“กุลยา ตันติเตมิท” อธิบดีหญิง 3 กรมภาษีคนแรก ส่งไม้ต่อภารกิจ “สรรพสามิต”
Kuliya Tantitemit
คอลัมน์ : สัมภาษณ์
ขึ้นแท่นอธิบดีหญิงคนแรก ที่ได้นั่งเก้าอี้ทั้ง 3 กรมภาษี ได้แก่ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร โดย “กุลยา ตันติเตมิท” ที่กำลังจะไปรับตำแหน่งอธิบดีกรมศุลกากร ในวันที่ 1 ต.ค. 2568 นี้ ล่าสุด ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงการส่งต่อภารกิจกรมสรรพสามิตให้กับอธิบดีคนใหม่
1 ปีบริหารกรมสรรพสามิต
“กุลยา” กล่าวว่า เป็นเวลา 1 ปีที่มาดำรงตำแหน่งที่กรมสรรพสามิต ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงการคลัง ไม่ใช่เพียงแค่การจัดเก็บรายได้ให้กับรัฐบาล แต่ยังรวมถึงการสร้างกลไกภาษีที่ช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ผลิตและผู้บริโภค ส่งเสริมสุขภาพ สนับสนุนสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาวด้วย
“1 ปีที่ผ่านมา กรมได้ขับเคลื่อนงานภายใต้ยุทธศาสตร์ SMART Excise ครอบคลุมทั้งความยั่งยืน การพัฒนาระบบภาษีให้ทันสมัย ความโปร่งใสและความรับผิดชอบ การจัดเก็บรายได้ และการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารงาน ทำให้สามารถสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรม ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม”
โดย “S : Sustainability” มุ่งเน้นความยั่งยืน ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผลสำเร็จที่สำคัญ ได้แก่ 1.ด้านสิ่งแวดล้อม มีการกำหนดกลไกราคาคาร์บอนในภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน พร้อมตั้งราคาคาร์บอน 200 บาทต่อตัน ร่วมกับ บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) และ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น เพื่อสร้างความตระหนักในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
2.ด้านเศรษฐกิจ ได้มีมาตรการภาษีสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ส่งผลให้มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าสะสม 233,802 คัน และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 71,667 คัน นอกจากนี้ ยังมีการขยายเวลาลดภาษีสถานบริการเพื่อกระตุ้นท่องเที่ยว และปรับโครงสร้างภาษีน้ำมันเพื่อเสถียรภาพทางการคลัง
ขณะที่ล่าสุด ได้มีการกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต เพื่อจัดเก็บภาษีรถยนต์โบราณนำเข้าในอัตรา 45% คาดช่วยเพิ่มรายได้ 1,000-2,000 ล้านบาทต่อปี ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางจัดแสดงรถโบราณในภูมิภาค
ต่อมา “M : Modernization” พัฒนาการจัดเก็บภาษีให้ทันสมัย โดยเน้นการปรับปรุงกฎหมาย ให้ทันสมัย พร้อมกับการทำ Digital Transformation
ขณะที่ “A : Accountability” เสริมสร้างความรับผิดชอบ ความโปร่งใส และการกำกับดูแลที่ดี โดยได้พัฒนากลไกการปฏิบัติงานให้มีความทันสมัยและตอบสนองต่อสถานการณ์การกระทำผิดที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ผ่านการใช้ระบบเทคโนโลยีดิจิทัล และ Dashboard ในการติดตาม ตรวจสอบ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่แบบเรียลไทม์ ส่งผลให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น
เก็บรายได้ปี’68 สูงกว่าปีก่อน
“กุลยา” กล่าวว่า ในส่วน “R : Revenue Collection” ภารกิจการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐ โดยในปีงบประมาณ 2568 นี้ ล่าสุดในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 (1 ต.ค. 2567 ถึง 31 ส.ค. 2568) กรมสรรพสามิตสามารถจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิตได้แล้ว 489,564 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 1.61% โดยคาดว่าทั้งปีงบประมาณ จะสามารถเก็บภาษีได้ตามเป้าหมายที่กระทรวงการคลังกำหนด ที่จำนวน 535,000 ล้านบาท มากกว่าปีก่อน 2.17%
