บัวหลวง ส่อง SET ฟื้น จับตาเลือกตั้ง-เทรนด์หุ้นปี’69
Double exposure of businesswoman hands typing on computer and financial graph hologram drawing. Stock market analysis concept.
เข้าสู่โค้งสุดท้ายปลายปี 2568 แล้ว เหลืออีกเพียงเดือนเศษ ก็จะเข้าสู่ปี 2569 แล้ว ซึ่งตลาดหุ้นไทยยังคงต้องเผชิญความท้าทาย ทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายใน
นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ชี้ว่า นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 12 พ.ย.68 ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงกว่า 8% จากแรงกดดัน ทั้งภายในและต่างประเทศ อาทิ เศรษฐกิจที่ชะลอตัว หนี้ครัวเรือนระดับสูง การบริโภคในประเทศอ่อนแรง ความไม่แน่นอนทางการเมือง รวมถึงความกังวลผลกระทบภาษีตอบโต้ของสหรัฐ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ ภาคท่องเที่ยวที่ผ่านจุดต่ำสุดแล้วในไตรมาส 2 รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “เที่ยวดีมีคืน” และ “คนละครึ่งพลัส” ทำให้คาดว่าในช่วงปลายปี SET Index อาจเคลื่อนไหวในกรอบ 1,280-1,320 จุด
ขณะที่ปี 2569 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มเห็นการ “ทยอยฟื้นตัว” ในไตรมาสแรก โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ FDI โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดิจิทัล (Data Center) และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะทยอยลงทุนจริงต่อเนื่อง ขณะที่ท่องเที่ยวจะเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป คาดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติแตะ 34 ล้านคน เพิ่มขึ้นราว 2.4% ต่อปี และส่งออกที่ผ่านจุดต่ำสุดและมีแนวโน้มฟื้นตัว
“เป้าหมาย SET Index ปี 2569 มองที่ระดับ 1,440 จุด คาดกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 90 บาท/หุ้น แม้ยังมีปัจจัยกดดัน เช่น เศรษฐกิจโลกชะลอตัว การบริโภคที่ทรงตัวจากหนี้ครัวเรือน และความไม่แน่นอนทางการเมือง”
นายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์ปัจจัยพื้นฐาน ฝ่าย Wealth Research หลักทรัพย์บัวหลวง กล่าวว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกหลังผ่านช่วงกดดันจากมาตรการภาษี จะหนุนหุ้นกลุ่มเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลก เช่น กลุ่มวัฏจักรอุตสาหกรรม (Cyclical) กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี นอกจากนี้ การลงทุนภาคเอกชนและ FDI จะเข้ามาหนุนต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน
“มาตรการกระตุ้นตลาดทุน เช่น บัญชีการออมระยะยาว และมาตรการภาษี หากเริ่มใช้งานจริงปีหน้า จะช่วยให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ส่วนหุ้นที่น่าจับตามองในสภาวะเศรษฐกิจไทยไม่ได้เติบโตสูง คือหุ้นที่มีปันผลดีและฐานะการเงินแข็งแรง”
ส่วนปัจจัยเสี่ยงในปีหน้า ได้แก่ เศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอกว่าคาด แรงกดดันจากภาคแรงงานสหรัฐ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกลับมารุนแรง ด้านเศรษฐกิจในประเทศอาจยังโดนกดดันจากหนี้ครัวเรือนไทย ระดับหนี้เสียอยู่ในระดับสูง กดดันการบริโภคในประเทศ และความไม่แน่นอนทางการเมือง
“คาดว่าจะมีเลือกตั้งในวันที่ 29 มี.ค. 2569 หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า อาจกระทบกับการเบิกจ่ายงบประมาณ”
นายพิริยพลกล่าวอีกว่า สำหรับกลยุทธ์ลงทุนปี 2569 แนะนำเน้นหุ้นคุณภาพสูงและหุ้นปันผลสูง-กระแสเงินสดสม่ำเสมอ แบ่งเป็น 4 ธีมหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มผู้นำการเติบโตธีม Data Center และ Digital Transformation ทั้งกลุ่มโรงไฟฟ้าและน้ำจะเติบโตตามความต้องการจาก Data Center ที่ได้รับ BOI รวมถึงกลุ่มสื่อสาร ได้แก่ WHAUP, GULF, ADVANC
2.กลุ่มเชื่อมโยงการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก ทั้งกลุ่มปิโตรเคมีและกลุ่มส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง โดยระดับ Valuations ของปิโตรเคมีอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดและการขยายกำลังการผลิตชะลอ ทำให้จำกัด Downside ผลกำไร (หุ้น PTTGC, SCC, ITC)
3.กลุ่มกำไรเติบโตต่อเนื่อง-ได้รับประโยชน์จากมาตรการรัฐ เช่น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก คนละครึ่งพลัสเฟส 2 Easy E-Receipt และการแก้หนี้ครัวเรือน ได้แก่ CPN, CENTEL, AOT, MTC, TIDLOR
4.กลุ่มปันผลสูง-กระแสเงินสดสม่ำเสมอ ได้ประโยชน์จากโครงการออมระยะยาว (TISA) โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารและสื่อสาร ได้แก่ KTB, SCB
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนแนะนำใช้ Barbell Strategy กระจายการลงทุนระหว่างสินทรัพย์เสี่ยงสูงและต่ำ โดยสัดส่วนคือ หุ้น 60% (หุ้นไทย 10%, หุ้นต่างประเทศผ่าน DR 50% ในธีม AI, Digital China, อินเดีย, เวียดนาม), ตราสารหนี้ 30% และทองคำ 10%