CPALL โชว์กำไร Q3 พุ่ง 17.6% ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven กวาด 5,202 ล้าน
CPALL โชว์กำไรไตรมาส 3 ปี’68 กว่า 6,500 ล้านบาท พุ่ง 17.6% เผยธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven กว่า 1.5 หมื่นสาขา กวาดรายได้จากการขายสินค้าและบริการกว่า 1.13 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.6% ยอดขายเฉลี่ยต่อร้านต่อวัน 81,339 บาท กวาดกำไรสุทธิ 5,202 ล้าน
บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิในไตรมาส 3 ปี 2568 จำนวน 6,597 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 17.6% สาเหตุหลักมาจากการดำเนินงานที่ดีขึ้นของกลุ่มธุรกิจร้านสะดวกซื้อ และธุรกิจอื่น ๆ เป็นหลัก ประกอบกับการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้จำนวน 12,462 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.7% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และกำไรต่อหุ้นตามงบการเงินรวมในไตรมาส 3 ปี 2568 มีจำนวนเท่ากับ 0.73 บาท
สำหรับผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจร้านสะดวกซื้อในไตรมาส 3 ปี 2568 ธุรกิจร้านสะดวกซื้อเปิดร้านสาขาใหม่รวมทั้งสิ้น 169 สาขา ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2568 บริษัทมีจำนวนร้านสาขาทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 15,764 สาขา แบ่งเป็น
1.ร้านสาขาบริษัท 8,098 สาขา (ประมาณ 51%) ร้านเปิดใหม่สุทธิ 139 สาขา ในไตรมาสนี้
2.ร้าน SBP และร้านค้าที่ได้รับสิทธิช่วงอาณาเขต 7,666 สาขา (ประมาณ 49%) ร้านเปิดใหม่สุทธิ 30 สาขาในไตรมาสนี้ ร้านสาขาส่วนใหญ่ยังเป็นร้านที่ตั้งเป็นเอกเทศ ซึ่งประมาณ 86% ของสาขาทั้งหมด และส่วนที่เหลือเป็นร้านในสถานีบริการน้ำมัน ปตท.
ทั้งนี้ ในไตรมาส 3 ปี 2568 ธุรกิจร้านสะดวกซื้อมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการรวม 113,853 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.6% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ในไตรมาสนี้มียอดขายเฉลี่ยต่อร้านต่อวันเท่ากับ 81,339 บาท และยอดขายเฉลี่ยของร้านสาขาเดิมลดลงเล็กน้อย 0.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมียอดซื้อต่อบิลประมาณ 86 บาท ในขณะที่จำนวนลูกค้าต่อสาขาต่อวันเฉลี่ย 943 คน
ทั้งนี้ จำนวนลูกค้าลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากปัจจัยในเรื่องของฤดูกาลที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางภายในประเทศ ประกอบกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ปรับลดลงเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจร้านสะดวกซื้อยังคงใช้แผนกลยุทธ์ที่สอดรับกับสถานการณ์ตลอดเวลา โดยคำนึงถึงการรักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่ ๆ โดยนำเสนอสินค้าใหม่ ๆ พร้อมกับโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดลูกค้าในแต่ละช่วงเวลา รวมถึงความพยายามในการเพิ่มรายได้จากการขายสินค้าผ่านกลยุทธ์ O2O อาทิ 7Delivery และ All Online ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดีมาโดยตลอด โดยมีสัดส่วนประมาณ 11% ของรายได้จากการขายสินค้ารวม
ในไตรมาส 3 ปี 2568 สัดส่วนของรายได้จากการขาย 76.5% มาจากสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และ 23.5% มาจากสินค้าอุปโภค ซึ่งสัดส่วนรายได้ในกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามกลยุทธ์หลักของบริษัท ที่ยังคงมุ่งเน้นที่จะเป็นจุดหมายปลายทางที่ 1 ในใจลูกค้าเมื่อนึกถึงอาหารและเครื่องดื่ม สำหรับลูกค้าทุกกลุ่ม ทุกที่ และทุกเวลา
นอกจากนี้ ในไตรมาส 3 ปี 2568 ธุรกิจร้านสะดวกซื้อมีกำไรขั้นต้นจำนวน 33,501 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 6.7% โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นเท่ากับ 29.4% เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3 ปี 2567 ที่อัตราส่วน 29.1% สาเหตุหลักมาจากกลยุทธ์ด้านสินค้าตามที่กล่าวมาข้างต้น รวมถึงให้ความสำคัญต่อการบริหารอัตรากำไรขั้นต้นของสินค้า โดยพยายามเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ธุรกิจร้านสะดวกซื้อยังมีรายได้อื่นอีกจำนวน 7,662 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้จากการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของสาขา อาทิ การให้เช่าพื้นที่ และอื่น ๆ ในขณะที่มีการบันทึกเงินปันผลรับจากบริษัทย่อยจำนวน 1,145 ล้านบาท ในส่วนของต้นทุนในการจัดจำหน่าย และค่าใช้จ่ายในการบริหาร
ในไตรมาส 3 ปี 2568 มีจำนวน 34,023 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.0% สาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนพนักงาน ค่าบริหารร้านสาขา ค่าโฆษณา และส่งเสริมการขาย ซึ่งเพิ่มขึ้นตามการขยายสาขา
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงพยายามควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างรัดกุม และให้มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการมุ่งขยายสาขาร้าน 7-Eleven ตามแผน และมีการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงสินค้าและบริการสำหรับลูกค้า ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจร้านสะดวกซื้อยังคงรายงานกำไรจากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 8,331 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิเท่ากับ 5,202 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.4% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และกำไรต่อหุ้นตามงบการเงินเฉพาะกิจการในไตรมาส 3 ปี 2568 จำนวนเท่ากับ 0.57 บาท
ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 บริษัทดำเนินธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ในประเทศกัมพูชารวมทั้งสิ้น 125 สาขา และมีสาขาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวจำนวน 20 สาขา