เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
SET ร่วงหนักกว่า 20 จุด ก่อนวันหยุดยาว-DELTA ตัวฉุดหลัก
Finance SET ร่วงหนักกว่า 20 จุด ก่อนวันหยุดยาว-DELTA ตัวฉุดหลัก
กกต. ยัน คดีฮั้ว สว. จบสิ้นเดือน ส.ค. การันตี เป็นอิสระ ไม่มีใครแทรกแซง
Politics กกต. ยัน คดีฮั้ว สว. จบสิ้นเดือน ส.ค. การันตี เป็นอิสระ ไม่มีใครแทรกแซง
KKP ชี้บ้านมือสอง พระเอกพยุงตลาดอสังหา คนแห่ซื้อ ราคาเอื้อมถึง ทำเลกทม.-ปริมณฑลมาแรง
Real Estate KKP ชี้บ้านมือสอง พระเอกพยุงตลาดอสังหา คนแห่ซื้อ ราคาเอื้อมถึง ทำเลกทม.-ปริมณฑลมาแรง
เปิดเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เงื่อนไขล่าสุด เริ่มรับสิทธิพร้อมกัน 1 ตุลาคมนี้
Politics เปิดเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เงื่อนไขล่าสุด เริ่มรับสิทธิพร้อมกัน 1 ตุลาคมนี้
ราคาทองวันนี้ (27 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 250 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,900 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (27 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 250 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,900 บาท
เปิดรายละเอียด ‘พันธบัตรออมพลัส’ เริ่มขาย 31 ก.ค. 69 ซื้อขั้นต่ำ 100 บาท
Finance เปิดรายละเอียด ‘พันธบัตรออมพลัส’ เริ่มขาย 31 ก.ค. 69 ซื้อขั้นต่ำ 100 บาท
ศุภจี เปิดผลเจรจาสหรัฐล่าสุด 3 ข้อ ดันไทยลงทุนพลังงาน-เกษตรเพิ่ม ลดนำเข้าเครื่องบิน
Economic ศุภจี เปิดผลเจรจาสหรัฐล่าสุด 3 ข้อ ดันไทยลงทุนพลังงาน-เกษตรเพิ่ม ลดนำเข้าเครื่องบิน
“สุรศักดิ์” รมว.ท่องเที่ยว ถกบอร์ด ททท. มอบ 7 นโยบายเชิงรุก พร้อม 3 บิ๊กโปรเจ็กต์บูสต์ท่องเที่ยวไฮซีซั่น
Business “สุรศักดิ์” รมว.ท่องเที่ยว ถกบอร์ด ททท. มอบ 7 นโยบายเชิงรุก พร้อม 3 บิ๊กโปรเจ็กต์บูสต์ท่องเที่ยวไฮซีซั่น
สศค. ชี้ส่งออกเดือน มิ.ย. ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 24 จับตาสถานการณ์ตะวันออกกลาง
Economic สศค. ชี้ส่งออกเดือน มิ.ย. ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 24 จับตาสถานการณ์ตะวันออกกลาง
เปิดตัว North Star Park – BISA โรงเรียนนานาชาติสำหรับนักเรียน–นักกีฬา
Uncategorized เปิดตัว North Star Park – BISA โรงเรียนนานาชาติสำหรับนักเรียน–นักกีฬา
ดูทั้งหมด

โนเบลเศรษฐศาสตร์ 2025 ถอดรหัส ‘การเติบโต’ ผ่านนวัตกรรมและการทำลายล้าง

20 ต.ค. 2568 | 09:22น.
NOBEL PRIZE ECONOMICS 2025 ANNOUNCEMENT
คอลัมน์ : นอกบท
ผู้เขียน : ศรัณย์วุฒิ ตรรกพงศ์ ที่ปรึกษาอาวุโสธนาคารโลก 
        [email protected]

การประกาศรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปีนี้ เปรียบเสมือนการพาเราย้อนกลับไปสู่คำถามแก่นกลางของวิชาเศรษฐศาสตร์

อะไรคือบ่อเกิดแห่งความมั่งคั่งและความก้าวหน้าของมนุษยชาติ ? ในยุคที่โลกกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และการปฏิวัติทางเทคโนโลยี คณะกรรมการรางวัลโนเบลได้เลือกที่จะยกย่องผลงานที่อธิบายถึง “เครื่องยนต์” ซึ่งขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน นั่นคือ นวัตกรรมและการทำลายล้างอย่างสร้างสรรค์ (Creative Destruction)

ผู้ได้รับรางวัลในปีนี้เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างสองขั้วแห่งระเบียบวิธีวิจัย : Joel Mokyr นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ ผู้ใช้แว่นขยายทางประวัติศาสตร์ส่องให้เห็นถึงเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการพัฒนา และ Philippe Aghion กับ Peter Howitt ผู้คิดค้นแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่ออธิบายพลวัตของนวัตกรรมในระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่

