Blue Zone – Functional Food ศาสตร์ชะลอวัย ลดเสี่ยงโรคเรื้อรัง สร้างชีวิตยืนยาว
DPU เปิดเวที SMART ครั้งที่ 8 ปลุกศักยภาพการดูแลสุขภาพ ชู Blue Zone ผสาน Functional Food ลดเสี่ยงโรคเรื้อรัง สร้างชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) โดยวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ (CIMw) ผนึกความร่วมมือกับ 7 วิทยาลัยและคณะด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ภายใต้เครือข่าย Health Science Ecosystem ได้แก่ วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ คณะเทคนิคการแพทย์ คณะกายภาพบำบัด วิทยาลัยทัศนมาตรศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์การกีฬาสุขภาพ คณะการแพทย์แผนตะวันออกบูรณาการ และคณะวิทยาศาสตร์ จัดการประชุมวิชาการระดับชาติ SMART ครั้งที่ 8 “The Eighth Synergistic Meeting of the 2026 National Conference on Anti-Aging, Alternative Medicine, Aesthetic Medicine, and Wellness of Thailand” ระหว่างวันที่ 21–22 กรกฎาคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
การประชุมจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Integrative Medicine: Bridging Anti-Aging, Longevity, Wellness, and Aesthetic Science into Modern Clinical Practice” มุ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย การมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ เวลเนส วิทยาศาสตร์ความงาม และการแพทย์บูรณาการ เข้ากับการประยุกต์ใช้ในเวชปฏิบัติสมัยใหม่ พร้อมเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างนักวิชาการ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการด้านสุขภาพ
สำหรับการประชุมช่วงเช้าวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์ อาคาร 6 ชั้น 7 ภายใต้กลุ่มหัวข้อ “Nutrition, Lifestyle, Alternative” ได้ถ่ายทอดแนวคิดการดูแลสุขภาพยุคใหม่อย่างรอบด้าน ตั้งแต่การปรับวิถีชีวิตเพื่อสร้างสุขภาพที่ดีจากภายใน การพัฒนาอาหารฟังก์ชันและโปรตีนทางเลือก ไปจนถึงการต่อยอดองค์ความรู้ด้านโภชนาการสู่นวัตกรรมและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในอนาคต
เวทีเริ่มต้นด้วยการบรรยายหัวข้อ “Blue Zone Wellness” โดย ผศ.ดร.นพ.พัฒนา เต็งอำนวย ที่ปรึกษาคณบดีฝ่ายวิทยาการชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ วิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งชวนผู้เข้าร่วมทำความเข้าใจแนวคิด “บลูโซน” อย่างถูกต้อง โดยอธิบายว่า แนวคิดดังกล่าวเกิดจากการศึกษาพื้นที่ 5 แห่งทั่วโลกที่พบว่าประชากรมีอายุยืนและมีสุขภาพดี อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเดินทางไปอาศัยในพื้นที่เหล่านั้น แต่อยู่ที่การเรียนรู้วิถีชีวิตของผู้คนและนำหลักการมาปรับใช้กับชีวิตประจำวัน
หลักการสำคัญของบลูโซนครอบคลุมการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเน้นอาหารจากธรรมชาติและพืชเป็นหลัก การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ การพักผ่อนอย่างเพียงพอ การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวและสังคม การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน รวมถึงการมีเป้าหมายในการดำเนินชีวิต ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนถึงการใช้ชีวิตอย่างสมดุล มากกว่าความเชื่อว่าพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งมีพลังพิเศษที่ทำให้ผู้คนมีอายุยืน
“บ้าน ชุมชน หรือสถานที่ที่เราอาศัยอยู่สามารถพัฒนาให้เป็นบลูโซนได้ หากเราเข้าใจหลักการและร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ ไม่จำเป็นต้องย้ายไปอยู่ในพื้นที่บลูโซนที่มีชื่อเสียง เพราะหากยังคงดำเนินชีวิตในรูปแบบเดิม การเปลี่ยนสถานที่ก็ไม่อาจทำให้สุขภาพดีหรือมีอายุยืนขึ้นได้” ผศ.ดร.นพ.พัฒนา กล่าว

