เงินบาทเคลื่อนไหวแบบระแวงรับแรงสั่นสะเทือนจากสหรัฐ หลังภาวะชัตดาวน์ฉุดการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อ-จ้างงาน นักลงทุนหั่นคาดการณ์เฟดลดดอกเบี้ย ขณะที่ดอลลาร์-เยนปรับแรงตามข่าวการเมืองและนโยบายการเงินโลก ด้านไทยลุ้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ช่วยประคองภาพรวมไตรมาส 4
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 10-14 พฤศจิกายน 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (10/11) ที่ระดับ 32.35/36 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (7/11) ที่ระดับ 32.34/35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงต้นสัปดาห์ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก
หลังมีรายงานว่าการจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐ ปรับตัวลดลง โดยออโตเมติก ดาต้า โพรเชสซิ่ง อิงค์ (ADP) เปิดเผยว่า ภาคเอกชนสหรัฐลดการจ้างงานเฉลี่ย 11,250 ตำแหน่งในช่วง 4 สัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 25 ต.ค. โดยเนลา ริชาร์ดสัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ ADP กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานประสบปัญหาในการสร้างงานในช่วงครึ่งหลังของเดือน
ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า สำนักสถิติแรงงานสหรัฐ จะรายงานว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตรลดลง 60,000 ตำแหน่งในเดือน ต.ค. อย่างไรก็ดี รายงานดังกล่าวยังไม่ถูกเผยแพร่ เนื่องจากหน่วยงานรัฐบาลยังคงถูกชัตดาวน์ ในช่วงกลางสัปดาห์ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ขานรับความหวังสหรัฐใกล้ยุติภาวะปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือชัตดาวน์
โดยในวันพุธ (12/11) สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐมีมติด้วยคะแนนเสียง 222 ต่อ 209 ผ่านร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราว ซึ่งจะทำให้การปิดหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐ ที่ยึดเยื้อยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ สิ้นสุดลง ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ได้ลงนามบังคับใช้กฎหมายงบประมาณชั่วคราวเพื่อยุติการปิดหน่วยงานของรัฐบาล โดยกฎหมายดังกล่าวจะทำให้หน่วยงานของรัฐบาลมีงบประมาณใช้จ่ายไปจนถึงวันที่ 30 ม.ค.ปีหน้า
อย่างไรก็ดี แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่า อาจไม่มีการเผยแพร่ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือน ต.ค. เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวได้รับผลกระทบจากการชัดดาวน์ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของเฟด นอกจากนี้ การต่อสู้แย่งชิงอำนาจระหว่างพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันที่ยังคงรุนแรง ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า การชัตดาวน์จะเกิดขึ้นอีกภายในเวลาเพียงสองเดือน
นักวิเคราะห์มองว่างบประมาณฉบับนี้เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาทางการเมืองเฉพาะหน้าเท่านั้น โดยมีการจัดสรรงบประมาณให้หน่วยงานรัฐบาลส่วนใหญ่ในระดับเดิมจนถึงเพียงวันที่ 30 ม.ค. 2569 และครอบคลุมเพียง 3 ใน 12 ร่างกฎหมายงบประมาณที่สภาคองเกรสต้องให้การอนุมัติในแต่ละปี หากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันยังคงไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในอีก 9 ร่างกฎหมายที่เหลือ รัฐบาลสหรัฐอาจต้องเผชิญกับภาวะชัตดาวน์อีกครั้งในอีกเพียงสองเดือนข้างหน้า
ขณะที่ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 49.4% ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมเดือน ธ.ค. จากเดิมที่ให้น้ำหนักมากถึง 62.9% นักลงทุนพากันเทน้ำหนักให้กับการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ธ.ค. หลังทำเนียบขาวระบุว่า การปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือชัตดาวน์ อาจส่งผลทำให้ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อและการจ้างงานประจำเดือน ต.ค.
