เอกชนผวาเจรจาภาษีทรัมป์ยืดเยื้อ-ความไม่แน่นอนสูง รัฐบาลอลหม่านหลังผู้แทนการค้าสหรัฐ ส่งหนังสือระงับเจรจากับไทยชั่วคราว นายกฯดิ้นหาช่องเปิดเจรจาต่อ รมว.ต่างประเทศ-พาณิชย์ ประสานเสียงย้ำจุดยืนแยกเจรจาประเด็นการค้ากับความมั่นคง พร้อมยืนยันเดดไลน์สรุปความตกลงการค้าจบภายในสิ้นปี 2568 “เอกนิติ” ชี้เอกสาร USTR ส่งมาก่อนที่ผู้นำไทย-สหรัฐหารือ รอลุ้นท่าทีใหม่ USTR เพื่อเปิดโต๊ะเจรจารอบใหม่ ขณะที่ตัวเลขส่งออกไทย 9 เดือน พบสัดส่วนตลาดสหรัฐเพิ่มจาก 18% เป็น 20%
USTR ระงับเจรจาไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวเมื่อ 15 พ.ย. ถึงประเด็นการเจรจาภาษีกับสหรัฐว่า เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ไทยได้รับแจ้งจากรองผู้แทนการค้าของสหรัฐ (USTR) ว่า ฝ่ายสหรัฐขอระงับ (Suspend) การเจรจากรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐ (Agreement on Reciprocal Trade Framework) เป็นการชั่วคราว และจะสามารถกลับมาเจรจาความตกลงดังกล่าวได้อีกครั้ง เมื่อฝ่ายไทยให้คำมั่นว่า (Reaffirms) ปฏิบัติตามปฏิญญาสันติภาพ โดยสหรัฐหวังว่าจะสามารถหาทางออกในเรื่องนี้ได้โดยเร็ว
ทั้งนี้ไทยมีความผิดหวังในท่าทีจากผู้แทนการค้าสหรัฐ เนื่องจากไทยได้ยืนยันมาโดยตลอดว่า ประเด็นความมั่นคงและความปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นประเด็นทวิภาคีระหว่างไทยกับกัมพูชา ต้องพิจารณาแยกออกจากประเด็นการค้า
นายนิกรเดชระบุว่า หลังจากที่ไทยชี้แจงจุดยืนไปยังสหรัฐว่า ไทยมีความตั้งใจในการแยกแยะเรื่องชายแดนออกจากการเจรจาการค้ากับสหรัฐ โดยไทยขอให้สหรัฐแยก 2 เรื่องนี้ออกจากกัน และไทยมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าเจรจาการค้าเสรีกับสหรัฐ พร้อมทั้งพยายามใช้กลไกทวิภาคีหารือกับกัมพูชา โดยประธานาธิบดีสหรัฐแสดงความเข้าใจ หลังจากที่นายกรัฐมนตรีแจ้งเรื่องนี้ให้ทราบ รวมถึงรับปากที่จะไปพูดคุยกับผู้แทนการค้าสหรัฐ ส่วนการดำเนินการต่อจากนี้ กระทรวงด้านเศรษฐกิจของไทยจะดำเนินการเจรจาภาษีกับสหรัฐต่อไป
การเมืองแยกจากการค้า
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล (18 พ.ย.) ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย คุยกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อ 15 พฤศจิกายน ก็ไม่มีการพูดคุยเรื่องภาษีต่างตอบแทน ฝ่ายไทยถือว่าเรื่องความมั่นคงมีความสำคัญ และเรื่องการค้าควรจะแยกออกจากกัน ไม่ควรจะนำมาเชื่อมโยงกัน ฉะนั้นไทยก็จะเดินหน้าในการเจรจา ควบคู่กับเดินหน้าแก้ปัญหาที่มีอยู่กับกัมพูชา
ผู้สื่อข่าวถามว่า สรุปแล้วไทยไม่จำเป็นต้องรอหนังสืออย่างเป็นทางการจากสหรัฐ โดยสามารถยึดตามคำพูดของผู้นำทั้ง 2 ประเทศได้เลยใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า อันนี้น่าจะสำคัญที่สุด เรายังเดินหน้าของเราอยู่ เพราะสำหรับเรา เรื่องการเจรจาการค้ากับถ้อยแถลงผลการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทย และนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย หรือ Joint Declaration คนละส่วนกัน
เอกนิติลุ้นท่าทีใหม่ USTR
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐ กล่าวว่า การเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกายังคงดำเนินไปตามกรอบเดิม โดยยืนยันว่า เรื่องการเมืองจะแยกออกจากเรื่องการค้าอย่างชัดเจน
การพูดคุยของผู้นำทั้ง 2 ประเทศเมื่อ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ถือเป็นข้อมูลล่าสุดที่สุด และเป็นสัญญาณเชิงบวกว่าฝ่ายสหรัฐจะไม่เชื่อมโยงการเมืองกับการเจรจาการค้า โดยคาดว่าประเด็นการเจรจาทางภาษีจะมีความชัดเจนเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปีนี้
