“ผยง ศรีวณิช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) ในฐานะเป็นผู้นำการขับเคลื่อน “ธนาคารพาณิชย์ของรัฐ” แห่งนี้ต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 8 ปี และได้รับฉันทามติ ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ต่ออีกวาระ (4 ปี) ทำให้มีโอกาสในการขับเคลื่อนและสร้างจักรวาล KTB จนถึงปี 2571
ธนาคารกรุงไทยต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ
“ผยง” ฉายภาพว่า หลายปีที่เข้ามาบริหารกรุงไทย ได้มีการปรับตัวครั้งใหญ่ใน 3 เฟส เปลี่ยนผ่านจากธนาคารแบบดั้งเดิม สู่การเป็นธนาคารที่ตอบโจทย์อนาคตอย่างแท้จริง
เฟสแรก คือการบริหารจัดการความเสี่ยง ปัญหาหนี้เสียโดยเฉพาะพอร์ตสินเชื่อโรงสีข้าว ได้ตัดหนี้สูญ (Write-Off) ไปกว่า 70,000 ล้านบาท ปัจจุบันลดสัดส่วนหลือเพียงประมาณ 10% เท่านั้น
เฟสที่สอง คือ Digital Transformation การวางยุทธศาสตร์สู่ Open Finance สร้างแพลตฟอร์มการเงินที่เชื่อมโยงกับบริการภาครัฐ ธุรกิจ และประชาชน ผ่าน Krungthai NEXT และ “เป๋าตัง”
และ เฟสสาม ขยายไปสู่ Future Business โดยร่วมมือกับพันธมิตรทำธุรกิจ Virtual Bank ขยายบทบาทธนาคารดิจิทัล
จุดเริ่ม Galaxy of Krungthai
ซีอีโอ KTB ระบุว่า แม้จะมีข้อสงสัยอยู่บ่อยครั้งว่า ธนาคารได้รับอภิสิทธิ์จากภาครัฐหรือไม่ หรือรัฐมีการแทรกแซงการดำเนินงานหรือเปล่า จากการเป็นธนาคารพาณิชย์ของรัฐ (รัฐถือหุ้น 55%) ขอยืนยันว่า รัฐไม่ได้แทรกแซง แต่เป็น DNA ของธนาคารในฐานะธนาคารพาณิชย์ของรัฐ กรุงไทยจึงมีภารกิจที่ต้องทำเพื่อสังคมและประชาชนมากกว่าธนาคารทั่วไป ขณะเดียวกันก็ยังต้องยืนหยัดแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์อื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รากฐานสำคัญที่ทำให้ KTB เติบโตบนอัตลักษณ์ “ธนาคารพาณิชย์ของรัฐ” ที่มีบทบาทมากกว่าการทำธุรกิจแบงก์พาณิชย์ทั่วไป
โดยการขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์สำคัญคือ X2G2X เป็นการเชื่อมโยงบริการทางการเงิน (Supply Chain Financing) ระหว่างภาคธุรกิจ-ภาครัฐ-ประชาชน อย่างครบวงจร
ธนาคารจึงตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ด้วยการขับเคลื่อนแพลตฟอร์ม “Krungthai NEXT” และ “เป๋าตัง” พร้อมกัน ภายใต้แนวคิด Open Finance เพื่อเชื่อมต่อบริการทางการเงินให้เข้ากับชีวิตประจำวันของคนไทยได้อย่างแท้จริง
ภายใต้ 5 ระบบนิเวศหลักประกอบด้วย ระบบชำระเงิน, ระบบภาครัฐ, ระบบขนส่งมวลชน, ระบบการศึกษา, ระบบสุขภาพและการรักษาพยาบาล
เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง Galaxy of Krungthai
หัวใจการเปลี่ยนแปลง
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงคือ “การเชื่อมโยงทุกจุดเข้าด้วยกัน” หรือ Connect the Dots เช่น โครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ที่มีการจัดสรรงบประมาณจากภาครัฐ ส่งต่อไปถึงผู้ประกอบการ โรงแรม ร้านค้า และนักท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนกลับสู่ระบบเศรษฐกิจ
จากแนวคิด “Connect the Dots” ด้วยรากฐานทางดิจิทัลที่แข็งแกร่ง ทำให้ธนาคารสามารถเชื่อมโยงทุกภาคส่วนในระบบนิเวศเศรษฐกิจ ทั้งภาครัฐ ธุรกิจ และประชาชน เข้าด้วยกันได้อย่างไร้รอยต่อ ก่อให้เกิดระบบนิเวศ Galaxy of Krungthai
ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ธนาคารกรุงไทยวางไว้ ได้มีการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม ทั้งในภาคประชาชนและภาคธุรกิจ ประกอบด้วย
“ถุงเงิน” สำหรับร้านค้าและผู้ประกอบการรายย่อย
“เป๋าตัง” ระบบเปิดที่เชื่อมต่อโครงการภาครัฐกับประชาชน เช่น คนละครึ่ง
Krungthai NEXT แอปพลิเคชั่นธนาคารที่รองรับการทำธุรกรรมแบบครบวงจร
Krungthai Business สำหรับลูกค้ากลุ่มธุรกิจ
เป็นมากกว่าธนาคารพาณิชย์
ซีอีโอแบงก์กรุงไทย เล่าว่า หนึ่งในจุดเริ่มต้นของการสร้าง Galaxy of Krungthai คือ โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งช่วยให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อย และประชาชนผู้ด้อยโอกาสสามารถเข้าถึงระบบการเงินดิจิทัล โดยธนาคารลงพื้นที่จริง ช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นชาวสวน ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้สูงอายุ
อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของธนาคารกรุงไทย คือนำเทคโนโลยีมาช่วยขับเคลื่อนภาครัฐและสังคมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตัวอย่างคือ ความร่วมมือกับแพทยสภา นำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้กับระบบสาธารณสุข พัฒนาระบบเซ็นรับรองใบรับรองแพทย์ ส่งต่อข้อมูลคนไข้ระหว่างโรงพยาบาล และการสั่งยาในพื้นที่ห่างไกล ช่วยลดขั้นตอนที่ยุ่งยากและอำนวยความสะดวกให้บุคลากรทางการแพทย์และประชาชน
นอกจากนั้นยังมีโครงการอื่น ๆ ที่ธนาคารร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อนำโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีของธนาคารไปใช้ประโยชน์ เช่น โครงการ Smart University ยกระดับระบบการศึกษา ระบบ e-Court และ e-Filing ที่ช่วยให้สามารถยื่นฟ้อง หรือ ยื่นพยานหลักฐานต่อศาลผ่านระบบออนไลน์ได้
และโครงการ One Baht Bond เปิดโอกาสให้ประชาชนอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปจนถึงอายุ 90 ปี สามารถลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลได้ด้วยเงินเพียง 1 บาท สร้างโอกาสการออมและการลงทุนอย่างเท่าเทียม รวมถึงการพัฒนาระบบ Krungthai NEXT สำหรับผู้พิการทางสายตา ให้สามารถใช้แอปผ่านระบบเสียงและการสัมผัสได้อย่างสะดวก
KTB จึงเป็นมากกว่าธนาคารพาณิชย์ ที่ไม่เพียงให้บริการทางการเงิน แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึง
เกมใหม่เวอร์ชวลแบงก์ Clicx
“ผยง” ฉายภาพถึงเป้าหมายต่อไปในการพัฒนา Virtual Bank ว่า กำลังเดินหน้าต่อเนื่องหลังได้รับใบอนุญาตจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยตามไทม์ไลน์ของแบงก์ชาติ มีเวลาเตรียมความพร้อมในการเปิดให้บริการ 1 ปี โดยล่าสุดได้มีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทชื่อ “ธนาคารคลิกซ์” (Clicx) ที่ดำเนินงานภายใต้ บริษัท ไทย ทรินิตี้ โฮลดิ้ง จำกัด ถือหุ้นโดย 3 พันธมิตร ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย 41% AIS 39% และ PTTOR 20%
ธนาคารคลิกซ์จะไม่หยุดแค่การเป็นธนาคารดิจิทัล แต่ตั้งเป้าขยายบทบาทสู่ “Beyond Banking” ผ่านการพัฒนาในหลายด้าน เช่น Data Center, ระบบ Contact Center และการประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า
