กวี ชูกิจเกษม ส่อง S-Curve ใหม่ตลาดหุ้นไทย
kawee
เหลือแค่เดือนกว่า ๆ ก็จะสิ้นปีอีกแล้ว แนวโน้มตลาดหุ้นไทยโค้งสุดท้ายจะเป็นอย่างไร และอนาคตข้างหน้าตลาดหุ้นไทยจะน่าสนใจได้ด้วยอะไร มีมุมมองจาก “กวี ชูกิจเกษม” ประธานเจ้าหน้าที่สายการบริหารพอร์ตการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ที่มองว่า ช่วงที่เหลือของปี 2568 นี้ SET Index น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ โดยผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไตรมาส 3/2568 ถือว่าออกมาดีกว่าที่คาด ส่วนแนวโน้มไตรมาส 4/2568 มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาค่อนข้างมาก และมองไปถึงไตรมาส 1/2569 ก็มี Sentiment เรื่องการเลือกตั้ง
“เชื่อว่าไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ รวมถึงไตรมาสแรกของปี 2569 เศรษฐกิจจะค่อย ๆ ขยับขึ้น ดีกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ถ้าดูบอนด์ (พันธบัตร) ต่างชาติก็เริ่มกลับมาซื้อ รวมถึงซื้อหุ้น ไม่ได้เทขายมาก ขายบ้าง ซื้อบ้าง แสดงให้เห็นว่า Downside ตลาดหุ้นไทยช่วงสั้น ๆ น่าจะน้อย และอาจจะขึ้นได้ด้วย Sentiment เชิงบวก แต่จะมี Upside ไม่ได้เยอะมาก”
เมื่อพูดถึงเศรษฐกิจไทยที่ส่งผลต่อตลาดหุ้น “กวี” กล่าวว่า หากมองย้อนกลับไป S-Curve ที่ผ่านมา ของประเทศไทยมี 3 ครั้งใหญ่ ได้แก่ S-Curve ที่ 1 เกษตรกรรมบูม มีการส่งออกสินค้าเกษตรเยอะมาก, ต่อมา S-Curve ที่ 2 อุตสาหกรรมบูม ไทยเจอแหล่งก๊าซธรรมชาติ ทำให้ทุนต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย จนเกิดโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่มากมาย ตลาดหุ้นไทยพุ่งจาก 100 จุด สู่ 1,789 จุด
และ S-Curve ที่ 3 ภาคบริการบูม มีการเปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้การท่องเที่ยวบูม หุ้นกลุ่มสื่อสาร ค้าปลีก และโรงพยาบาลพุ่งขึ้น ตลาดหุ้นไทยทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,850 จุด
“แต่สุดท้ายเกิด Lost Decade เราไม่ไปไหนเลยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยที่ผ่านมา S-Curve เกิดมาจาก Innovation และจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น จากข้อมูลตลาดหุ้นไทยทำจุดสูงสุดใกล้กับการที่จำนวนประชากรของประเทศถึงจุดสูงสุด ตรงนี้มีนัยสำคัญ เพราะมีจำนวนประชากรให้ใช้ แต่เมื่อไม่มีประชากรและไม่มีนวัตกรรม เราจึงไม่มี S-Curve ใหม่”
มองไปข้างหน้า “กวี” มองว่า การที่ประเทศไทยไม่มีแร่หายากถือเป็นข้อดี เพราะหลีกเลี่ยงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการขุด อย่างไรก็ตาม ไทยมีจุดแข็งคือโลจิสติกส์ดีที่สุด ทำให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งและแปรรูปแร่หายากจากภูมิภาคต่าง ๆ เป็นเหตุผลว่าทำไมรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) แบตเตอรี่ และพลังงานมาผลิตที่ไทย รวมถึง Data Center อยากจะมาอยู่ที่ไทย
โดย Data Center ซึ่งใช้ในธุรกิจ AI จะเป็นจุดแข็งของไทย ซึ่งการที่จะทำให้ AI และ Data Center ทำงานร่วมกันได้ต้องมีพลังงานและระบบระบายความร้อน โดยในด้านพลังงานไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองเพียงพอ และมีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์