นายเอกนิติกล่าวว่า สำหรับเอกสารจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ที่ส่งมาก่อนหน้านั้น น่าจะจัดทำขึ้นก่อนที่ผู้นำทั้ง 2 ฝ่ายจะมีการหารือ ดังนั้น ฝ่ายไทยจึงรอให้ท่าทีจากประธานาธิบดีสหรัฐ ถูกส่งต่ออย่างเป็นทางการมายัง USTR
“เรารอให้ข้อมูลจากผู้นำส่งไปยัง USTR แต่ในฝั่งของไทย เราเดินตามกรอบเดิมทุกอย่าง ไม่หยุด ไม่ชะลอ ขณะที่สหรัฐเองก็น่าจะต้องกลับไปหารือภายในก่อนส่งสัญญาณตอบกลับอย่างเป็นทางการ” นายเอกนิติกล่าว
หวังสหรัฐคงเดดไลน์เดิม
เช่นเดียวกับ น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ แถลงความคืบหน้าการเจรจาความตกลงการค้าตอบแทนกับสหรัฐอเมริกาว่า รัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงพาณิชย์ติดต่อหารือกับฝ่ายสหรัฐมาโดยตลอด และจากข้อมูลที่ได้รับจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ เชื่อว่าสหรัฐน่าจะยังคงเดดไลน์เดิมที่ตั้งเป้าหมายให้การเจรจารายละเอียดความตกลงการค้าตอบแทนแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2568 นี้
ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้เน้นย้ำกับ USTR มาโดยตลอด โดยเฉพาะในการพบปะระหว่างนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กับผู้แทนการค้าสหรัฐ ในการประชุมเอเปคว่า การค้ากับความมั่นคง ต้องแยกกันอย่างชัดเจน
ตอบกลับ USTR รอวันเจรจา
น.ส.โชติมากล่าวว่า ขณะนี้ไทยยึดมั่นในสิ่งที่ผู้นำทั้ง 2 ฝ่ายหารือกัน และจะยืนยันกลับไปยัง USTR ว่าไทยจะยังคงเดินหน้าพร้อมเจรจากับ USTR ขณะนี้อยู่ในช่วงหารือรายละเอียดความตกลงการค้าตอบแทน ซึ่งต้องอาศัยการทำงานภายในประเทศทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายไทยมีคณะทำงานประชุมหารือมาโดยตลอด รอการกำหนดวันเจรจาอย่างเป็นทางการต่อไป โดยจะต้องสื่อสารกับสหรัฐว่าฝ่ายไทยพร้อมตอบสนองตามที่พูดคุยกันมา ยืนยันว่าระหว่างนี้ไม่ได้หยุดการทำงานแต่อย่างใด
รัฐบาลเชื่อดีลจบปีนี้
ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมแผนรองรับ ถ้ามีการประกาศยุบสภา ก่อนผลการเจรจาการค้าภาษีสหรัฐ จบในช่วงปลายปี’68 ว่า ยังไม่มีแผนรองรับ เพราะรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ก็ยังเชื่อมั่นว่าการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐ จะจบทันภายในปลายปีนี้
“ไม่มีแผน 2 เพราะแผน 1 คือต้องทำให้เสร็จภายในปลายปีนี้ ถ้าจะมีแผน 2 ก็คือต้องทำแผน 1 ให้เสร็จ”
นายสิริพงศ์ย้ำว่า ขณะนี้ระดับเจ้าหน้าที่ก็ยังมีการเจรจาพูดคุยกันอยู่ ฉะนั้นคิดว่าไม่ควรต้องทำให้ตื่นตระหนก นี่เป็นสาเหตุที่เชิญกระทรวงพาณิชย์มาร่วมชี้แจง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน
“ศุภจี” ทุกฝ่ายประสานใกล้ชิด
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังนำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์เข้าหารือกับผู้บริหารภาคเอกชนไทยรายใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจในสหรัฐอเมริกา โดยกล่าวว่า รัฐบาลไทยพร้อมขับเคลื่อนให้การเจรจาการค้ากับสหรัฐสำเร็จตามกรอบเวลา โดยรัฐบาลให้ความสำคัญทั้งการรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของไทย
ขณะนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังเดินหน้าประสานงานอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเร่งรัดสรุปผลการเจรจา เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายพร้อมเริ่มกระบวนการอย่างเป็นทางการ รวมถึงการนำข้อเสนอของภาคเอกชนไปใช้ประกอบนโยบาย เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจไทยให้เข้มแข็งในตลาดสหรัฐ
พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการป้องกันปัญหาการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า และการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้ Local Content มากขึ้น ไทยต้องผสานนวัตกรรมและยกระดับอุตสาหกรรมอาหาร ใช้ข้อได้เปรียบด้านการเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรสู่การเป็น “Food Security Hub” ขายความมั่นคงทางอาหาร ไม่ใช่เพียงขายวัตถุดิบ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลกอย่างยั่งยืน
KKP ห่วงภาษีเด้งกลับไป 36%
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า ถ้าแค่หยุดเจรจา ไม่น่ากลัว สิ่งที่กลัวคือ ไทยจะถูกสหรัฐเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นกลับไปที่ 36% เพราะตราบใดที่ยังไม่มีการลงนามข้อตกลงร่วมกัน ก็ยังสามารถเปลี่ยนใจได้ตลอด
“ความเสี่ยงของไทยตอนนี้คือ ทรัมป์อาจจะไม่ลงนาม และอาจจะกลับไปเก็บภาษีที่ 36% ซึ่งมันเกิดขึ้นได้ตลอด เราก็จะเหนื่อย เพราะจะกระทบกับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอย่างมาก”
โดยสิ่งที่ต้องพิจารณาคือ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศว่า ภาษีจะเป็นเครื่องมือในการหยุดสงคราม ดังนั้น ไม่แน่ใจว่า จะไปตีความว่าแยกกันได้หรือไม่ แต่หากสามารถตกลงกันระดับผู้นำได้ ก็เป็นเรื่องที่ดี เพียงแต่ขณะนี้ยังไม่เป็นข้อสรุปที่เป็น Official ออกมาจากฝั่งสหรัฐอย่างชัดเจน หลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ คุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย
“ผมว่าตอนนี้เรากำลังเล่นอยู่ในเกมของเขา แล้วก็ไม่รู้ว่าเขาจะยอมเราถึงแค่ไหน เพราะทรัมป์พูดเลยว่า มี Tariff ที่เอาไปใช้บังคับสิ่งเหล่านี้ได้ แล้วเราจะไปบอกว่า ทรัมป์แยกการค้าออกจากความมั่นคงได้อย่างไร”
ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า ตอนนี้ไทยดูไม่มีทางเลือก ยังไงก็ต้องไปทำตามข้อตกลงสันติภาพ แล้วหากทางกัมพูชามีการละเมิดข้อตกลง ไทยก็ต้องใช้วิธีการไปฟ้อง ไม่ใช่ประกาศยกเลิกสัญญา
TDRI ประคองเจรจาต่อ
ขณะที่ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า ไทยมีจุดเด่นในการเป็นศูนย์กลางในภูมิภาค ที่บริษัทต่างชาติเลือกมาลงทุน ฉะนั้นโจทย์ของประเทศไทยคือ จะต้องรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และต้องไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งมากระทบกับการค้า การตัดสินใจมาลงทุนของต่างชาติ
สำหรับกรณีที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ประกาศระงับการเจรจาภาษีระหว่างไทย-สหรัฐว่า หากสหรัฐอเมริกายกเลิกการเจรจา ไทยอาจเสียประโยชน์ทางการค้า เนื่องจากปัจจุบันสหรัฐเปิดช่องให้ไทยเจรจาลดภาษีในหลายรายการ
“สหรัฐเรียกร้องให้ไทยเปิดเสรีการค้าเรียบร้อยแล้ว และกำหนดอัตราภาษีสินค้าจากไทยที่ 19% แต่มีหลายรายการที่ผู้ประกอบการในสหรัฐไม่ได้ผลิต หากนำเข้าจากไทยจะไม่กระทบตลาด และสามารถเจรจาลดภาษีเหลือศูนย์เปอร์เซ็นต์ได้ แต่การลดภาษีจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อสหรัฐพร้อมเจรจากับไทย จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ภาคธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐต้องร่วมมือกันประคับประคองการเจรจาไม่ให้หยุดชะงัก เพื่อปกป้องประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ”
เอกชนลุ้นภาษีกลับโต๊ะเจรจา
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงผลสืบเนื่องจากการที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ส่งเอกสารระงับเจรจาการค้ากับไทยว่า อาจมีประเด็นความคลาดเคลื่อนด้านเวลาและขั้นตอน แต่โดยรวมสหรัฐยังมีเจตนารมณ์เดินหน้าการเจรจาการค้ากับไทย ภาคเอกชนจึงหวังว่าการเจรจาจะกลับสู่กระบวนการปกติโดยเร็ว อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนจากประเด็นการเมืองระหว่างประเทศและท่าทีของ USTR จะทำให้บรรยากาศการค้าไทย-สหรัฐเปราะบางขึ้น
