คลังเคาะเพิ่มเงื่อนไขบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 3 เกณฑ์ คืนสิทธิคนจน ชง ครม. 27 ก.ค.นี้
คลังเคาะเพิ่มเงื่อนไขเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 3 เกณฑ์ รถยนต์-การศึกษานอกระบบ-มีชื่อนั่งกรรมการ ผู้ถือหุ้นบริษัท ชง ครม.เห็นชอบ 27 ก.ค.นี้
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า วันนี้ (23 ก.ค.) คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมได้ประชุมหารือเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ซึ่งได้พิจารณาเรื่องการผ่อนปรนการเดินทางเพื่อขอทบทวนสิทธิให้สามารถทำได้ที่ท้องถิ่น รวมทั้งพิจารณาการปรับเพิ่มเกณฑ์เงื่อนไข 3 เกณฑ์ ให้สอดคล้องกับความเดือดร้อนที่ประชาชนได้ขอทบทวนสิทธิเข้ามาตั้งแต่วันประกาศผล 17 ก.ค.
โดยผลการปรับเพิ่มเงื่อนไขนี้ จะนำเข้าเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบในวันที่ 27 ก.ค. ต่อไป
นายวินิจกล่าวว่า ในการพิจารณาที่ผ่านมานั้นใช้เกณฑ์ตามฐานข้อมูลเดิม โดยนับตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค. มีประชาชนยื่นขอทบทวนสิทธิกว่า 3.4 ล้านคน และกว่า 40% เป็นการทบทวนกรณีถือครองรถยนต์ จึงได้ข้อสรุปให้ปรับเกณฑ์และเพิ่มเงื่อนไขให้สอดคล้องกับความเดือดร้อนทั้งสิ้น 3 เกณฑ์ เพื่อคืนสิทธิให้แก่ประชาชนผู้เดือดร้อนจริง ได้แก่
1.เพิ่มเงื่อนไขกรณีถือครองรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ซึ่งพบว่าประชาชนบางส่วนมีการโอนลอยแล้ว และรถสิ้นสภาพ รวมทั้งถูกสวมสิทธินำชื่อไปจดทะเบียน
2.กรณีนักเรียน นักศึกษานอกระบบของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ซึ่งเรียนเพื่อนำไปประกอบอาชีพ และมีสถานะลำบากจริง
3.กรณีมีชื่อเป็นกรรมการ หุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นบริษัท ซึ่งจะคืนสิทธิให้หากมีตำแหน่งดังกล่าวในบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม วิสาหกิจชุมชน และบริษัทประชารัฐรักสามัคคี ซึ่งมักเป็นตัวแทนชุมชน รวมทั้งผู้เปิดบัญชีหลักทรัพย์โดยไม่เคยซื้อขายหรือเทรดสินทรัพย์ หรือเทรดในจำนวนเงินที่น้อยมาก
“หลักเกณฑ์เดิมเป็นการพิจารณาตามฐานข้อมูล ส่วนข้อเท็จจริงจากความเดือดร้อนในภายหลัง กระทรวงการคลังต้องพิจารณากำหนดเงื่อนไขให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ โดยมีเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น การศึกษานอกระบบทั้งหมดจะยกเว้นเกณฑ์ให้ ผู้มีบัญชีหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการเทรดต่ำหรือไม่เคยเทรดเลย ก็จะยกเว้นเกณฑ์ให้ หรือผู้กลัวว่าจะถูกแอบอ้างก็มาแจ้งได้ทุกกรณี” นายวินิจ กล่าว
อย่างไรก็ดี หากผู้ที่ยื่นขอทบทวนสิทธิอยู่ในเงื่อนไขที่เพิ่มเติมมาเหล่านี้ โดยไม่ติดเงื่อนไขอื่น ก็จะได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 โดยกระทรวงการคลังไม่ได้ตั้งเป้าตัวเลขผู้ที่จะได้รับสิทธิ และยืนยันจะช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนจริง
นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบกได้รวมรวมข้อมูลจากการยื่นอุทธรณ์ที่กรมการขนส่งจังหวัด 195 แห่ง และเสนอมายังกระทรวงการคลัง เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้ประชาชน จากการยื่นของทบทวนสิทธิของประชาชนทั้งหมดพบว่า มีการโอนลอยกว่า 12% ของการยื่นทบทวนสิทธิ อีกทั้งยังมีรถที่เป็นซาก แต่ยังมีสถานะทางทะเบียนเป็นทรัพย์สินอยู่ รวมถึงผู้ที่ถูกสวมสิทธิแต่ไม่มีรถ
“เราจะเชื่อโดยสุจริตว่าท่านที่มาร้องเรียนประสงค์จะให้รัฐบาลพิจารณาทบทวน โดยมีประเด็นใหญ่ที่สุดคือการครอบครองรถอายุเก่ามาก เช่น รถยนต์อายุเกิน 20 ปี รถจักรยานยนต์อายุเกิน 15 ปี ซึ่งได้นำทุกประเด็นเรียนกระทรวงการคลังให้พิจารณาคืนสิทธิให้ประชาชนต่อไป” นายสรพงศ์กล่าว
อย่างไรก็ดี ในระเบียบระบบฐานทะเบียนรถสามารถตรวจสอบได้ว่ามีผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2561 มาจดทะเบียนรถใหม่และรถมือสองรวมกว่า 2.5 ล้านคน ซึ่งกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในเบื้องต้นจะไม่ผ่านเกณฑ์การถือครองรถยนต์ในสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569
“ถ้าเป็นรถอายุมากกว่า 20 ปีที่ถือครองมานานจะคืนสิทธิให้แน่นอน แต่หากเป็นการซื้อใหม่จะถือว่าเป็นการเพิ่งจดกรรมสิทธิใหม่และไม่คืนสิทธิให้” นายสรพงศ์กล่าว
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ตรวจสอบความเป็นกรรมการ ผู้ถือหุ้น และหุ้นส่วนในบริษัทจำกัด และบริษัทมหาชนจำกัด พบว่า 122,324 คน ที่ดำรงตำแหน่งใน 139,804 นิติบุคคล แสดงให้เห็นว่าบางรายมีสถานะในมากกว่า 1 นิติบุคคล และราว 1 หมื่นคนที่มีสถานะมากกว่า 2 นิติบุคคล โดยมากที่สุดคือ 1 ราย มีสถานะใน 126 นิติบุคคล
“ส่วนที่เรามาขอคณะกรรมการเพื่อดูแลประชาชนในชุมชนคือกลุ่มที่ดำรงตำแหน่งในบริษัทประชารัฐรักสามัคคี กลุ่มวิสาหกิจเพื่อสังคม และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ซึ่งยกระดับเป็นนิติบุคคลดูแลกันในชุมชน เราได้ให้กระทรวงการคลังคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้กลุ่มเหล่านี้ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1.5 หมื่นคน โดยจะมีการตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อความชัดเจนก่อน” นายพูนพงษ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม มีบางส่วนที่ไม่จนจริง ซึ่งมีชื่อเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัดมหาชนขนาดใหญ่ ซึ่งกลุ่มนี้มักไม่ยื่นอุทธรณ์ เพราะรู้สถานะตัวเองอยู่แล้ว ในขณะที่มีกลุ่มที่ถูกญาตินำชื่อไปจดทะเบียน และรับเงินเพื่อนำชื่อไปจดทะเบียนเป็นนอมินี “ไม่ว่าจะยินยอมหรือถูกหลอก กรมพัฒนาธุรกิจการค้าก็จะดูแลเต็มที่ โดยพิจารณาตามเจตนา”
ทั้งนี้ กรมการปกครองจะเข้ามาช่วยเหลือประสานงานการขอทบทวนสิทธิของประชาชน ได้ที่ที่ว่าการอำเภอ ผ่านการจัดตั้งศูนย์ One-stop Service กว่า 878 แห่ง และ 50 เขตใน กทม.