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ได้กล่าวปฐกถาพิเศษในงาน iBusiness Forum : Thailand Future Signal 2026 จับสัญญาณอนาคต ก้าวใหม่เศรษฐกิจไทย ว่า ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้เร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเป็นการร่วมมือกับภาคเอกชน จนเริ่มเห็นสัญญาณเศรษฐกิจใหม่เกิดขึ้นอย่างมาก โดยในเชิงธุรกิจสามารถก้าวได้เร็วขึ้น
ขณะที่ในเชิงประเทศก็ต้องเตรียมความพร้อมที่จะเร่งผลักดันให้สัญญาณนี้ยังเป็นสัญญาณที่ดีอย่างต่อเนื่องต่อไป โดยการเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทั้งหมดในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ช่วยให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2568 ขยายตัว 1.1% จากเดิมคาดการณ์ที่ 0.3% ขณะที่ในวันพุธ (12/11) นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้รัฐบาลและกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม และออกแบบโครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนมากที่สุด
ซึ่งหลักการสำคัญ คือ ต้องการเก็บตกประชาชนกลุ่มที่อยากเข้าร่วมโครงการในเฟสแรก แต่เข้าร่วมไม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและกลุ่มที่อยู่ตามชายขอบ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเก็บตกกลุ่มนี้ก่อน สำหรับวงเงินที่จะใช้ดำเนินการโครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 นั้น จะต้องรอดูความชัดเจนจากรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณเพื่อมารองรับการดำเนินการ สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท อาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways เนื่องจากตลาดยังไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน จนกว่าจะทยอยรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญจากทางการสหรัฐ
นอกจากนี้ ควรจับตาทิศทางราคาทองคำด้วยเช่นกัน เนื่องจากราคาทองคำ กลับสู่แนวโน้มขาขึ้นอีกครั้ง ทั้งนี้ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.26 – 32.53 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (14/11) ที่ระดับ 32.36/38 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดวันจันทร์ (10/11) ที่ระดับ 1.1553/55 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (7/11) ที่ระดับ 1.1541/43 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่ทั้งธนาคารกลางของสหรัฐ และของสหราชอาณาจักรคาดว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปี 2569
นอกจากนี้ หลุยส์ เดอ กินโดส รองประธาน ECB ยังให้สัมภาษณ์ว่า เขาเชื่อมั่นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว แต่ ECB ก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ หากตัวเลขเงินเฟ้อและเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามคาดการณ์ และในช่วงปลายสัปดาห์นี้นักลงทุนรอจับตาข้อมูลการเติบโตทางเศรษฐกิจไตรมาส 3 ของยูโรโซน
โดยผลสำรวจจาก BusinessEurope ระบุว่า ธุรกิจในภูมิภาคอาจได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดทางการค้าที่รุนแรงขึ้นในปี 2569 เมื่อเทียบกับปี 2568 ในวันพุธ (12/11) สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีเปิดเผยว่า อัตราเงินเฟ้อเดือน ต.ค. ได้ชะลอตัวลงเล็กน้อยสู่ระดับ 2.3% ซึ่งเป็นการยืนยันตัวเลขเบื้องต้นที่ประกาศไปก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1538 – 1.1655 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (14/11) ที่ระดับ 1.1630/32 ดอลลาร์สหรัฐ/ยโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดวัน (10/11) ที่ระดับ 153.82/83 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (7/11) ที่ระดับ153.46/50 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนกลับมาอ่อนค่าต่อหลังการพักตัวระยะสั้นบริเวณ 152.90-153.00 โดยได้รับแรงหนุนจากการเปิดเผยร่างมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลญี่ปุ่นในวันจันทร์ (10/11) ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นจะเรียกร้องให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพด้านเงินเฟ้อ
ร่างมาตรการดังกล่าวสะท้อนถึงแนวทางของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้นำญี่ปุ่น ที่ต้องการให้ BOJ คงอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำ เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง โดยคาดว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะสรุปมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 พ.ย. ซึ่งจะเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ชุดแรกของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจินับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนที่แล้ว
ในอังคาร (11/11) กระทรวงการคลังญี่ปุ่นได้เปิดเผยข้อมูลเบื้องต้นว่ายอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของญี่ปุ่นในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2568 (เม.ย.-ก.ย.) พุ่งขึ้น 14.1% จากปีก่อนหน้า แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 17.51 ล้านล้านเยน หรือ 1.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้นักลงทุนเทขายเงินเยนซึ่งเป็นสกุลเงินปลอดภัย หลังมีสัญญาณบ่งชี้ว่าการปิดหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐ หรือชัตดาวน์ ใกล้จะยุติลง ซึ่งทำให้นักลงทุนคลายความวิตกกังวล
ในวันพุธ (12/11) ซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น กล่าวว่า การอ่อนค่าของเงินเยนในตลาดปริวรรตเงินตราปรากฏผลกระทบด้านลบชัดเจนมากขึ้น นับเป็นการส่งสัญญาณเตือนถึงการแทรกแซงตลาด หลังจากที่เงินเยนอ่อนค่าแตะระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือน ความเห็นของคาตายามะสะท้อนความกังวลของรัฐบาลต่อการอ่อนค่าอย่างรวดเร็วมากขึ้นของเงินเยน
โดยถ้อยแถลงของ รมว.คลังญี่ปุ่นมีขึ้นในขณะที่เงินเยนอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือน ขยับเข้าใกล้ระดับสำคัญที่ 155 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากเทรดเตอร์เข้าซื้อดอลลาร์จากความคาดหวังว่า รัฐบาลสหรัฐจะกลับมาเปิดทำการได้ในไม่ช้า หลังประสบกับภาวะชัตดาวน์ยืดเยื้อยาวนานกว่า 40 วัน ทั้งนี้ในช่วงระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 153.22 – 155.04 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (14/11) ที่ระดับ 154.63/65 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