Skip to content

เงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ 4 ปี ข้อมูลแรงงานสหรัฐหนุนคาดการณ์เฟดลดดอกเบี้ย

12 ก.ย. 2568 | 18:11น.
เงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ 4 ปี ข้อมูลแรงงานสหรัฐหนุนคาดการณ์เฟดลดดอกเบี้ย

เงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ 4 ปี หลุดระดับ 32.00 บาท ตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ สาเหตุหลักมาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ จากความคาดหวังว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ย

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 8-12 กันยายน 2568 ตลาดเงินทั่วโลกเผชิญความผันผวนตลอดสัปดาห์ จากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐประจำเดือน ส.ค.เพิ่มขึ้นเพียง 22,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 75,000 ตำแหน่ง

ส่งผลให้ตลาดคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันที่ 16-17 ก.ย.นี้ โดยมีโอกาส 90% ที่จะลดลง 0.25% และ 10% ที่จะลดลง 0.50% แม้ค่าจ้างรายชั่วโมงยังเพิ่มขึ้น 3.7% YOY และ 0.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า สะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อ

แต่ข้อมูลแรงงานที่อ่อนแอทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง ดัชนีดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบ 97.70-97.95 ตลอดสัปดาห์ โดยมีแนวโน้มอ่อนตัวจากแรงกดดันด้านเศรษฐกิจและความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของเฟด นักลงทุนจึงปรับพอร์ตไปถือครองสกุลเงินที่อื่น ๆ เช่น ยูโร และเยน รวมถึงสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ

ขณะเดียวกัน ตัวเลขเศรษฐกิจเดือน ส.ค.สะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อที่ลดลงจากฝั่งผู้ผลิต โดยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ปรับเพิ่มขึ้น 2.6% YOY และลดลง 0.1% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ต่ำกว่าคาดการณ์ ส่วน Core PPI เพิ่มขึ้น 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 0.1% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า เช่นกัน ด้าน CPI เดือน ส.ค. Headline CPI เพิ่มขึ้น 2.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 0.4% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า สูงกว่าคาดการณ์ ขณะที่ Core CPI เพิ่มขึ้น 3.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 0.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า สอดคล้องกับคาดการณ์ของตลาด

ส่วนตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกพุ่งขึ้น 27,000 ราย สู่ระดับ 263,000 ราย สูงกว่าในรอบเกือบ 4 ปี สะท้อนความอ่อนแอในตลาดแรงงานและหนุนความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของเฟดในระยะถัดไป

เงินบาทอ่อนค่าสุดรอบ 4 ปี

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (8/9) ที่ระดับ 32.17/19 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (5/9) ที่ระดับ 32.39/41 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่า และแข็งค่าสุดในรอบ 4 ปี โดยหลุดระดับ 32.00 บาท ตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ สาเหตุหลักมาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ จากความคาดหวังว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ย หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรออกมาต่ำกว่าคาด รวมถึงราคาทองคำโลกที่พุ่งขึ้นทำสถิติใหม่ ส่งผลให้ผู้ค้าทองในประเทศส่งออกทองคำมากขึ้นและแลกเงินดอลลาร์เป็นเงินบาท ทำให้เงินบาทแข็งค่ารวดเร็วกว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาค

ด้านสถานการณ์การเมืองในประเทศ แม้ศาลฎีกามีคำสั่งให้นายทักษิณ ชินวัตร กลับไปรับโทษจำคุก 1 ปี แต่ไม่ส่งผลต่อตลาด ขณะที่นักลงทุนจับตาการประชุมเฟดและการเคลื่อนไหวของเงินทุนต่างชาติในระยะถัดไป ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ส.ค. อยู่ที่ 50.1 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 และต่ำสุดในรอบ 32 เดือน สะท้อนความกังวลต่อสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ สงครามการค้าสหรัฐ และความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลให้ผู้บริโภคมองว่าเศรษฐกิจไทยยังชะลอตัวและฟื้นตัวได้ช้า ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 31.58-32.12 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (12/9) ที่ระดับ 31.68/69 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่ปัจจัยในภูมิภาค ในวันพุธ (10/9) สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของประชาชน ปรับตัวลดลง 0.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ -0.2% สะท้อนถึงแรงกดดันด้านราคาที่ลดลงและภาวะเงินฝืดที่ยังคงดำเนินอยู่ในเศรษฐกิจจีน

ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งวัดราคาสินค้าจากฝั่งโรงงาน ลดลง 2.9% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ย้อนกลับไปในเดือนกรกฎาคม CPI ทรงตัวที่ 0.0% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 0.1% โดยก่อนหน้านั้นในเดือน มิ.ย. CPI เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.1% ส่วน PPI เดือน ก.ค. ลดลง 3.6% มากกว่าการคาดการณ์ที่ -3.3% และเท่ากับการลดลงในเดือน มิ.ย. ที่ -3.6%

ข้อมูลเหล่าสะท้อนถึงแนวโน้มเงินฝืดที่ยังไม่คลี่คลายในจีน ทั้งจากฝั่งผู้บริโภคและผู้ผลิต ส่งผลให้นักเศรษฐศาสตร์เรียกร้องให้รัฐบาลจีนเร่งออกมาตรการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังซบเซา และสนับสนุนการส่งออกที่ขยายตัวอย่างอ่อนแรง เพื่อพยุงเศรษฐกิจโดยรวมให้ฟื้นตัวได้อย่างมั่นคง