“ผยง” อธิบายว่า เวอร์ชวลแบงก์ช่วยลดปัญหาการเข้าถึงเงินทุนของรายย่อยได้บางส่วน เพราะเวอร์ชวลแบงก์จะมีข้อมูลแตกต่างที่ธนาคารทั่วไปไม่มี อย่างเช่นจะมีข้อมูลจาก AIS ที่รู้ว่าลูกค้ารายนี้ทำงานขับแกร็บวันละกี่ชั่วโมง เล่นเกมกี่ชั่วโมง หรือไม่ทำงาน ขณะที่ข้อมูลจาก PTTOR รู้ถึงพฤติกรรมอีกด้าน เช่น การเติมน้ำมัน ชาร์จไฟฟ้า การเข้ามาซื้อสินค้า จะสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและวิเคราะห์ถึงการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล ช่วยในการบริหารความเสี่ยงปล่อยกู้ของเวอร์ชวลแบงก์ได้
เป้าหมายสำคัญก็คือการลดช่องว่างทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินในระบบมากขึ้น เพื่อที่จะลดปัญหาหนี้นอกระบบและเศรษฐกิจนอกระบบ
โลกเก่าเชื่อมโลกการเงินอนาคต
นอกจากนี้ในแง่ของการสร้างอีโคซิสเต็ม แบงก์กรุงไทยก็มีการลงทุนผ่าน Corporate Venture Capital (CVC) โดยธนาคารได้รับอนุมัติงบลงทุนจากบอร์ด 10,000 ล้านบาทจนถึงปัจจุบันใช้ไปแล้วประมาณ 2,000 ล้านบาท โดยเป้าหมายหลักไม่ใช่แค่หวังผลตอบแทนทางการเงินแบบ VC ทั่วไป แต่เพื่อสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ สนับสนุนการควบรวมกิจการ (M&A) และที่สำคัญคือ ขับเคลื่อนระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกับธุรกิจหลักของธนาคาร เพื่อเป็นสปริงบอร์ดสำหรับต่อยอดนวัตกรรมและขยายขอบเขตการให้บริการในอนาคต
ซีอีโอแบงก์กรุงไทยสะท้อนว่า ด้วยพลานุภาพของเทคโนโลยีดิจิทัลกับบล็อกเชน และสมาร์ทคอนแทร็กต์ เพราะฉะนั้นในที่สุดถ้าทำให้โลกการเงินปัจจุบันจะต้องเชื่อมกับโลกการเงินในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Tokenization (กระบวนการแปลงข้อมูลหรือสินทรัพย์ที่มีค่าในโลกจริงให้เป็นโทเคนดิจิทัล), CBDC (สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง) หรือ Stablecoin อย่างไรก็ดีสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้บนพื้นฐานของ Trust and Confidence
หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ ระบบการชำระเงิน (Settlement System) บนเทคโนโลยีบล็อกเชน จากเดิมที่ใช้เวลาในการรับเงิน T+1, T+2 หรือ T+3 (หนึ่งถึงสามวันทำการ) แต่ปัจจุบันบล็อกเชนทำให้โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินสามารถทำธุรกรรมข้ามพรมแดนได้แบบเรียลไทม์
เหล่านี้ถือเป็นวิวัฒนาการทางการเงินในโลกอนาคตที่ทางแบงก์กรุงไทยติดตามอย่างใกล้ชิด
ปฏิรูปจากภายในสู่โลกอนาคต
ขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันซึ่งเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยรอบด้าน “ผยง” ตอกย้ำว่า ผลประกอบการของธนาคารกรุงไทยยังมีความแข็งแกร่ง โดยเฉพาะฐานะการเงินและวินัยในการบริหารความเสี่ยง โดยการทำงานข้างในธนาคารมีการปฏิรูปเยอะมากในทุก ๆ ด้าน
และธนาคารให้ความสำคัญกับเรื่อง “คน” เป็นอย่างมาก มีการดำเนินโครงการต่าง ๆ รวมถึงจัดโครงการ Hackathon ภายใต้ชื่อ Wolf Hack เพื่อค้นหาพนักงานที่มีไอเดียสร้างสรรค์จากทั่วประเทศ เปิดโอกาสให้พนักงานได้แสดงความคิดและแข่งขันกันเพื่อหาแชมป์ประจำปี โดยปีนี้ 5 ทีมสุดท้ายที่เข้ารอบ ธนาคารส่งไปอบรมและเรียนรู้จากมหาวิทยาลัยชั้นนำในสิงคโปร์ จีน และสหรัฐอเมริกา เพื่อสร้าง “ผู้นำแห่งอนาคต” ที่มีความคิดสร้างสรรค์และสามารถนนำไอเดียไปใช้งานได้จริง
“ผยง” กล่าวทิ้งท้ายว่า วันนี้เราเป็นกรุงไทยที่แข็งแรงขึ้น และพร้อมขับเคลื่อนสู่โลกการเงินอนาคต