“ทั้งนี้เราจะตีความว่าการเจรจายกเลิกไม่ได้ เพราะท่านนายกฯยังยืนยันว่าทรัมป์แยกเรื่องความขัดแย้งไทย-กัมพูชากับการค้าออกจากกัน เราต้องรอดูว่าวันเจรจาจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่ ณ วันนี้ยังไม่มีการยกเลิก”
นอกจากนี้ ต้องเข้าใจว่ามันจะกระทบแค่การค้ากับสหรัฐเท่านั้น ซึ่งไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐเพียง 18% ซึ่งไม่ได้กระทบตลาดอื่น และแนวทางของผู้ส่งออกของไทยคือ การหาตลาดใหม่มาทดแทนตลาดสหรัฐอยู่แล้ว ดังนั้น หากการค้ากับสหรัฐต้องชะลอ ไทยเองก็มีแผนรับมือมาก่อนนี้แล้ว
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนยังไม่อยากประเมินกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ยึดตามคำของนายกรัฐมนตรีว่าการเจรจากับสหรัฐยังคงจะเกิดขึ้น เพราะการประเมินสิ่งที่ยังไม่เกิดจะส่งผลกระทบและทำให้ผลการเจรจาอาจบานปลาย ในมุมของผู้ส่งออกขอเพียงภาษีอยู่ที่ 19% ก็พอแล้ว หากพลิกกลับไปที่ 36% ไทยจะหนักแน่
กังวลความไม่แน่นอนสูง
ขณะที่นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา นายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย และประธานกรรมการ บริษัท มหาบูรพาผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การเจรจายังอยู่ในช่วงที่มีความไม่แน่นอนสูง เดิมหวังว่าจะสรุปรายละเอียดได้ภายในเดือนธันวาคม 2568 แต่เมื่อสหรัฐขอชะลอ ทำให้ต้องรอท่าทีอีกระยะ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยยังคงทำงานเชิงรุก พยายามประสานและผลักดันให้การเจรจากลับ
ทั้งนี้ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทยและความมั่นคงทางการค้าในระยะยาว ส่วนเรื่องกระทบส่งออกมากน้อยแค่ไหน ภาพตอนนี้ยังไม่ชัดเจน ขึ้นอยู่กับทิศทางการเจรจาที่อาจกลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม เพื่อความมั่นใจต่อภาคธุรกิจ จำเป็นต้องเร่งรัดการเจรจาการค้าในกรอบอื่น ๆ ที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น FTA ที่กำลังหารืออยู่หลายฉบับ รวมถึงต้องเดินหน้าหาตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป สิ่งสำคัญคือ ต้องทำการบ้านเชิงรุก เร่งทั้งการเจรจาการค้าและการขยายตลาด เพื่อให้ผู้ส่งออกไทยยังคงแข่งขันได้ในทุกสภาวะ
ห่วงดีลภาษีทรัมป์เสร็จไม่ทัน
ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และเศรษฐกิจอาเซียน เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่มั่นใจว่าไทยยังคงระงับปฏิญญาสันติภาพหรือไม่ และ USTR ระงับการเจรจาจริงหรือไม่ เนื่องจากข่าวที่ออกมามีความสับสน
อย่างไรก็ดี หากไม่มีประเด็นเรื่องปฏิญญาสันติภาพ มีโอกาสที่ข้อตกลงการค้าไทย-สหรัฐเสร็จทัน แต่เมื่อมีประเด็นเรื่องสันติภาพ ประเมินว่าจะเสร็จไม่ทัน เนื่องจากปฏิญญาสันติภาพกับภาษีทรัมป์ควบคู่ไปด้วยกัน เพราะ 1.ปฏิญญาสันติภาพ ลงนามวันเดียวกับข้อตกลงการค้าสหรัฐ-กัมพูชา 2.ถ้อยแถลงกรอบการค้าสหรัฐ-ไทยคือ วันที่ 26 ต.ค. 2568 และสหรัฐลงนามกับข้อตกลงการค้าสหรัฐกับกัมพูชาไปแล้ว ทำให้การให้ความสำคัญกับกัมพูชามีมากกว่าไทย
ส่งออกสหรัฐพุ่งเป็น 20.5%
รายงานข่าวจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุไทยส่งออกสินค้าไปสหรัฐ สัดส่วน 20.5% ของการส่งออกไปทั่วโลก ถือว่าเป็นตลาดอันดับ 1 ของไทย โดยเดือนกันยายน 2568 ไทยส่งออกไปสหรัฐ มีมูลค่า 6,793 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 35.3% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งยังขยายตัวต่อเนื่อง 24 เดือน
ทั้งนี้ การส่งออก 9 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ย.) ของปี 2568 มีมูลค่า 52,176 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 28.6% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ และผลิตภัณฑ์ยาง