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดวันจันทร์ (8/9) ที่ระดับ 1.1710/12 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (5/9) ที่ระดับ 1.1691/93 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยแรงหนุนหลักมาจากการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16-17 ก.ย. หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ออกมาอ่อนแอ

ทั้งการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่เพิ่มขึ้นเพียง 22,000 ตำแหน่ง และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่ต่ำกว่าคาดการณ์ ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่าและนักลงทุนหันมาถือครองสกุลเงินยูโรมากขึ้น ในฝั่งยุโรป แม้เศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดัน โดยยอดส่งออกของเยอรมนีในเดือน ก.ค. หดตัวลง 0.6% สวนทางกับคาดการณ์ ขณะที่ยอดนำเข้าลดลง 0.1% สะท้อนถึงความแข็งแกร่งบางส่วนในภาคการผลิต แม้ภาคการค้าจะยังเผชิญแรงกดดัน

ด้านการเมืองในยุโรป นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส ฟรองซัวส์ บายรู พ้นจากตำแหน่งหลังพ่ายแพ้ในการลงมติไว้วางใจจากรัฐสภา โดยมีเสียงสนับสนุนเพียง 194 จาก 558 เสียง สาเหตุหลักมาจากแผนงบประมาณรัดเข็มขัดมูลค่า 43.8 พันล้านยูโร เพื่อแก้ปัญหาหนี้สาธารณะที่สูงถึง 114% ของ GDP ซึ่งสร้างแรงกดดันทางการเมืองอย่างมาก ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง จึงแต่งตั้งเซบาสเตียง เลอกอร์นู รัฐมนตรีกลาโหมวัย 39 ปี ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคฝ่ายซ้ายที่เตรียมชุมนุมและยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ

ECB คงดอกเบี้ยนโยบาย

ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันที่ 11 ก.ย. โดยคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ 2.00% เงินกู้ที่ 2.40% และรีไฟแนนซ์ที่ 2.15% เป็นครั้งที่สองติดต่อกัน นักลงทุนตอบรับเชิงบวกหลัง ECB ส่งสัญญาณว่าอาจยุติวงจรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยไปจนถึงกลางปีหน้า โดยประธาน ECB คริสติน ลาการ์ด ระบุว่าเศรษฐกิจยุโรปยังมีความแข็งแกร่ง และความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจมีความสมดุลมากขึ้น

ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1.1661-1.1779 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (12/9) ที่ระดับ 1.1729/31 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดวันจันทร์ เปิดตลาดวันจันทร์ (8/9) ที่ระดับ 148.33/37 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (5/9) ที่ระดับ 148.09/10 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ การอ่อนค่าของเยนเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะการเทขายพันธบัตรระยะยาวในกลุ่มเศรษฐกิจหลัก เช่น อังกฤษ และญี่ปุ่น เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการขาดดุลการคลัง

นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองในญี่ปุ่นยังเพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงิน หลังผู้บริหารระดับสูง 4 คนของพรรค LDP ประกาศลาออก

ด้านเศรษฐกิจ กระทรวงการคลังญี่ปุ่นรายงานว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดเดือน ก.ค. ยังคงเกินดุลที่ 2.68 ล้านล้านเยน (ประมาณ 1.81 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) แม้จะลดลง 19.1% จากปีก่อนหน้า โดยดุลการค้าสินค้ายังคงขาดดุล 1.894 แสนล้านเยน การส่งออกลดลง 4.9% เหลือ 9.01 ล้านล้านเยน

ขณะที่การนำเข้าลดลง 7.4% อยู่ที่ 9.20 ล้านล้านเยน จากผลของราคาพลังงานที่ลดลง ส่วนดุลรายได้ขั้นปฐมภูมิยังเกินดุล 4.07 ล้านล้านเยน แต่ลดลง 11.6% จากผลของค่าเงินเยนที่แข็งค่าในช่วงก่อนหน้า ดุลบริการขาดดุลเพิ่มขึ้นเป็น 6.95 แสนล้านเยน จากค่าใช้จ่ายด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่สูงขึ้น ขณะที่ดุลการท่องเที่ยวเกินดุลลดลงเล็กน้อยเหลือ 529 แสนล้านเยน

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่กระทรวงระบุว่า มาตรการภาษีของสหรัฐ โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์และเหล็กกล้า ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของญี่ปุ่นอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะยังประเมินผลกระทบโดยรวมได้ยาก อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังมีสัญญาณบวกจากข้อมูล GDP ไตรมาส 2/2568 (เม.ย.-มิ.ย.) ซึ่งขยายตัว 2.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี สูงกว่าการประมาณการเบื้องต้นที่ 1% โดยได้แรงหนุนจากการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนที่แข็งแกร่งเกินคาด

โดยการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนระหว่างสัปดาห์อยู่ในกรอบ 147.41-148.57 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (12/9) ที่ระดับ 147.46/48 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