Skip to content

8 องค์กร “รัฐ-เอกชน”ผนึกข้ามชอตการเมือง ยกเครื่องเศรษฐกิจ-ปฏิรูปประเทศ

30 ส.ค. 2568 | 07:14น.
8 องค์กร “รัฐ-เอกชน”ผนึกข้ามชอตการเมือง ยกเครื่องเศรษฐกิจ-ปฏิรูปประเทศ

8 สถาบันเศรษฐกิจ “รัฐ-เอกชน” ผนึกกำลังขับเคลื่อนประเทศไทย ก้าวข้ามปัญหาการเมือง เสนอ “สมุดปกขาว” ปรับโครงสร้างแก้จุดอ่อน “เศรษฐกิจนอกระบบ” พุ่งสูง 48% ของจีดีพี  3 สถาบันเอกชน นำทีมสู่ปฏิบัติการร่วมสร้างฐานข้อมูลเอสเอ็มอี เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ ชูเน็กซ์สเต็ปประเทศไทยสู่การปฏิรูป ปลดล็อกปัญหาหนี้ครัวเรือนด้วย “ข้อมูล” หนุนนโยบายสวัสดิการ Negative Income Tax ทุกคนยื่นแบบรายได้ พร้อมแก้กฎระเบียบต้อน “น็อนแบงก์-สหกรณ์ออมทรัพย์” เข้าเครดิตบูโร ควบคู่การทำ “เนชั่นแนลเอเอ็มซี” จัดการหนี้เสีย เพื่อแก้ปัญหาหนี้แบบครบวงจร

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างทำให้ติดกับดักไม่สามารถแข่งขันและเติบโตได้ตามศักยภาพ หนึ่งในโจทย์และปัญหาสำคัญคือ “เศรษฐกิจนอกระบบ” และ “หนี้นอกระบบ” ที่เป็นจุดอ่อนของประเทศ เมื่อข้อมูลทุกอย่างอยู่นอกระบบทำให้การบริหารจัดการ การดำเนินนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลก็ไม่ตรงจุด รวมถึงทำให้เกิดการตัดสินใจบนข้อมูลที่บิดเบือน

เนื่องจากประเทศไทยไม่มีข้อมูล ดังนั้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ธนาคารกรุงไทย ร่วมกับคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ทำผลสำรวจวิจัยเรื่องเศรษฐกิจนอกระบบและหนี้นอกระบบ โดยที่จะมีการอัพเดตเป็นดัชนีข้อมูลต่อเนื่องทุกปี เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลเศรษฐกิจของประเทศ

ผนึกกำลัง 8 สถาบันเศรษฐกิจ

นายผยงกล่าวว่า จากที่ประเทศไทยเผชิญปัญหาภาษีทรัมป์ ทำให้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เกิดความร่วมมือกันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ ทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เห็นชอบที่จะร่วมกันขับเคลื่อนแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่สมาคมธนาคารไทยประสานทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย, สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์, สภาพัฒน์, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกันขับเคลื่อนในการแก้โจทย์ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

วางเป้าหมายเป็น Think Tank ช่วยกันทำ White Paper เศรษฐกิจไทยจะไปต่ออย่างไร เสนอรัฐบาลและหน่วยงานต่าง ๆ โดยในการทำงาน 8 หน่วยงานที่มาร่วมมือกันในครั้งนี้ จะไม่ใช่แค่การทำยุทธศาสตร์ แต่จะมีบทบาทในการร่วมกัน Execution เพื่อเป็นการช่วยกันแก้ปัญหา ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง

ประธานสมาคมธนาคารไทยเปิดเผยว่า จากที่หารือกับสภาพัฒน์ คุยกันว่าจะช่วยกันตั้งโจทย์ว่า 2 ปีข้างหน้าประเทศไทยต้องทำอะไร ให้วางมาแค่ 5 เรื่องสำคัญ แล้วทำแบบ End to End และช่วยกันทำให้การขับเคลื่อนเกิดขึ้นจริง

“สมุดปกขาว” สู่แผนปฏิบัติการ

“เพราะการเมืองเป็นลักษณะใครไป-ใครมา และมีผลต่อความเชื่อมั่นสูง อย่างไรก็ดี โครงสร้างเศรษฐกิจประเทศต้องวางไว้ ภาคเอกชนจะร่วมมือกับเทคโนแครต เราก็หวังว่าการเมืองจะเห็นคุณค่า”

