ค่าเงินบาทวิ่งในกรอบจำกัด หลังตลาดไร้ปัจจัยใหม่
ค่าเงินบาทวิ่งในกรอบจำกัดหลังตลาดไร้ปัจจัยใหม่ รมช.คลังชี้ไทยอาจจะได้รับผลกระทบหลายอย่าง หากเหตุการณ์ชัตดาวน์ของรัฐบาลกลางสหรัฐยืดเยื้อ เช่น ภาคการส่งออกที่อาจมีความเสี่ยงจากคำสั่งซื้อจากสหรัฐจะชะลอตัวลง
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (02/10) ที่ระดับ 32.42/43 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (01/10) ที่ระดับ 32.35/36 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลหลัก หลังมีการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนที่ปรับตัวลงมากกว่าที่คาด ทำให้นักลงทุนเพิ่มการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเดินหน้าปรับลดอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ยังได้แรงกดดันจากการที่หน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐ ได้เริ่มเข้าสู่ภาวะชัตดาวน์อย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวานนี้ (01/10)
ทั้งนี้การชัตดาวน์ของสหรัฐส่งผลให้ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญได้ เช่น ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานที่จะมีการเปิดเผยในวันนี้ (02/10) และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่มีกำหนดเผยแพร่ในวันพรุ่งนี้ (03/10) โดยคืนที่ผ่านมามีการเปิดเผยการจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐ จากออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) ว่ามีการปรับตัวลงมากที่สุดในรอบ 2 ปีครึ่งโดยปรับตัวลง 32,000 ตำแหน่งในเดือน ก.ย. และสวนทางกับที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 52,000 ตำแหน่ง
นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐ จากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) ว่ามีการปรับขึ้นที่ระดับ 49.1 ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์และสูงกว่าเดือน ส.ค.ที่ระดับ 48.7 อย่างไรก็ตามระดับต่ำกว่า 50 เป็นการบ่งชี้ภาวะหดตัวของภาคการผลิต ซึ่งเป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 โดยได้ผลกระทบจากยอดคำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงานที่ชะลอตัวลง
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ วันนี้ (02/10) นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่าประเทศไทยอาจจะได้รับผลกระทบหลายอย่าง หากเหตุการณ์ชัตดาวน์ของรัฐบาลกลางสหรัฐ มีการยืดเยื้อ เพราะมีแนวโน้มที่นักลงทุนนโยบายโยกย้ายเงินไปยังทรัพย์สินปลอดภัย และจะกระทบต่อค่าเงินบาทและตลาดการเงิน นอกจากนี้ยังอาจจะกระทบถึงภาคการส่งออก โดยมีความเสี่ยงที่คำสั่งซื้อจากสหรัฐจะชะลอตัวลง และอาจจะส่งผลให้สินค้าส่งออกของไทยติดค้างอยู่ที่ท่าเรือหากศุลกากรสหรัฐทำงานล่าช้า
นอกจากนี้ สถานการณ์ความไม่แน่นอนของสหรัฐอาจจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนและจะเพิ่มแรงกดต่อตลาดที่เกิดใหม่ อย่างไรก็ตามอาจจะเป็นโอกาสให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด และดึงดูดเงินทุนให้ไหลกลับเข้ามาในภูมิภาค
นายวรภัคกล่าวว่าหน่วยงานที่ต้องเตรียมความพร้อมหากสถานการณ์ชัตดาวน์ยืดเยื้อคือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพราะต้องเตรียมควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้ผันผวนจนส่งผลกระทบต่อภาคส่งออก และนำเข้าของผู้ประกอบการในไทย
ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.37-32.47 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 32.37/38 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (02/10) ที่ระดับ 1.1734/35 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (02/10) ที่ระดับ 1.1732/34 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร เมื่อวานนี้สำนักงานสถิติยุโรป มีการเปิดเผยว่าอัตราเงินเฟ้อของสหภาพยุโรปปรับตัวขึ้นที่ระดับ 2.2% สูงกว่าเดือนที่ผ่านมาที่ระดับ 2.0% โดยได้แรงหนุนจากราคาพลังงานที่ลดลงและราคาภาคบริการที่ปรับตัวขึ้น
โดยนักวิเคราะห์กล่าวว่าการปรับตัวขึ้นของเงินเฟ้อครั้งนี้ไม่ได้สร้างความกังวลต่อธนาคารกลางยุโรป (ECB) มากนัก เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจบ่งชี้ว่าเป็นเพียงภาวะชั่วคราว และมีแนวโน้มที่เงินเฟ้อจะปรับตัวลงสู่เป้าหมายที่ 2% ได้ในไม่ช้า ส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ว่า ECB ไม่จำเป็นต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยเร็ว ๆ นี้ โดยนักวิเคราะห์คาดว่ามีโอกาส 10% ที่ ECB จะลดดอกเบี้ยในปีนี้และ 30% ที่จะลดดอกเบี้ยภายในกลางปี 2569
ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1725-1.1758 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1754/55 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (02/10) ที่ระดับ 147.03/04 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (01/10) ที่ระดับ 147.20/21 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ตลาดจับตาคำกล่าวของผู้ว่าการคาซูโอะ อูเอดะ ที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ (03/10) โดยตลาดคาดว่าจะกล่าวถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เนื่องจากถูกกดดันจากปัจจัยการเมือง ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 146.65-147.37 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 146.65/66 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือน ส.ค. ของสหรัฐ (2/10), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายเดือน ก.ย. ของฝรั่งเศส, เยอรมนี, อียู และอังกฤษ, ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายเดือน ก.ย.จาก S&P Global ของสหรัฐ (3/10), ดัชนีภาคการผลิตเดือน ก.ย.จากสถาบันจัดการด้านอุปทาน (ISM) ของสหรัฐ (3/10)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -8.1/-7.8 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -5.5/-4.8 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