ในฐานะศิษย์เก่าของศาสตราจารย์ Aghion ที่ Harvard ผู้เขียนย่อมมีความยินดีเป็นพิเศษ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็มองว่าการที่ผลงานของสามท่านนี้ได้รับการยกย่องนั้น มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อโจทย์การพัฒนาแห่งศตวรรษที่ 21

Mokyr : เมื่อ “ความรู้” สองแขนงมาบรรจบ

สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ ประวัติศาสตร์อาจเป็นเพียงฉากหลังจาง ๆ แต่ Mokyr ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าการเข้าใจอดีตคือหัวใจของการเข้าใจปัจจุบัน และได้ตอบคำถามที่ค้างคาใจมานานว่า เหตุใดการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดจึงเพิ่งอุบัติขึ้นในช่วง 200 ปีที่ผ่านมา ทั้งที่มนุษย์มีการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ มาตลอดหน้าประวัติศาสตร์ ?

คำตอบของ Mokyr อยู่ที่การบรรจบกันของความรู้สองประเภทที่ท่านเรียกว่า “Propositional Knowledge” (ความรู้เชิงหลักการ หรือความรู้ว่า “ทำไม”) และ “Prescriptive Knowledge” (ความรู้เชิงปฏิบัติ หรือความรู้ว่า “ทำอย่างไร”) ก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ความรู้ทั้งสองแขนงนี้แทบจะแยกขาดจากกัน ช่างฝีมืออาจสร้างเครื่องมือที่ดีขึ้นได้ด้วยการลองผิดลองถูก แต่เพราะขาดความเข้าใจในหลักการทางวิทยาศาสตร์ (Propositional) ที่อยู่เบื้องหลัง การต่อยอดนวัตกรรมจึงเป็นไปอย่างจำกัดและเกิดขึ้นเป็นพัก ๆ

จุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ คือ ยุคเรืองปัญญา (The Enlightenment) ในศตวรรษที่ 16-17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ได้วางรากฐานของการแสวงหาความรู้เชิงหลักการอย่างเป็นระบบ เมื่อความรู้ว่า “ทำไม” (เช่น กฎของเทอร์โมไดนามิกส์) ถูกนำมาผนวกกับความรู้ว่า “ทำอย่างไร” (เช่น การสร้างเครื่องจักรไอน้ำ) ก็ได้ปลดล็อกวงจรการพัฒนานวัตกรรมที่ขับเคลื่อนตัวเองได้อย่างไม่สิ้นสุด (Self-generating Process)

แต่ Mokyr ไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น โดยชี้ให้เห็นถึงอีกปัจจัยสำคัญ นั่นคือ สถาบันทางสังคมที่เปิดกว้างต่อการเปลี่ยนแปลง นวัตกรรมย่อมสร้างทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ การต่อต้านจากกลุ่มผลประโยชน์เดิม (Incumbent Interests) “ที่กลัวการสูญเสียอำนาจ” คืออุปสรรคสำคัญที่สุดของการเติบโต สังคมที่สามารถสร้างกลไกให้เกิดการประนีประนอมและไม่ปล่อยให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีอำนาจในการขัดขวางการเปลี่ยนแปลงได้ คือสังคมที่จะสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากนวัตกรรมได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

Aghion และ Howitt : คณิตศาสตร์แห่งการทำลายล้างอย่างสร้างสรรค์

หาก Mokyr คือผู้เขียน “มหากาพย์” แห่งการเติบโต Aghion และ Howitt ก็คือผู้สร้างสมการที่อธิบายกลไกของมหากาพย์นั้น พวกเขานำแนวคิด “Creative Destruction” ของ Joseph Schumpeter มาสร้างเป็นแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์มหภาคที่มีดุลยภาพทั่วไป (General Equilibrium) เป็นครั้งแรกในปี 1992 ซึ่งเป็นผลงานที่พลิกโฉมวงการเศรษฐศาสตร์การเติบโต

หัวใจของแบบจำลองนี้เรียบง่ายแต่ทรงพลัง : การเติบโตไม่ได้มาจากการค่อย ๆ สะสมทุน แต่มาจากการที่บริษัทหน้าใหม่สร้างสรรค์นวัตกรรมที่ดีกว่า (Creative) เพื่อเข้ามาแทนที่และโค่นล้ม (Destructive) ผู้นำตลาดเดิม ผลกำไรมหาศาลจากการเป็นผู้ผูกขาดชั่วคราว (Temporary Monopoly) คือรางวัลที่จูงใจให้บริษัททุ่มเทลงทุนในการวิจัยและพัฒนา (R&D)