นายผยงกล่าวว่า ในส่วน White Paper ได้ให้ทางสถาบันป๋วยฯเป็นเซ็นเตอร์ในการเขียน ถือเป็นการทำงานร่วมของภาครัฐและเอกชน ในส่วนของภาครัฐก็มีทั้งกระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์เข้ามา ต้องทำให้เกิดขึ้น ซึ่งทางกระทรวงการคลัง ท่านปลัดก็ให้การสนับสนุนเต็มที่

เรื่องนี้ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันและมีบทบาทในการช่วย Execution ด้วย และในทางปฏิบัติที่จะทำให้การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศเกิดขึ้นได้ ต้องทำให้ทุกอย่างเข้าระบบอยู่บนฐานข้อมูล

คลี่ปม เศรษฐกิจนอกระบบ

ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย ฉายภาพปัญหาสำคัญที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย คือ “เศรษฐกิจนอกระบบ” และ “หนี้นอกระบบ” ข้อมูลธนาคารโลกระบุว่า ไทยมีเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ถึง 48% ของจีดีพี ครอบคลุมหลายกิจกรรม ทั้งร้านค้ารายย่อย หาบเร่แผงลอย ขายของออนไลน์ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง โรงแรมที่ไม่ได้รับใบอนุญาต ธุรกิจสีเทา แรงงานนอกระบบประกันสังคม หนี้นอกระบบ จนถึงหวยใต้ดิน

และพบว่า มีแรงงานนอกระบบสูงถึง 53% ขณะที่มีแรงงานยื่นภาษีเงินได้ประมาณ 11-12 ล้านคน (ผู้เสียภาษี 4 ล้านคน) ขณะที่เวียดนามมีเศรษฐกิจนอกระบบ 14% อินโดนีเซีย 18% มาเลเซีย 30%

เศรษฐกิจนอกระบบสร้างปัญหาหลายด้าน ทั้งรายได้อยู่ในระดับต่ำ หรือต่ำกว่าศักยภาพ, ความยากจนความเหลื่อมล้ำสูง, ผลิตภาพอยู่ในระดับต่ำ Resillence ต่ำ, การกำกับดูแลและธรรมาภิบาลด้อยกว่า และการพัฒนาที่ยั่งยืนช้า

หนี้นอกระบบ-หลุมรายได้

ปัญหาหนี้นอกระบบถือเป็นอีกความท้าทายที่ฝังลึกในระบบเศรษฐกิจและสังคมไทย ผลสำรวจพบว่า ครัวเรือนไทย 77% เป็นหนี้ โดยเป็นหนี้ในระบบ 38%, กลุ่มที่เป็นหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบมี 48% และเป็นหนี้นอกระบบ 14% ส่งผลหนี้ครัวเรือนของไทยเมื่อรวมหนี้นอกระบบอาจทะลุเกิน 100% ของจีดีพี

อย่างไรก็ดี พบว่าหนี้นอกระบบเกือบ 70% นำมาใช้ดำเนินธุรกิจ และผ่อนรถซึ่งถือว่าเป็นเครื่องมือทำมาหากินเช่นกัน ดังนั้น หนี้นอกระบบถือเป็นหลังพิงของภาคครัวเรือนและธุรกิจรายย่อย เพราะการเข้าถึงหนี้นอกระบบมีทางเลือกที่หลากหลายและรวดเร็ว และมักเกิดขึ้นในช่วงที่ธุรกิจอ่อนแอ ทำให้เข้าถึงแหล่งทุนในระบบไม่ได้

ความท้าทายของเศรษฐกิจไทยคือช่วงโควิดที่ผ่านมา หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น 2.1 ล้านล้านบาท, หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น 5.2 ล้านล้านบาท ทำให้เกิดหลุมรายได้ 2.6 ล้านล้านบาท ขณะที่สงครามการค้า มาตรการภาษีทรัมป์ ถ้าจัดการได้ไม่ดีในช่วง5-6 ปีข้างหน้า เสี่ยงเกิดหลุมรายได้อีก 1.6 ล้านล้านบาท และคาดว่าทรัมป์จะกระทบต่อเอสเอ็มอีกว่า 5,000 ราย และแรงงาน 15-20 ล้านคน

ปลดล็อกหนี้ด้วย “ข้อมูล”

