นักเศรษฐศาสตร์ ชี้สินเชื่อแบงก์หด ปัญหาโครงสร้าง-ความกังวลหนี้ฉุด SMEs เข้าถึงเงินทุน
กนง. ชี้แบงก์ส่งสัญญาณเข้มปล่อยกู้บ้านราคาสูง
นักเศรษฐศาสตร์ชี้ปัญหาสินเชื่อแบงก์หดตัวมาจากความกังวลเรื่องคุณภาพหนี้-โครงสร้างเศรษฐกิจโตช้า-แรงจูงใจธนาคารในการปล่อยกู้ต่ำ ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายเล็กและ SMEs ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจเข้าถึงเงินทุนได้ยาก ขณะเดียวกัน การแข่งขันที่จำกัดและต้นทุนกฎระเบียบสูงยังฉุดนวัตกรรมด้านการเงินให้ชะลอตัว
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวในเวทีเสวนา “ฟังจริง คิดจริง ทำจริง พลิกโฉมการเงินไทยในโลกใหม่ โจทย์ใหญ่ที่ต้องทำ” จัดโดยพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ประเด็นสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ยังหดตัวต่อเนื่องเมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน โดยหดตัว 5 ไตรมาสติดต่อกัน หัวใจของปัญหาสินเชื่ออยู่ 3 ประเด็นหลัก
ประเด็นแรกคือ ธนาคารกังวลเรื่องคุณภาพหนี้ โดยเฉพาะรายย่อย เช่น สินเชื่อรถยนต์ที่ NPL สูงกว่ากลุ่มอื่นมาก ทำให้ธนาคารไม่กล้าปล่อยกู้ ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง เป็นวัฏจักรลบที่ยิ่งซ้ำเติมกันเอง
ประเด็นที่สองคือ โครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่โตช้า และความสามารถแข่งขันต่ำ โดยเฉพาะธุรกิจ SME ซึ่งเมื่อ SME ถูกมองว่าเสี่ยงก็ยิ่งทำให้ธนาคารไม่ปล่อยกู้ ทั้งที่ไม่ใช่ SME ทุกกลุ่มจะล้ม แต่เมื่อทุกคนคิดว่าล้มก็ยิ่งทำให้รายที่ควรจะรอดไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนได้
ประเด็นที่สามคือ กลไกด้านเงินกองทุนและแรงจูงใจของธนาคาร ธนาคารส่วนใหญ่รักษาอัตราเงินกองทุน (capital ratio) เกือบ 20% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดที่ 12-15% เพราะไม่มั่นใจคุณภาพหนี้ ทำให้เลือกลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตร หรือฝากกับธนาคารกลางแทนการปล่อยกู้ที่ความเสี่ยงสูงกว่าแต่ผลตอบแทนไม่คุ้ม
สำหรับแนวทางแก้ไข ดร.พิพัฒน์ ระบุว่า ยุโรปในช่วงวิกฤตที่ผ่านมาใช้สองแนวทางหลัก แนวทางแรกคือ มาตรการด้านเครดิตแบบจำเพาะ (Targeted Credit Guarantee) เช่น เพิ่มบทบาทบสย. รับประกันความเสี่ยงเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ธนาคารปล่อยกู้ ซึ่งต้องพิจารณาต้นทุนและประสิทธิผลอย่างรอบคอบ แนวทางที่สองคือ นโยบายการเงินแบบไม่ปกติ (Unconventional Monetary Policy) เช่น ธนาคารกลางอัดฉีดสภาพคล่องโดยตรง เมื่อลดดอกเบี้ยใกล้ศูนย์หรือเป็นลบ โดยให้ธนาคารนำหลักฐานการปล่อยกู้ใหม่แลกสภาพคล่องต้นทุนต่ำ คล้าย soft loan แต่ส่งผลคูณต่อปริมาณเงินในระบบมากกว่า
ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์ อดีต Chief Economist ธนาคารไทยพาณิชย์และผู้ร่วมก่อตั้ง Abacus Digital กล่าวเสริมว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบประเมินความเสี่ยงการปล่อยสินเชื่อ ผู้ให้กู้จำนวนมากมีนโยบายสินเชื่อแบบกว้างและแข็ง กล่าวคือถ้าอุตสาหกรรมหนึ่งถูกมองว่าเสี่ยง ก็ปิดทั้งอุตสาหกรรมโดยไม่ดูคุณภาพรายบุคคล ทำให้ผู้ประกอบการที่ดีต้องถูกกีดกัน ทั้งที่มีศักยภาพ
สำหรับสินเชื่อปัจจุบันที่มีขนาดเล็กลง ส่วนใหญ่กระจุกอยู่กับผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ทำให้กลุ่มคนที่เป็น “growth engine” ของประเทศถูกขับออกนอกระบบ การเข้าถึงสินเชื่อจึงยากขึ้น นอกจากนี้ ดอกเบี้ยของสินเชื่อบางแห่งอาจต่ำกว่าในตลาดทั่วไป ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ธนาคารแข่งขันกันปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มใหญ่ ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยถูกละเลย
ในเรื่องของ Virtual Bank ความตั้งใจคือเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กเข้าถึงบริการทางการเงิน แต่ปัจจุบันต้นทุนในการจดทะเบียนและข้อจำกัดต่าง ๆ ทำให้ไม่สามารถขยายตลาดได้เต็มที่ การกำหนดจำนวนหรือเงื่อนไขเกินความจำเป็นจึงทำให้เสียเวลาและเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขัน
ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือการแข่งขัน (competition) การขาดการแข่งขันเป็นปัญหาหลักที่ทำให้ระบบการเงินไทยนิ่ง นวัตกรรมเกิดช้า และต้นทุนเชิงนโยบายสูงเกินจำเป็น รัฐบาลในฐานะผู้ถือหน้าที่ดูแลสาธารณะควรทำหน้าที่ลดต้นทุนให้กับระบบการเงิน ลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบที่ไม่จำเป็นและไม่ชัดเจน การลดต้นทุนเหล่านี้จะทำให้เงินลงทุนเข้าถึงผู้เล่นรายย่อยได้มากขึ้น แม้ต้นทุนดอกเบี้ยยังสะท้อนความเสี่ยง แต่ต้นทุนทางนโยบายที่สูงและกฎระเบียบที่ซับซ้อนยังเป็นอุปสรรคสำคัญ