สิ่งที่น่าทึ่งในงานของ Aghion และ Howitt คือการชี้ให้เห็นถึงฟันเฟืองที่อยู่ภายใต้กระบวนการนี้

1.แรงจูงใจของเอกชน VS ประโยชน์ของสังคม : บริษัทที่คิดค้นนวัตกรรมอาจไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์ที่สังคมจะได้รับจากการต่อยอดองค์ความรู้เดิม (Intertemporal Spillovers) ทำให้เกิดภาวะที่เอกชนลงทุนใน R&D ต่ำกว่าระดับที่สังคมต้องการ ซึ่งเป็นเหตุผลสนับสนุนการอุดหนุนจากภาครัฐ

2.การแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด (Business Stealing) : ในทางกลับกัน แรงจูงใจหลักของบริษัทใหม่อาจเป็นเพียงการแย่งชิงผลกำไรจากบริษัทเดิม แม้ว่านวัตกรรมนั้นจะดีกว่าเพียงเล็กน้อยก็ตาม ซึ่งอาจนำไปสู่การลงทุนใน R&D ที่มากเกินความจำเป็นในมุมมองของสังคมโดยรวม

แบบจำลองนี้จึงไม่ได้ให้คำตอบสำเร็จรูปว่ารัฐควรแทรกแซงตลาดมากน้อยเพียงใด แต่ให้กรอบการวิเคราะห์ (Framework) ที่ทรงพลังสำหรับผู้กำหนดนโยบายในการพิจารณาว่าเมื่อใดควรส่งเสริม และเมื่อใดควรควบคุมการแข่งขัน เพื่อให้เกิดนวัตกรรมในระดับที่เหมาะสมที่สุด

จากโนเบลสู่โจทย์ท้าทายของประเทศไทย

งานของสามนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องราวในอดีต หรือทฤษฎีบนกระดาษ แต่คือเข็มทิศสำหรับผู้กำหนดนโยบายในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะสำหรับประเทศไทยที่ต้องการก้าวข้าม “กับดักรายได้ปานกลาง”

ประการแรก การเติบโตไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดยอัตโนมัติ ประวัติศาสตร์ของ Mokyr ย้ำเตือนเราว่า “ความซบเซา” (Stagnation) คือสภาวะปกติของมนุษยชาติ การเติบโตอย่างยั่งยืนต้องการเงื่อนไขที่เปราะบาง ทั้งการลงทุนในวิทยาศาสตร์พื้นฐาน (Propositional Knowledge) และสถาบันที่เปิดกว้าง การปกป้องเสรีภาพทางวิชาการ การส่งเสริมการแข่งขัน และการสร้างตาข่ายรองรับทางสังคม (Social Safety Nets) สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง จึงไม่ใช่นโยบายทางเลือก แต่เป็น “สิ่งจำเป็น” เพื่อไม่ให้เครื่องยนต์แห่งการเติบโตหยุดทำงาน

ประการที่สอง นโยบายการแข่งขันคือหัวใจ แบบจำลองของ Aghion และ Howitt ชี้ว่าการแข่งขันที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป ล้วนเป็นผลเสียต่อนวัตกรรม ในยุคที่ทุนใหญ่มีอำนาจตลาดสูง นโยบายกำกับการแข่งขัน (Competition Policy) ที่เฉียบคม จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นรายใหม่สามารถเข้ามาท้าทายและสร้างสรรค์นวัตกรรมได้

ประการสุดท้าย สร้างคนเพื่ออนาคต ไม่ใช่เพื่ออดีต : การปฏิรูปการศึกษาต้องก้าวข้ามการผลิตบัณฑิตให้ตรงตามความต้องการของตลาดในปัจจุบัน ไปสู่การสร้าง “ทุนมนุษย์” ที่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึง เราต้องการระบบที่ส่งเสริมทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้คนไทยไม่เพียงแต่เป็นผู้ใช้เทคโนโลยี แต่ยังสามารถเป็นผู้ควบคุมและสร้างสรรค์มันได้

สำหรับผู้กำหนดนโยบายไทย โจทย์จึงชัดเจนและเร่งด่วน เราไม่สามารถหวังพึ่งพาสูตรสำเร็จเดิม ๆ ได้อีกต่อไป การสร้างสถาบันที่เปิดกว้าง ทลายการผูกขาด และลงทุนในศักยภาพมนุษย์ คือหนทางเดียวที่จะปลดล็อกให้ Creative Destruction ได้ทำงาน และขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวข้ามความซบเซาไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

ความเห็นและข้อวิเคราะห์ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียน ไม่ได้สะท้อนท่าทีหรือจุดยืนของธนาคารโลก