Skip to content

บาท Sideways นักลงทุนจับตา ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐ

19 พ.ย. 2568 | 17:02น.
บาท Sideways นักลงทุนจับตา ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐ

เงินบาท Sideways นักลงทุนจับตา ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐ ประจำเดือน ก.ย. เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มนโยบายการเงินของเฟด

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเข้าวันนี้ (19/11) ที่ระดับ 32.41/42 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินบาททรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (18/11) ที่ระดับ 32.42/43 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์ก ซึ่งลดลง 0.04% แตะที่ 99.551 ในส่วนข้อมูลแรงงานที่มีการเปิดเผยล่าสุด กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก เพิ่มขึ้น 13,000 ราย สู่ระดับ 232,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 223,000 ราย ส่วนจำนวนชาวอเมริกันที่ยังคงขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่อง เพิ่มขึ้น 10,000 ราย สู่ระดับ 1.957 ล้านราย

ทางด้านออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) รายงานว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐลดลงเฉลี่ย 2,500 ตำแหน่งต่อสัปดาห์ในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่นักลงทุนจับตารายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือน ก.ย. เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มนโยบายการเงินของเฟด รวมถึงติดตามการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าของรัฐบาลสหรัฐ โดยศาลสูงสุด

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ วันนี้ (19/11) สถานการณ์ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชาที่ลากยาวหลายเดือนกำลังยกระดับจากความขัดแย้งทั่วไปสู่ “วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์เชิงโครงสร้าง” ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน ทั้งด้านการค้า การลงทุน และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

โดยการค้าชายแดนและผ่านแดนที่มีมูลค่าเฉลี่ยปีละ 180,000-220,000 ล้านบาท เริ่มชะลอตัวจากมาตรการควบคุมพื้นที่ การเดินทางแรงงานข้ามแดนที่ลดลง และความล่าช้าในระบบโลจิสติกส์ที่เพิ่มต้นทุนให้ผู้ประกอบการ โดยแรงกดดันเพิ่มขึ้นเมื่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ประกาศระงับการเจรจาการค้ากับไทยชั่วคราว หลังจากเพิ่งบรรลุข้อตกลงภาษี Reciprocal Tariffs ที่ระดับ 19% ซึ่งเป็นดีลสำคัญต่อการยกระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนสหรัฐ

การระงับดังกล่าวสะท้อนความกังวลของวอชิงตันต่อเสถียรภาพภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงไทย-กัมพูชา ขณะเดียวกัน โครงการลงทุนของไทยในกัมพูชา มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท โดยเฉพาะในภาคพลังงาน ก่อสร้าง และนิคมอุตสาหกรรม กำลังเผชิญความไม่แน่นอนด้านนโยบาย

ส่วนอุตสาหกรรมที่ใช้สองประเทศเป็นฐานผลิต เช่น อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ และอาหารแปรรูป เริ่มได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงักของวัตถุดิบ ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและเสี่ยงต่อการส่งออกไปตลาดยุโรปและสหรัฐ สัญญาณเหล่านี้ชี้ว่าไทยกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.38-32.44 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 32.43/44 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (19/11) ที่ระดับ 1.1589/90 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ทรงตัวจากระดับปิดตลาดระดับ 1.1586/87 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ได้เปิดเผยรายงานคาดการณ์เศรษฐกิจประจำฤดูใบไม้ร่วงปี 2568

โดยระบุว่า เศรษฐกิจของสหภาพยุโรป (EU) ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการส่งออกที่เร่งตัวขึ้นเพื่อรับมือกับการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐ และคาดว่าเศรษฐกิจจะยังคงขยายตัวในอัตราปานกลางต่อไปตามช่วงเวลาที่คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1571-1.1592 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1590/92 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเข้าวันนี้ (19/11) ที่ระดับ 155.44/45 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (18/11) ที่ระดับ 155.24/25 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคาอิจิ ประชุมร่วมกับผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) คาซุโอะ อุเอดะ ในวันนี้ ซึ่งถือเป็นการพบกันแบบตัวต่อตัวครั้งแรก

ในการหารือครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่เงินเยนยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก โดยเพิ่งทำสถิติอ่อนค่าที่สุดในประวัติศาสตร์เมื่อเทียบกับเงินยูโร และอ่อนค่าสุดในรอบ 9 เดือนเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลจากที่ตลาดคาดการณ์ว่า BOJ อาจไม่รีบขึ้นดอกเบี้ยภายใต้รัฐบาลทาคาอิจิ ซึ่งสนับสนุนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

สกุลเงินเยนอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือน สู่กรอบล่าง 155 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ และเคลื่อนไหวใกล้ 180 เยนต่อยูโร หลังจากลงไปแตะระดับดังกล่าว ซึ่งถือเป็นระดับที่อ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการใช้สกุลเงินยูโรเมื่อปี 2542 ทั้งนี้ ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 155.32-155.64 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 155.60/61 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ได้แก่ สต๊อกน้ำมันรายสัปดาห์จากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) (19/11), ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้างเดือน ก.ย.และ ต.ค. (19/11), ดัชนีการผลิตเดือน พ.ย. จากเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย (20/11), ยอดขายบ้านมือสองเดือน ต.ค. (20/11),

การจ้างงานนอกภาคการเกษตรเดือน ก.ย. (20/11), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (20/11), ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือน ก.ย.และ ต.ค.จาก Conference Board (20/11), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือน พ.ย. (21/11), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นต้นเดือน พ.ย. (21/11), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นสุดท้าย
เดือน พ.ย.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (21/11)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -7.0/-6.7 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือน ต่างประเทศอยู่ที่ -4.2/-3.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