เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

บาททรงตัว ท่ามกลางความหวังยุติชัตดาวน์สหรัฐ

10 พ.ย. 2568 | 17:48น.
ค่าเงิน การลงทุน

ค่าเงิน การลงทุน

ค่าเงินบาททรงตัว ท่ามกลางความหวังยุติชัตดาวน์สหรัฐ

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (10/11) 32.35/36 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (07/11) ที่ระดับ 32.34/35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แม้เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (09/11) วุฒิสภาสหรัฐ ผ่านมติข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อยุติภาวะชัตดาวน์ของรัฐบาลสหรัฐ ที่ดำเนินมานานถึง 40 วัน ซึ่งถือเป็นครั้งที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ

โดยที่ประชุมวุฒิสภามีมติ 60 ต่อ 40 เสียง ผ่านขั้นตอนแรกของร่างกฎหมายจัดสรรงบประมาณเพื่อเปิดทางให้หน่วยงานของรัฐกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม การยุติภาวะชัตดาวน์ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าจะยุติลงเร็วเพียงใด เนื่องจากหลังจากการร่างกฎหมายผ่านวุฒิสภายังคงต้องผ่านการลงมติจากสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะลงนาม

ซึ่งกระบวนการทั้งหมดอาจต้องใช้เวลาหลายวัน ด้านข้อมูลทางเศรษฐกิจ เมื่อคืนวันศุกร์ (07/11) ดัชนีดอลลาร์ร่วงลงสู่ระดับ 99.4 หลังจากผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นขั้นสุดท้ายของผู้บริโภคสหรัฐร่วงลงสู่ระดับ 50.3 ในเดือน พ.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 53.0 จากระดับ 53.6 ในเดือน ต.ค. คาดว่าการลดลงของตัวเลขดังกล่าวได้รับผลกระทบจากความกังวลเกี่ยวกับการปิดหน่วยงานรัฐบาลที่ยึดเยื้อและเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวปฐกถาพิเศษในงาน iBusiness Forum : Thailand Future Signal 2026 จับสัญญาณอนาคต ก้าวใหม่เศรษฐกิจไทย ว่าในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้เร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเป็นการร่วมมือกับภาคเอกชน จนเริ่มเห็นสัญญาณเศรษฐกิจใหม่เกิดขึ้นอย่างมาก โดยในเชิงธุรกิจสามารถก้าวได้เร็วขึ้น

ขณะที่ในเชิงประเทศก็ต้องเตรียมความพร้อมที่จะเร่งผลักดันให้สัญญาณนี้ยังเป็นสัญญาณที่ดีอย่างต่อเนื่องต่อไป โดยการเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทั้งหมดในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ช่วยให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2568 ขยายตัว 1.1% จากเดิมคาดการณ์ที่ 0.3% ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาท เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.33 – 32.38 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 32.36/37 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (10/11) ที่ระดับ 1.1553/55 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (07/11) ที่ระดับ 1.1541/43 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่ทั้งธนาคารกลางของสหรัฐ และของสหราชอาณาจักรคาดว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปี 2569

นอกจากนั้น หลุยส์ เดอ กินโดส รองประธาน ECB ยังให้สัมภาษณ์ว่า เขาเชื่อมั่นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว แต่ ECB ก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ หากตัวเลขเงินเฟ้อและเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามคาดการณ์ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1550-1.1580 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1566/67 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (10/11) ที่ระดับ 153.82/83 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (07/11) ที่ระดับ 153.46/50 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนกลับมาอ่อนค่าต่อหลังการพักตัวระยะสั้นบริเวณ 152.90-153.00

โดยได้รับแรงหนุนจากการเปิดเผยร่างมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลญี่ปุ่นในวันนี้ (10/11) ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นจะเรียกร้องให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพด้านเงินเฟ้อ ซึ่งร่างมาตรการดังกล่าวสะท้อนถึงแนวทางของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้นำญี่ปุ่น ที่ต้องการให้ BOJ คงอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำ เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง

โดยคาดว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะสรุปมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 พ.ย. ซึ่งจะเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ชุดแรกของนายกรัฐมนตรีทาคาอิชินับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนที่แล้ว ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 153.76 – 154.23 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 154.18/20 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ การเปลี่ยนแปลงในการจ้างงานของสหราชอาณาจักร (11/11), อัตราการว่างงานของสหราชอาณาจักร เดือน ก.ย. (11/11), การเปลี่ยนแปลงในการจ้างงานของออสเตรเลีย (13/11), อัตราการว่างงานของออสเตรเลีย เดือน ต.ค. (13/11), ดัชนีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหราชอาณาจักร (13/11),

ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ของสหรัฐ (13/11), ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐ (13/11), ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐ (14/11), ยอดขายปลีกของสหรัฐ (14/11) ทั้งนี้ตัวเลขข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐ อาจได้รับผลกระทบจากการปิดทำการของรัฐบาล อาจถูกเลื่อนปรับเปลี่ยน หรือยกเลิกได้

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -5.5/-3.9 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -7.0/-6.85 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