ผศ.ดร.นพ.พัฒนา กล่าวต่อว่า แม้พื้นที่บลูโซนทั้ง 5 แห่งที่ได้รับการกล่าวถึงในระดับโลกจะไม่มีประเทศไทยรวมอยู่ด้วย แต่ทุกชุมชนสามารถสร้างคุณลักษณะของบลูโซนขึ้นได้ เพราะความเป็นบลูโซนไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อเรียกหรือที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ หากเกิดจากวิถีชีวิตของผู้คนและสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน เมื่อพื้นที่บลูโซนได้รับความสนใจและกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว วิถีชีวิตดั้งเดิมอาจเปลี่ยนแปลงจากการเข้ามาของธุรกิจ อาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป และอาหารที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ จนอาจทำให้พื้นที่เหล่านั้นสูญเสียคุณลักษณะเดิม ดังนั้น แนวคิดบลูโซนจึงควรถูกมองในฐานะปรัชญาการดำเนินชีวิตที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทุกแห่ง
อีกประเด็นสำคัญคือการทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง “Longevity” “Lifespan” และ “Healthspan” โดยการมีอายุยืนเพียงอย่างเดียวอาจไม่มีความหมาย หากช่วงท้ายของชีวิตต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยหรือโรคเรื้อรัง สิ่งที่ควรให้ความสำคัญจึงไม่ใช่เพียงจำนวนปีที่มีชีวิตอยู่ แต่คือช่วงเวลาที่ร่างกายยังแข็งแรง สามารถช่วยเหลือตนเอง และใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ
“Longevity คือการเพิ่มเวลาให้กับชีวิต ส่วน Wellness คือการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าในเวลาที่เรายังมีอยู่ เราไม่ได้ต้องการเพียงมีอายุยืน แต่ต้องการมีอายุยืนอย่างมีสุขภาพดี สังคมและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพจึงมีความสำคัญอย่างมาก” ผศ.ดร.นพ.พัฒนา กล่าว
นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงแนวคิด “Self-Mastery” หรือการรู้จักและดูแลตนเอง โดยมองว่าผู้คนไม่ควรฝากความรับผิดชอบด้านสุขภาพไว้กับแพทย์เพียงฝ่ายเดียว แต่ควรเริ่มต้นจากการเข้าใจร่างกาย ปรับพฤติกรรม และตระหนักว่าตนเองมีบทบาทสำคัญที่สุดในการดูแลสุขภาพ ตามหลัก “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน”
ผู้เข้าร่วมจึงสามารถนำแนวคิดบลูโซนไปประยุกต์ใช้ได้ทันที ทั้งการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกาย พักผ่อนให้เพียงพอ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คนรอบข้าง และกำหนดเป้าหมายในการใช้ชีวิต เพื่อเพิ่มทั้งระยะเวลาของการมีชีวิตและช่วงเวลาที่มีสุขภาพดีอย่างแท้จริง
จากแนวคิดการปรับวิถีชีวิตสู่สุขภาวะที่ดี เวทีได้ต่อยอดไปยังหัวข้อ “Next-generation Functional Foods for Health and Wellness” โดย ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ ผู้อำนวยการหลักสูตรบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาโภชนศาสตร์บูรณาการในเชิงสมุทัยเวชศาสตร์ วิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งนำเสนอทิศทางของอาหารฟังก์ชันและอาหารแห่งอนาคตที่ให้ประโยชน์มากกว่าความอิ่มหรือการให้พลังงาน พร้อมชี้ให้เห็นศักยภาพของนวัตกรรมอาหารในการส่งเสริมสุขภาพ ลดปัจจัยเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจในอนาคต
พร้อมเปิดเผยว่า ปัจจุบัน “อาหารฟังก์ชัน” หรือ Functional Food กำลังมีบทบาทสำคัญต่อการดูแลสุขภาพและการพัฒนาอาหารแห่งอนาคต เนื่องจากเป็นอาหารที่ให้คุณประโยชน์มากกว่าโภชนาการพื้นฐาน ไม่ได้มีหน้าที่เพียงสร้างความอิ่มหรือให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่ยังมีส่วนช่วยส่งเสริมสุขภาพและลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคมะเร็ง
ตัวอย่างใกล้ตัวคือข้าว ซึ่งโดยทั่วไปเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงาน แต่ข้าวบางชนิดมีสารสำคัญที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพเพิ่มเติม เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รีที่มีสารสีม่วงแดงตามธรรมชาติและสารพฤกษเคมีหลายชนิด ซึ่งอาจมีส่วนช่วยชะลอความเสื่อมของสมอง ดวงตา และหัวใจ ตลอดจนสนับสนุนสุขภาพผิวพรรณ จึงถือเป็นตัวอย่างของอาหารที่มีคุณค่ามากกว่าการให้พลังงานเพียงอย่างเดียว
การบรรยายหัวข้อ “Next Generation Functional Food for Health and Well-being” จึงมุ่งนำเสนอความก้าวหน้าของอาหารฟังก์ชันและนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต ที่จะเข้ามาตอบโจทย์พฤติกรรมการบริโภคของผู้คน โดยเฉพาะคนไทยที่นิยมอาหารรสหวาน มัน และเค็ม พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า จะพัฒนาอาหารอย่างไรให้ผู้บริโภคยังคงได้รับความอร่อย แต่ลดผลกระทบต่อสุขภาพลงได้
