โพลมช. เผย Gen z ภาคเหนือฮิตอาชีพ “ไอที-AI” แซง “หมอ” ชี้ ได้ 3 ภาษาถึงรอดในตลาด
ศูนย์เศรษฐกิจล้านนาและการพัฒนาภูมิภาค มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เผยผลสำรวจคนรุ่นใหม่ Gen Z ภาคเหนือ ชี้ “ไอที-AI” ก้าวขึ้นมาเป็นอาชีพยอดฮิตอันดับ 1 แซงหน้าสายการแพทย์ ด้านทักษะภาษาต่างประเทศสำคัญแห่งอนาคต ถูกยกให้เป็นความสามารถอันดับ 1 ระบุได้ 3 ภาษาถึงรอดในตลาด พบเกินครึ่งมอง “การทำงานจริง” เพิ่มทักษะได้ดีกว่าเรียนมหาวิทยาลัย
ส่องโครงสร้าง 3 กลุ่มตัวอย่างเยาวชน
รศ.ดร.ปิยะลักษณ์ พุทธวงศ์ อาจารย์ประจำ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ศูนย์เศรษฐกิจล้านนาและการพัฒนาภูมิภาค คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้สำรวจความคิดเห็นของเยาวชนในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง ในประเด็นทักษะสำคัญและการตัดสินใจเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา โดยกลุ่มตัวอย่างหลักในโพลนี้เป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (สายสามัญ) ควบคู่กับนักเรียนอาชีวศึกษา (ปวช.)
โครงสร้างข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างที่ทำการสำรวจครั้งนี้ ประกอบด้วย ช่วงอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 16.5 ปี สายการเรียนสายสามัญ 60.3% และสายอาชีวศึกษา 39.7% สัดส่วนเพศหญิง 51.0% ชาย 48.3% และอื่น ๆ 0.7% อาศัยในเขตเมือง 73.7% และนอกเขตเมือง 26.3% ถือได้ว่ากลุ่มนี้จึงเป็นตัวแทนของเยาวชนวัยหัวเลี้ยวหัวต่อที่กำลังเตรียมตัวตัดสินใจเลือกสายเรียนในระดับอุดมศึกษา และวางแผนก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต
ไอที-AI แซงหมอ – “ภาษา” ทักษะแห่งอนาคต
รศ.ดร.ปิยะลักษณ์ กล่าวว่า ผลการสำรวจพบการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจ ทั้งในมิติของอาชีพดาวรุ่ง ทักษะที่จำเป็น และมุมมองต่อระบบอุดมศึกษา โดยพบข้อมูลน่าสนใจถึงความคาดหวังของเด็กยุคใหม่ และช่องว่างทางการศึกษาที่ยังไม่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจ ยก AI และภาษาต่างประเทศ นำเด่นทักษะแห่งอนาคต
ทั้งนี้ ผลสำรวจระบุว่า อุตสาหกรรมเทคโนโลยี ไอที ข้อมูล และระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถูกมองว่าจะเติบโตมากที่สุดในอีก 5 ปีข้างหน้า (มากกว่า 70%) ส่งผลให้สายงานวิศวกรรม ไอที และเทคโนโลยี ก้าวขึ้นมาเป็นอาชีพยอดนิยมอันดับ 1 แทนที่กลุ่มการแพทย์ (หมอ) ที่ตกไปอยู่อันดับ 3 โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนชายมากถึง 55% มีแนวโน้มสนใจสายงานเทคโนโลยีสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รองลงมาคือ อาชีพการขายออนไลน์ การขนส่ง และการเงินการลงทุน
สำหรับทักษะที่มีความสำคัญที่สุดในอีก 5 ปีข้างหน้า เยาวชนยกให้ “ภาษาต่างประเทศ” มาเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยทักษะการปรับตัวและการเรียนรู้ตลอดชีวิต การคิดวิเคราะห์ และทักษะดิจิทัล/AI นอกจากนี้ เยาวชนกว่า 55.2% มองว่า “การทำงานจริง” คือแหล่งเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะได้ดีที่สุด ซึ่งสูงกว่าการเรียนในระบบอุดมศึกษาที่อยู่ที่ 26.8%
ชี้ช่องว่างมหาวิทยาลัย ขาดสอนการเงินส่วนบุคคล