“มีการประกาศลงทุน Data Center ในไทยจำนวนมากหลายพันเมกะวัตต์ แต่สร้างเสร็จเพียง 81 เมกะวัตต์ในปี 2567 ในอนาคตโลกของเราจะใช้ไฟในการทำ Data Center เพิ่มขึ้นอีก 3 เท่าตัว โดยไทยมีทรัพยากรน้ำอุดมสมบูรณ์ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับระบบหล่อเย็นใน Data Center คิดเป็น 50% ของการใช้พลังงาน ถือเป็นศูนย์กลางที่เหมาะสม และมีพื้นที่ราบลุ่มที่สามารถกักเก็บน้ำได้ดี นี่อาจเป็น S-Curve ใหม่ของประเทศไทย หลังจากที่การเติบโตในอดีตพึ่งพาจำนวนประชากร ซึ่งปัจจุบันจำนวนประชากรไทยกำลังลดลง”
ทั้งนี้ การผลักดันและส่งเสริมบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรม New Economy เข้าสู่ตลาดทุนไทย ที่ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำลังร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับว่าประเทศไทยจะมีอะไรดึงดูดให้ธุรกิจอยากเข้ามา ซึ่งหากประเทศไทยไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน อย่างไฟฟ้า น้ำ โครงสร้างพื้นฐาน อินเทอร์เน็ต รวมถึงแรงงาน ผู้ลงทุนก็ไม่อยากเข้ามา
“ในอนาคต Data Center ยังไงก็โตขึ้น มันจะใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เพราะคนเราวันหนึ่งแทบจะไม่ลบรูป เราถ่ายและโพสต์มากขึ้นเรื่อย ๆ เขาก็ต้องเก็บข้อมูลมากขึ้น เพราะการเก็บข้อมูล สามารถสร้างรายได้ได้”
อย่างไรก็ดี ในส่วนของ AI นั้น กำลังมีสัญญาณของฟองสบู่ เช่น การหมุนเวียนเงินลงทุนและบริการระหว่างบริษัทต่าง ๆ ในระบบนิเวศ AI ทำให้เกิดการบันทึกรายได้ที่สูง แต่ไม่ใช่เงินสดใหม่จริง ๆ อย่างในสหรัฐรายได้บริษัท AI เพิ่มขึ้น แต่กลับมีการเลิกจ้างงานสูงขึ้น ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
แต่แม้จะเกิดฟองสบู่ในอดีต อย่างฟองสบู่ดอทคอม แต่ก็เป็นอนาคตของวันนี้ เพราะเป็นตัวต่อยอดมา AI ทำให้เกิดอีคอมเมิร์ซ เกิดการสื่อสาร Facebook, LINE, Google Search
“ทุกอย่างที่เคยเป็นฟองสบู่แตกไป ไม่ได้หมายความว่าเทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์จะหายไป เพียงแต่จะกลับสู่สภาวะปกติ ดังนั้น AI ยังคงเป็นอนาคต ฟองสบู่จะเกิดก็ไม่แปลกใจ แต่ถ้าถามว่าแตกเมื่อไหร่ ไม่มีใครรู้ แต่รู้อย่างหนึ่งว่า มันไม่ยั่งยืนที่จะขึ้นไปได้ตลอด ถึงจุดจุดหนึ่งต่อให้ AI พัฒนาไปขนาดไหน มันก็จะถึงจุดอิ่มตัว เพราะฉะนั้นถ้ามันมีการปรับตัวลงมา ก็เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ถ้าเรากระจายความเสี่ยงดี ๆ เราจะไม่กังวล ถ้าเราไปเลือกหุ้นตัวเดียวก็จะมีความเสี่ยง”
“กวี” กล่าวว่า ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตหรือฟองสบู่ใด ๆ การลงทุนระยะยาวในสินทรัพย์ที่หลากหลายและกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม จะให้ผลตอบแทนที่เป็นบวกเสมอ หากจัดพอร์ตการลงทุนแบบ Asset Allocation กระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลายประเภท เช่น 15% เป็นหุ้นใหญ่, 15% เป็นหุ้นต่างประเทศ, 10% เป็นหุ้นขนาดเล็ก, 10% เป็นหุ้นตลาดเกิดใหม่, 10% เป็น REIT และ 40% เป็นตราสารหนี้ Highgrade รวมถึงทองคำ เงินสด จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 6.5% ต่อปี ช่วยให้พอร์ตโดยรวมมีความผันผวนน้อยลงและสามารถผ่านพ้นวิกฤตต่าง ๆ ได้
“โลกจะไม่มีวันหยุดนิ่ง การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมชาติ การจัดพอร์ตการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด และที่สำคัญที่สุดคืออย่าเป็นหนี้ในสินทรัพย์ที่ไม่สร้างรายได้โดยเด็ดขาด เพื่อให้มีอิสรภาพทางการเงิน”