นายผยงกล่าวเพิ่มเติมว่า การปลดล็อกหนี้นอกระบบต้องจัดการด้วย “ข้อมูล” ดังนั้นหลังจากสถาบันการเงินร่วมกับ ธปท. ออกโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ถือเป็นจุดเริ่มต้นของแก้หนี้ แต่ความสำคัญคือต้องมีสเต็ปต่อไป ที่ต้องทำคือ 1.ยกระดับนโยบายสวัสดิการแบบตรงเป้า เพื่อทำให้ทุกครัวเรือนมีสวัสดิการที่เพียงพอ เหมาะสมกับรายได้ ซึ่งขณะนี้กระทรวงคลังก็มีแนวทางเรื่องนโยบาย Negative Income Tax (NIT) ที่เชื่อมโยงข้อมูลจากทุกภาคส่วน นำประชาชนทุกคนเข้าสู่ระบบโดยให้ทุกคนยื่นแบบรายได้ เพื่อให้รู้ว่ามีรายได้เท่าไหร่ ถ้าไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำก็จะมีการเติมสวัสดิการให้ตามฐานรายได้ ทำให้สามารถลดความจำเป็นในการพึ่งพาหนี้นอกระบบให้น้อยลง

ภาครัฐสามารถดำเนินนโยบายสวัสดิการได้ตรงกลุ่ม ตั้งแต่เบี้ยผู้พิการ, สวัสดิการแห่งรัฐ, ประกันสังคม (เจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย คลอดบุตร ว่างงาน) สวัสดิการข้าราชการ เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด จนถึงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

ดึงน็อนแบงก์-สหกรณ์เข้า NCB

ประเด็นที่ 2 คือ ยกระดับข้อมูลประเทศ เช่น ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) ที่มีข้อมูลเฉพาะกลุ่มสถาบันการเงิน แต่ยังขาดทั้งน็อนแบงก์ (122 ราย) และสหกรณ์ออมทรัพย์ (1,460 แห่ง) ทำให้การตัดสินใจภายใต้ข้อมูลไม่ครบถ้วน จึงต้องดึงทั้งน็อนแบงก์ สหกรณ์ออมทรัพย์ รวมถึงเครดิตยูเนี่ยน เข้ามาอยู่ในเครดิตบูโร เพื่อลดการบิดเบือนของข้อมูล ปัจจุบันหนี้สหกรณ์สูงถึง 2 ล้านล้านบาท แต่ไม่ได้อยู่ในระบบข้อมูล ถือเป็นระบิดเวลาของหนี้ครัวเรือน และ 3.โจทย์ความสามารถการแข่งขันและรายได้ ถ้าแข่งไม่ได้หรือรายได้ไม่พอ ปัญหาหนี้ก็แก้ไม่ได้

ประธานสมาคมธนาคารไทยกล่าวว่า นี่คือเน็กซ์สเต็ป ที่ประเทศไทยจำเป็นต้องก้าวไปสู่การปฏิรูปตรงนี้ เพื่อให้มีความสามารถการก่อหนี้ ประเทศจึงต้องไปสู่ตรงนี้

“คีย์คือเรื่องข้อมูล เพื่อให้คนเข้าถึงเงินกู้ในระบบมากขึ้น ถ้าปลดล็อกได้ อย่างเอสเอ็มอี แบงก์จะเห็นข้อมูลการผิดนัดชำระหนี้ แต่ข้อมูลอีกด้านจากบริษัทใหญ่ที่อยู่ในซัพพลายเชน ประวัติการค้าต่าง ๆ ข้อมูลตรงนี้จะช่วยให้มีความชัดเจนมากขึ้น หรือข้อมูลการชำระเงินระหว่างคู่ค้าบริษัทใหญ่กับเอสเอ็มอี แบงก์อาจจะไม่เห็น รวมถึงการออกใบรับรองต่าง ๆ ให้เอสเอ็มอี เช่น ใช้แรงงานมีคุณภาพ ไม่ใช่ใช้แรงงานต่างด้าวแบบผิดกฎหมาย ผลิตสินค้าได้มาตรฐานหรือไม่ พร้อมส่งออกหรือไม่ การเซอร์ติฟายตรงนี้จะเป็นตัวส่งสัญญาณอย่างดี”

นายผยงกล่าวเพิ่มเติมว่า อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือการทำเรื่อง National AMC ที่จะต้องมีการแก้กฎหมายเอเอ็มซี (พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541) เพื่อให้ปลดล็อกให้สามารถแก้ไขปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพของกลุ่มต่าง ๆ ได้มากขึ้น โดยเรื่องนี้ ท่านปลัดกระทรวงการคลังกำลังเร่งขับเคลื่อน เพื่อที่มาช่วยกระตุกตัวเลขหนี้ครัวเรือนให้ลดลง ควบคู่กับการดำเนินนโยบาย Negative Income Tax (NIT) เพื่อให้ฐานข้อมูลประชาชนเข้าสู่ระบบ ทำให้การดำเนินนโยบายสวัสดิการต่าง ๆ ตรงเป้า

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ผยง ศรีวณิช สมุดปกขาว