ปัจจุบันมีการพัฒนาส่วนประกอบอาหารชนิดใหม่ รวมถึง Novel Food และ Functional Ingredients เพื่อใช้ทดแทนหรือปรับปรุงผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น ส่วนประกอบที่ให้ความหวาน แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือดมากเกินไป และไม่รบกวนสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาอาหารที่ตอบสนองทั้งด้านรสชาติและการดูแลสุขภาพ

ผศ.ดร.เอกราช กล่าวถึงผลงานวิจัยการพัฒนา “Functional Oil” หรือน้ำมันฟังก์ชันสำหรับใช้ประกอบอาหารทอด ภายใต้แนวคิด “อร่อยเต็มที่ แคลอรีลดลง” โดยน้ำมันดังกล่าวช่วยลดปริมาณน้ำมันที่ซึมเข้าไปในอาหารทอด เช่น กล้วยทอด ปาท่องโก๋ และอาหารทอดชนิดต่าง ๆ ได้ประมาณร้อยละ 30 ขณะเดียวกันยังช่วยลดการเกิดอนุมูลอิสระในอาหาร โดยผลงานได้ผ่านการศึกษาวิจัย จดอนุสิทธิบัตร และต่อยอดสู่การศึกษาในมนุษย์เพื่อประเมินประสิทธิภาพในการใช้งานจริง
อีกหนึ่งแนวโน้มที่น่าสนใจคือการพัฒนาโปรตีนทางเลือกจากแหล่งอาหารใหม่ เช่น “ไข่ผำ” ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูงและมีวิตามินบี 12 แตกต่างจากโปรตีนจากพืชหลายชนิดที่มักมีวิตามินชนิดนี้ในปริมาณน้อย นอกจากนี้ ไข่ผำยังมีสารอาหารอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์และมีศักยภาพในการนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ
ในต่างประเทศยังมีการศึกษาการสกัดโปรตีนจากดอกดาวเรือง ซึ่งพบว่ามีคุณสมบัติทางโภชนาการใกล้เคียงกับควินัว และมีกรดอะมิโนบางชนิดที่ให้รสชาติอูมามิ จึงอาจนำไปพัฒนาเป็นส่วนประกอบอาหารชนิดใหม่ได้ในอนาคต ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีชีวภาพยังสามารถนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาใช้ร่วมกับจุลินทรีย์เพื่อผลิตโปรตีนทางเลือก หรือที่อธิบายให้เข้าใจง่ายว่าเป็นการ “สร้างโปรตีนจากอากาศ” ซึ่งถือเป็นแนวคิดใหม่ที่อาจช่วยตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหารและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับ “โพสต์ไบโอติก” ซึ่งเป็นสารหรือองค์ประกอบที่เกิดจากจุลินทรีย์และอาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยนวัตกรรมเหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทต่อการพัฒนาอาหารฟังก์ชันที่ตอบโจทย์สุขภาพ เวลเนส และการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ หรือ Longevity
ผศ.ดร.เอกราช กล่าวว่า ผู้เข้าร่วมรับฟังการบรรยายจะได้รับความรู้ที่ทันสมัยเกี่ยวกับนวัตกรรมอาหารและสารอาหารชนิดใหม่ ซึ่งบางเรื่องยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการศึกษาและพัฒนา แต่สามารถนำไปต่อยอดในการดูแลสุขภาพของตนเอง คนในครอบครัว และผู้ใกล้ชิด รวมถึงประยุกต์ใช้ในสายงานวิชาชีพและการประกอบธุรกิจด้านอาหารและสุขภาพได้
“นักศึกษาของ DPU จำนวนมากมีความสนใจด้านธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ ความรู้เกี่ยวกับอาหารฟังก์ชันจึงไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะต่อการดูแลสุขภาพ แต่ยังสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และธุรกิจอาหารแห่งอนาคตที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ด้วย” ผศ.ดร.เอกราช กล่าว
สำหรับอาหารที่มีส่วนช่วยดูแลเซลล์ของร่างกาย ผศ.ดร.เอกราช อธิบายว่า มีสารพฤกษเคมีที่ได้รับความสนใจ ได้แก่ “เควอซิทิน” และ “ฟิเซทิน” ซึ่งมีการศึกษาถึงคุณสมบัติในการช่วยจัดการกับเซลล์ชราภาพ หรือ Senescent Cells ที่เสื่อมสภาพแล้วแต่ยังไม่ถูกกำจัดออกจากร่างกาย และอาจปล่อยสารที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังต่าง ๆ
เควอซิทินพบได้ในหัวหอมแดง หอมหัวใหญ่ และแอปเปิล ส่วนฟิเซทินพบได้มากในสตรอว์เบอร์รีและผลไม้บางชนิด การรับประทานอาหารจากธรรมชาติให้หลากหลายและหมุนเวียนกันไปในแต่ละวัน จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้ร่างกายได้รับสารสำคัญหลายชนิดและสนับสนุนการรักษาสุขภาพของเซลล์
อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเลือกรับประทานอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งในปริมาณมาก แต่คือการเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ หลากหลาย และสมดุล ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อให้เทคโนโลยีอาหารและองค์ความรู้ด้านโภชนาการสามารถเข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและส่งเสริมการมีสุขภาพดีในระยะยาว