Skip to content

บาท Sideways อ่อนค่าเล็กน้อย ธุรกรรมในตลาดเบาบาง เหตุขาดปัจจัยใหม่

12 พ.ย. 2568 | 18:18น.
บาท Sideways อ่อนค่าเล็กน้อย ธุรกรรมในตลาดเบาบาง เหตุขาดปัจจัยใหม่

เงินบาท Sideways อ่อนค่าเล็กน้อย ขณะที่ธุรกรรมในตลาดเบาบาง เนื่องจากขาดปัจจัยใหม่ นักลงทุนจับตาการผลักดันร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวเพื่อยุติการปิดหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐคืนนี้ 

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (12/11) ที่ระดับ 32,41/42 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินบาททรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (11/11) ที่ระดับ 32.40/41 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตามค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง โดยเช้าวันนี้ Dollar Index ปรับตัวลงที่ระดับ 99.46 หลังจากที่ ADP เปิดเผยว่าภาคเอกชนลดการจ้างงานเฉลี่ย 11,250 ตำแหน่งในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ปงชี้ว่าตลาดแรงงานประสบปัญหาในการสร้างงานในช่วงครึ่งหลังของเดือน

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างวันค่าเงินบาททะยอยปรับตัวอ่อนค่าขึ้นเล็กน้อยตามการเคลื่อนไหวของราคาทองคำที่มีจังหวะย่อตัว ขณะที่ในคืนนี้นักลงทุนจับตาการผลักดันร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวเพื่อยุติการปิดหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐ (Government Shutdown) โดยวุฒิสภาสหรัฐ ได้ลงมติผ่านร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวแล้ว และขณะนี้ได้ส่งร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งหากสภาผู้แทนราษฎรให้การอนุมัติร่างกฎหมายดังกล่าว ก็จะส่งต่อไปยัง ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อลงนามบังคับใช้เป็นกฎหมาย

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ช่วงสายวันนี้ (12/11) สภาธุรกิจตลาดทุนไทยเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ประจำเดือนเดือนตุลาคม พบว่าในอีก 3 เดือนข้างหน้าความเชื่อมั่นนักลงทุนยังคงอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” โดยนักลงทุนมองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด ส่วนสถานการณ์เศรษฐกิจยูโรโซนเป็นปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด

ขณะเดียวกันในวันนี้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม และออกแบบโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เฟส 2 โดยหลักการสำคัญ คือ ต้องการเก็บตกประชาชนกลุ่มที่อยากเข้าร่วมโครงการในเฟสแรก โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และกลุ่มที่อยู่ตามชายขอบ ส่วนวงเงินสิทธิที่ประชาชนจะได้รับจะเป็นเท่าไรนั้น ต้องรอความชัดเจนเรื่องงบประมาณจากภาครัฐอีกครั้ง

ด้านตลาดหุ้นไทยวันนี้เคลื่อนไหวในแดนลบตลอดทั้งวัน โดยได้รับแรงกดดันจากแรงขายในหุ้นที่มีผลประกอบการในไตรมาส 3/68 ต่ำกว่าคาด เช่น CPAXT, CPALL ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.41-32.53 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 32.49/50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (12/11) ที่ระดับ 1.1577/80 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (11/11) ที่ระดับ 1.1566/68 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยในวันนี้มีการเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค HIPC ของเยอรมนี ประจำเดือนตุลาคม โดยอยู่ที่ระดับ 0.3% ซึ่งสอดคล้องกับคาดการณ์ของนักลงทุนรวมถึงเป้าหมายของธนาคารกลางยุโรป (ECB)

นอกจากนี้ดัชนีราคาค้าส่งของเยอรมนีในเดือนตุลาคมยังปรับตัวเพิ่มขึ้นที่ระดับ 0.3% สูงกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 0.1% อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวของตลาดเป็นไปอย่างเบาบาง เนื่องจากตลาดยังรอติดตามปัจจัยใหม่ เกี่ยวกับผลการผ่านงบประมาณของสหรัฐ และถ้อยแถลงของรองประธาน ECB และกรรมการ

ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1568 – 1.1588 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1575/76 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (12/11) ที่ระดับ 154.29/30 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (11/11) ที่ระดับ 154.31/32 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยระหว่างวันค่าเงินเยนปรับตัวอ่อนค่าต่อเนื่อง ใกล้ระดับต่ำสุดในเดือนกุมภาพันธ์ จากถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคาอิชิ ในช่วงเช้าวันนี้ ที่เน้นย้ำถึงความตั้งใจที่จะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 154.03 – 154.90 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 153.87/88 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหราชอาณาจักร (13/11), ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ของสหรัฐ (13/11), ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐ (13/11), ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐ (14/11), ยอดขายปลีกของสหรัฐ (14/11) ทั้งนี้ตัวเลขข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐ อาจได้รับผลกระทบจากการปิดทำการของรัฐบาล อาจถูกเลื่อน ปรับเปลี่ยน หรือยกเลิกได้

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -7.1/-6.9 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -4.2/-3.7 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