“เป้าหมายการจัดเก็บรายได้ที่ 535,000 ล้านบาท เป็นเป้าที่กรมได้หารือกับกระทรวงการคลังแล้ว ไม่ใช่เป้าตามเอกสารงบประมาณที่ 690,700 ล้านบาท ซึ่งถูกตั้งมาก่อนที่เศรษฐกิจจะชะลอลง โดยกระทรวงการคลังได้พิจารณาผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของแต่ละกรม โดยปรับลดเป้าจัดเก็บของกรมสรรพสามิตมาอยู่ที่ 535,000 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถจัดเก็บได้ตามเป้าหมายนี้แน่นอน”
สำหรับรายได้ที่ลดลงมาจากภาษีรถยนต์ และผลจากมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลง ส่งผลกระทบต่อการบริโภคในกลุ่มสินค้าสรรพสามิต อาทิ เบียร์ สุรา
“เมื่อเศรษฐกิจค่อนข้างชะลอตัว จะมีผลกระทบกับสินค้าโดยทั่วไป และจะมีผลกับสินค้าในการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตด้วย ซึ่งเราเห็นสัญญาณการชะลอตัวของอุปสงค์ ทั้งจากต่างประเทศและในประเทศด้วย อย่างไรก็ตาม กรมสรรพสามิตมีแผนในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ เพื่อให้สามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มอยู่แล้ว แต่การจะนำมาใช้ต้องทำในเวลาที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการและประชาชนได้รับผลกระทบ”
ภาษีโซเดียมยังไม่สะเด็ดน้ำ
สำหรับการจัดเก็บภาษีโซเดียมนั้น “กุลยา” กล่าวว่า ไม่ได้เน้นเพื่อสร้างรายได้เป็นหลัก แต่เน้นไปที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคมากกว่า แตกต่างจากภาษีความหวานที่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอาจยังไม่ครบถ้วน เนื่องจากบางครั้ง มีการเปลี่ยนไปใช้สินค้าทดแทนความหวานประเภทอื่น
“หากมีการจัดเก็บภาษีที่เกี่ยวข้องกับโซเดียม ผู้บริโภคก็จะค่อย ๆ ปรับพฤติกรรม เช่น เลือกรับประทานอาหารเค็มน้อยลง หรือไปยังร้านที่รสชาติเค็มจัด ก็อาจปรับลดความเค็มได้ ซึ่งเป็นกระบวนการปรับเปลี่ยนที่เป็นไปได้ในระยะยาว อย่างไรก็ดี ภาษีโซเดียมยังอยู่ระหว่างหารือร่วมกับภาครัฐและผู้ประกอบการ เนื่องจากมีผู้ได้รับผลกระทบหลายภาคส่วน”
กระตุ้นเศรษฐกิจหนุนรายได้รัฐ
ส่วนในปีงบประมาณ 2569 กรมสรรพสามิตได้รับเป้าหมายการจัดเก็บรายได้อยู่ที่ประมาณ 500,000 ล้านบาท โดยยังมีความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาก็จะมีเม็ดเงินที่กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น เมื่อมีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ก็จะส่งผลต่อการจัดเก็บรายได้จากสินค้าในพิกัดสรรพสามิต
ส่งไม้ต่ออธิบดีสรรพสามิตคนใหม่
“กุลยา” กล่าวอีกว่า สำหรับ “T : Technology and Innovation-Driven” เป็นการยกระดับการทำงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม ซึ่งทั้งหมดนี้ ภายใต้ยุทธศาสตร์ SMART Excise จะถูกขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องและพัฒนาต่อยอดไปเรื่อย ๆ โดยอธิบดีกรมสรรพสามิตคนใหม่ จะเข้ามาสานต่อ
“ทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการเปลี่ยนผ่าน เพราะผู้บริหารของกรมสรรพสามิตมีความเข้มแข็ง ระบบมีประสิทธิภาพ และเจ้าหน้าที่พร้อมปฏิบัติงาน ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่ากรมสรรพสามิตสามารถขับเคลื่อนองค์กรไปในทิศทางเดียวกัน และต่อยอดความสำเร็จของกรมได้อย่างเป็นรูปธรรม สิ่งนี้จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว”