ก.ล.ต.
ก.ล.ต. ปรับหลักเกณฑ์กองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) และ Thai ESGX ให้สามารถลงทุนใน REITs และ Infra Funds ที่มีความโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อมหรือความยั่งยืน พร้อมหนุนตลาดทุนไทยเดินหน้าสู่ระบบนิเวศการลงทุนอย่างยั่งยืน
รายงานจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ระบุว่า ก.ล.ต.ได้ออกประกาศปรับปรุงหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thailand ESG Fund: Thai ESG) โดยเพิ่มประเภททรัพย์สินยั่งยืนที่กองทุนสามารถลงทุนได้ ให้ครอบคลุมถึงหน่วยของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trusts: REITs) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Funds: Infra Funds) ที่มีความโดดเด่นด้านความยั่งยืน เพื่อเพิ่มทางเลือกการลงทุนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ลงทุน และเป็นอีกกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืน
การปรับปรุงหลักเกณฑ์ครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อขยายขอบเขตการลงทุนในทรัพย์สินยั่งยืนของ Thai ESG ให้กว้างขึ้น ซึ่ง REITs และ Infra Funds ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์ที่มีคุณภาพ
ของประเทศ อีกทั้งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาตลาดทุนที่มุ่งส่งเสริมให้มีการประเมินและเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนของ REITs และ Infra Funds มากขึ้น
ภายใต้หลักเกณฑ์ใหม่นี้ Thai ESG และกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ (Thailand ESG Extra Fund: Thai ESGX) จะสามารถลงทุนในหน่วยของ REITs และ Infra Funds ที่ผ่านการคัดเลือกว่ามีความโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม (Environment: E) หรือด้านความยั่งยืน (ESG) จากผู้ประเมินผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนตามมาตรฐานสากล ซึ่งใช้เกณฑ์การพิจารณาที่มีมาตรฐานเทียบเคียงได้กับการคัดเลือกหุ้นยั่งยืนในปัจจุบัน
ทั้งนี้ การปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องซึ่งผ่านการเปิดรับฟังความคิดเห็น ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2568 ก.ล.ต. จึงออกประกาศที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 ฉบับ คือ ประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ที่ ทน. 32/2568 เรื่อง การลงทุนของกองทุน (ฉบับที่ 33) และประกาศแนวปฏิบัติ ที่ นป. 8/2568 เรื่อง แนวปฏิบัติในการพิจารณาคุณสมบัติและคัดเลือกผู้ประเมินผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนตามมาตรฐานสากลสำหรับบริษัทจัดการกองทุนรวม โดยได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ภาคธุรกิจดำเนินงานได้อย่างยั่งยืน ครอบคลุมการลงทุนในทรัพย์สินยั่งยืนที่หลากหลายยิ่งขึ้น รวมทั้งช่วยส่งเสริมการเติบโตของตลาดทุนไทยและระบบนิเวศการลงทุนที่ยั่งยืนไปพร้อมกัน