Skip to content

ดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบแคบ จับตาผลประชุมเฟด

09 ธ.ค. 2568 | 18:29น.
ดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบแคบ จับตาผลประชุมเฟด

ดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบแคบ จับตาผลประชุมเฟด ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group ระบุว่านักลงทุนให้น้ำหนักราว 90% เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมครั้งนี้

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (09/12) ที่ระดับ 31.88/89 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (08/12) ที่ระดับ 31.85/86 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

โดยดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก หลังตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ระดับ 3.50% – 3.75% ในการประชุมนโยบายการเงินวันที่ 9 – 10 ธ.ค. นี้ แต่คาดว่าเฟดอาจส่งสัญญาณชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต หลังข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว

เมื่อคืนนี้ (08/12) เฟดสาขาแอตแลนตาระบุว่าแบบจำลอง GDPNow ล่าสุดคาดการณ์การว่าเศรษฐกิจขยายตัว 3.5% ในไตรมาส 3/2568 หลังจากหดตัว 0.6% ในไตรมาส 1 และขยายตัว 3.8% ในไตรมาส 2

ขณะที่นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ย้ำในรายการ Face the Nation ของสำนักข่าว CBS News ว่าฤดูกาลจับจ่ายช่วงสิ้นปีดำเนินไปอย่างคึกคักและคาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตแข็งแกร่ง แม้มีปัจจัยการเมืองอย่างการชัตดาวน์แต่เบสเซนต์ยังคงคาดว่าดัชนีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จะปิดปี 2568 ด้วยการเติบโตจริงที่ระดับ 3%

อย่างไรก็ดีบรรดานักลงทุนยังคงระมัดระวังการซื้อขายและจับตาผลการประชุมนโยบายการเงินของเฟด รวมถึงถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด รายงานคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) และตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ GDP อัตราว่างงาน และอัตราเงินเฟ้อเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า

โดยล่าสุดเครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group ระบุว่านักลงทุนให้น้ำหนักราว 90% ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมครั้งนี้หลังสหรัฐ เปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ที่สอดคล้องกับการคาดการณ์

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ วันนี้ (09/12) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว. มหาดไทยเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อติดตามสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา หลังสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารเพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน จากการปะทะกันตามแนวชายแดนที่ปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (07/12) หลังจากที่ทั้งสองประเทศลงนามในปฏิญญาสันติภาพร่วมกันได้ไม่ถึงสองเดือน และยังหารือถึงการช่วยเหลือพื้นที่ประสบอุทกภัย

ขณะเดียวกันรัฐบาลเร่งผลักดันมาตรการเศรษฐกิจ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 หลังเฟสแรกสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 70,000 ล้านบาท กระทรวงการคลังเสนอหลายมาตรการ อาทิ บัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล (TISA) วงเงินลดหย่อนภาษี 800,000 บาท การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตเพื่อรองรับยานยนต์ไฟฟ้า โครงการเมืองคาร์บอนต่ำและตลาดคาร์บอน รวมถึงโครงการแก้หนี้เสีย นอกจากนี้ยังต้องจับตาการประชุมรัฐสภาตามมาตรา 155 ระหว่างวันที่ 24- 26 ธ.ค. เพื่อหารือเรื่องความมั่นคงและเศรษฐกิจ ซึ่งอาจนำไปสู่การกำหนดไทม์ไลน์ยุบสภาในเดือน ม.ค. 2569

ขณะเดียวกัน อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) แสดงความกังวลต่อการปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีการโจมตีทางอากาศและใช้อาวุธหนักจนทำให้พลเรือนเสียชีวิตและพลัดถิ่น พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายกลับสู่กรอบปฏิญญาสันติภาพที่ลงนามเมื่อวันที่ 26 ต.ค. และหาทางแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธีโดย UN ย้ำว่าพร้อมสนับสนุนทุกความพยายามเพื่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 31.85 – 31.91 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 31.85/86 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (09/12) ที่ระดับ 1.1641/42 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (08/12) ที่ระดับ 1.1652/53 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร วันนี้ (09/12) ข้อมูลจากเครดิตรีฟอร์ม (Creditreform) ระบุว่าจำนวนบริษัทในเยอรมนีที่ยื่นล้มละลายในปี 2568 เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี แตะระดับ 23,900 ราย โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

การล้มละลายเกิดขึ้นเกือบทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคการผลิตและการค้าที่เพิ่มขึ้นกว่า 10% และภาคบริการมีจำนวนมากที่สุดราว 14,000 ราย โดยเพิ่มขึ้น 8.4% สะท้อนถึงแรงกดดันจากหนี้สินสูง ต้นทุนพลังงานและกฎระเบียบที่มาก ส่งผลให้ธุรกิจโดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเสี่ยงต่อการอยู่รอด ขณะเดียวกันภาคครัวเรือนก็ได้รับผลกระทบ โดยมีประชาชนราว 5.67 ล้านคนอยู่ในภาวะหนี้สินเกินตัวจากค่าครองชีพสูง การจ้างงานลดลง และอัตราว่างงานที่เพิ่มขึ้น

ด้านเบิร์นด์ บูเอโทว์ ผู้บริหารสูงสุดของ Creditreform เตือนว่าการล้มละลายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากความสามารถด้านการแข่งขันของเยอรมนีที่ยังคงลดลง อย่างไรก็ดีบูเอโทว์คาดว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่าหลายพันล้านยูโรของรัฐบาลอาจช่วยพยุงเศรษฐกิจและชะลอการล้มละลายได้ แต่รัฐบาลจำเป็นต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างเพิ่มเติมเพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1634 -1.1650 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1644/45 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (09/12) ที่ระดับ 155.88/89 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (08/12)ที่ระดับ 155.44/45 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ วันนี้ (09/12) ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงแตะระดับ 156 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นเมื่อคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้นักลงทุนลดความคาดหวังว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมนโยบายการเงินวันที่ 18 -19 ธ.ค. นี้

โดยนักกลยุทธ์จากโนมูระมองว่า แม้ตลาดคาดว่า BOJ จะขึ้นดอกเบี้ย แต่เหตุการณ์แผ่นดินไหวอาจทำให้การตัดสินใจถูกเลื่อนออกไป โดยผลกระทบต่อแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยน่าจะจำกัด เว้นแต่ความเสียหายจะรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 155.74- 156.43 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 156.25/26 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐ ในสัปดาห์นี้ ได้แก่ อัตราการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์จากข้อมูลของ ADP ของสหรัฐ (09/12), ตัวเลขเปิดรับสมัครงานเดือน ก.ย.ของสหรัฐ (09/12), ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน พ.ย. ของจีน (10/12), ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือน พ.ย. ของจีน (10/12), ดัชนีอัตราค่าจ้างแรงงานไตรมาส 3/2568 ของสหรัฐ (10/12),

การประกาศอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด (10/12), อัตราการจ้างงานเดือน พ.ย. ของออสเตรเลีย (11/12), อัตราการว่างงานเดือน พ.ย. ของออสเตรเลีย (11/12),จำนวนผู้ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐ (11/12), ดุลการค้าเดือน ก.ย. ของสหรัฐ (11/12), และดัชนี GDP เดือน ต.ค. ของสหราชอาณาจักร (12/12)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่-6.75/-6.50 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือน ต่างประเทศอยู่ -6.00/-5.00 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