้ย 3 ครั้งก่อนหน้า ซึ่งต้องติดตาม
การลดครั้งนี้เราคาดหวังว่าให้คนที่ยากลำบากได้ปรับตัว เพราะเราเห็นเงื่อนไขของภาษี จึงเป็นช่วง Wake up Call ของภาคธุรกิจ”
แบงก์ขานรับหั่นดอกเบี้ยทันที
ทั้งนี้ หลังการลดดอกเบี้ยนโยบายรอบนี้ ปรากฏว่า แบงก์มีการรับลูกลดดอกเบี้ยตามในทันที โดยหลายแบงก์ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้แบบยกแผง ทั้ง MLR, MOR และ MRR แถมยังลด 0.25% เท่ากับ กนง.อีกด้วย (ดูตาราง)

“CIMB T” จี้อัดมาตรการเสริม
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB T) ชี้ว่า การลดดอกเบี้ยรอบนี้สะท้อนถึงความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจที่อ่อนแรง และความตั้งใจในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง อย่างไรก็ดี มองว่าประเด็นสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือ
แม้การลดดอกเบี้ยจะช่วยลดภาระหนี้ของผู้ที่มีหนี้อยู่แล้ว แต่ไม่น่าจะช่วยเพิ่มสภาพคล่อง หรือกระตุ้นสินเชื่อได้มากนัก เนื่องจากความเสี่ยงด้านเครดิตยังสูง การรอความชัดเจนก่อนดำเนินนโยบาย แม้จะเป็นแนวทางที่รอบคอบ แต่บางครั้งอาจทำให้เศรษฐกิจระดับล่างไถลลงลึกเกินไป จนต้องใช้มาตรการที่แรงกว่าคาด เพื่อพยุงไม่ให้ทรุดต่อ
“การประชุมรอบนี้ กนง.ได้รับข้อมูลที่ชัดเจนขึ้นเรื่องภาษีทรัมป์ จึงสามารถลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ และบรรเทาภาระหนี้ ยังไม่มีมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องเฉพาะกลุ่มเปราะบางเพิ่มเติม กนง.น่าจะพิจารณามาตรการอื่นควบคู่กับดอกเบี้ย เพื่อดูแลกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด”
กนง. เปลี่ยนใหม่ 2 ราย
ดร.อมรเทพมองว่า กนง.น่าจะคงดอกเบี้ยในรอบเดือน ต.ค.นี้ เพื่อประเมินผลจากการลดดอกเบี้ยรอบนี้ หากเศรษฐกิจยังอ่อนแรง อาจมีการลดดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือน ธ.ค. สู่ระดับ 1.25% ซึ่งการเปลี่ยนกรรมการ 2 คนในรอบเดือน ต.ค. อาจส่งผลต่อทิศทางและการสื่อสารนโยบายการเงิน ความไม่แน่นอนทางการเมือง คดีของนายกรัฐมนตรี การผ่านงบประมาณ และเสถียรภาพรัฐบาล ความขัดแย้งชายแดนกัมพูชา ความอ่อนแอของภาคอสังหาริมทรัพย์ และความลังเลของนักลงทุนต่างชาติ ความเสี่ยงจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่อาจรุนแรงขึ้นหลังหมดช่วงชะลอภาษี
จับตาสื่อสารนโยบาย
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า เท่าที่ดูเหตุผลในการปรับลดดอกเบี้ยของ กนง.ในครั้งนี้ แทบไม่ต่างจากการประชุมรอบที่แล้วที่คงดอกเบี้ย สะท้อนว่าความจำเป็นที่จะต้องลดดอกเบี้ยมีอยู่ เพียงแต่การสื่อสารนโยบาย การแอ็กชั่นในแต่ละรอบอาจจะต่างกันไป ซึ่งครั้งนี้ก็บอกว่าเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง และการส่งผ่านเกิดขึ้นเร็ว ซึ่งโจทย์สำคัญคือต้องดูว่าจะทำให้แบงก์ปล่อยสินเชื่อได้อย่างไรด้วย เพราะที่ผ่านมาสินเชื่อติดลบ
“ตอนลดดอกเบี้ยครั้งที่แล้ว แบงก์ลดตามแค่ 5 bps เอง แสดงว่ารอบนี้ให้ความสำคัญกับการส่งผ่านอย่างมาก ว่าลดแล้วดอกเบี้ยแบงก์ต้องลงตาม ผมว่าภาพการส่งสัญญาณมันเปลี่ยนไปเลย จากครั้งที่แล้วเหมือนพยายามให้เหตุผลว่า ทำไมถึงไม่ลดดอกเบี้ย แต่รอบนี้บอกว่ามีรูมในการลดเพิ่มด้วยซ้ำ ก็เปลี่ยนโทนไป แล้วเดี๋ยวก็ต้องรอผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่เข้ามา ก็อาจจะเห็นโทนในการสื่อสารนโยบายจะเปลี่ยนไปอย่างไร เพราะผู้ว่าการคนเก่าพูดชัดว่าไม่อยากให้ Forward Guidance เพราะกังวลว่า ถ้า Commit แล้วทำไม่ได้แล้วจะเป็น Noise ดังนั้น ก็ต้องดูว่าคนใหม่มาจะเปลี่ยนไปอย่างไร”
ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า ทิศทางตอนนี้ชัดเจนว่า เมื่อผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่เข้ามาก็คงสนับสนุนให้มีการลดดอกเบี้ยลงอีก และคงเน้นเรื่องการส่งผ่านนโยบาย รวมถึงอาจจะต้องพูดถึงการสร้าง “Policy Space” ขึ้นมาด้วย ซึ่งอาจจะใช้นโยบายอื่น ๆ หรือการทบทวนเครื่องมือนโยบายการเงิน
“ทิศทางดอกเบี้ยจากนี้ก็คงลงอีก เราคาดการณ์ว่าจะลงไปจนเหลือ 1% หรืออาจจะต่ำกว่านั้นได้ แต่ตอนนี้ที่คาดการณ์เป็นทางการคือเหลือ 1% ภายในไตรมาส 1 ปี 2569 ทั้งนี้ ผมคิดว่าอย่างน้อยจะต้องลดดอกเบี้ยลงไปให้ใกล้เคียงกับเงินเฟ้อพื้นฐานตอนนี้”