ในด้านการตัดสินใจเรียนต่อระดับปริญญาตรี เยาวชนส่วนใหญ่ถึง 80.94% ระบุว่าเหตุผลหลักคือ โอกาสในการได้งานทำและรายได้ในอนาคต โดยยอมรับว่าสิ่งที่มหาวิทยาลัยมอบให้ได้ดีคือ ความรู้ทางวิชาการเชิงลึก (61.74%) และประสบการณ์ชีวิต/ความเป็นผู้ใหญ่ (54.03%) อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เยาวชนสะท้อนว่ามหาวิทยาลัยยังให้ได้ไม่เพียงพออย่างยิ่งคือ “ความรู้ทางการเงินส่วนบุคคล” (60.74%) ตามด้วยประสบการณ์การทำงานจริง (33.56%) และทักษะเฉพาะสำหรับอาชีพในฝัน (31.21%)
“แม้มหาวิทยาลัยจะยังจำเป็นในแง่ของความรู้เชิงลึก สังคม และใบประกอบวิชาชีพ แต่เยาวชนชี้ว่าสถาบันการศึกษายังขาดการสอนทักษะการเงินส่วนบุคคล (Financial Literacy) และประสบการณ์การทำงานจริง” รศ.ดร.ปิยะลักษณ์ กล่าว
เปิดแนวโน้มตลาดแรงงาน
รศ.ดร.ปิยะลักษณ์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาในฝั่งสถานการณ์ตลาดแรงงานจากการสำรวจผู้ประกอบการจำนวน 100 ราย และสถิติแรงงานพบว่า แม้อัตราการว่างงานใน 3 จังหวัดจะอยู่ในระดับต่ำ (ต่ำกว่า 2.1%) และจังหวัดเชียงใหม่จะมีตำแหน่งงานว่างเปิดรับจำนวนมาก แต่กลับมีผู้ลงทะเบียนสมัครงานและได้รับการบรรจุงานจริงในสัดส่วนที่ต่ำมาก ขณะที่ผลสำรวจแนวโน้มการจ้างงานจากฝั่งนายจ้างพบว่า ภาคการค้าส่ง/ค้าปลีก (สุทธิ -49.0%) และภาคอสังหาริมทรัพย์ (สุทธิ -41.7%) มีแนวโน้มปรับลดการจ้างงานอย่างชัดเจน มีเพียงภาคอุตสาหกรรมการผลิต (ส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดลำพูน) ที่ยังคงทรงตัว (+6.2%) และไม่มีนายจ้างรายใดรายงานว่าจะเพิ่มการจ้างงานเกิน 10%
Gen ใหม่เน้น Work-Life Balance
ขณะเดียวกัน ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ศูนย์เศรษฐกิจล้านนาและการพัฒนาภูมิภาค คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เปิดเวทีแลกเปลี่ยนร่วมกับผู้ประกอบการภาคเอกชนในพื้นที่ ในประเด็นตลาดแรงงานในอนาคต โดยภาคเอกชนย้ำว่าแรงงานยุคนี้ต้องได้ถึง 3 ภาษา (ไทย จีน อังกฤษ) ควบคู่กับทักษะการปรับตัวและดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจของเยาวชนที่มองว่าทักษะภาษาต่างประเทศมาเป็นอันดับหนึ่ง และมีความสำคัญที่สุดในอีก 5 ปีข้างหน้า
นอกจากนี้ ยังพบปัญหาตำแหน่งงานว่างแต่ไร้คนทำ จากภาวะทักษะไม่ตรงสเปก และการเปลี่ยนงานสูง โดยภาคเอกชนสะท้อนมุมมองตรงกันว่า อีกหนึ่งทักษะที่สำคัญที่สุดในโลกการทำงานจริงคือ การสื่อสารและการเจรจาต่อรอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดแรงงานกำลังต้องการอย่างมาก เพื่อช่วยขับเคลื่อนการทำงานและประสานประโยชน์ในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ยังพบว่าค่านิยมการทำงานของเด็ก Gen ใหม่ ไม่ได้ปฏิเสธงานหนัก แต่ปฏิเสธวัฒนธรรมโหมงานจนเสียสุขภาพโดยให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพชีวิต (Work-Life Balance) สุขภาพ และไลฟ์สไตล์
มช. ดันวิชา AI – การเงิน – สหกิจศึกษา สู้ตลาดแรงงาน
รศ.ดร.ปิยะลักษณ์ กล่าวอีกว่า ผลการสำรวจครั้งนี้ส่งผลให้สถาบันการศึกษาอย่าง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต้องเร่งปรับตัวเพิ่มวิชา AI การเงินส่วนบุคคล พลเมืองโลก และระบบสหกิจศึกษาเพื่อดึงการทำงานจริงเข้ามาอยู่ในหลักสูตรมากขึ้น รวมถึงระบบการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง (Co-operative Education) เพื่อสอดรับกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่
โพลนี้ถือเป็นเครื่องมือชี้ให้เห็นว่า หากมหาวิทยาลัยและภาครัฐในพื้นที่ไม่รีบปรับตัวเพื่อเชื่อมสะพานระหว่าง “เด็ก-มหาวิทยาลัย-ภาคธุรกิจ” เศรษฐกิจท้องถิ่นจะยิ่งเจอปัญหาแรงงานโตไม่ทันโลก และเสียโอกาสในการเติบโตในระยะยาว