Skip to content

เอกนิติ มองไทยยังมีโอกาสใน “ระเบียบโลกใหม่” หนุนรักษาวินัยการคลังควบคู่ลงทุน

28 พ.ย. 2568 | 11:20น.
เอกนิติ มองไทยยังมีโอกาสใน “ระเบียบโลกใหม่” หนุนรักษาวินัยการคลังควบคู่ลงทุน

เอกนิติ เผย เศรษฐกิจโลกเปลี่ยน ภายใต้ New World Order มองไทยยังมีโอกาส สร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจพร้อมดันปลดล็อกลงทุน 4.8 แสนล้านบาท เตรียมคนไทยเข้าสู่โลก AI ผ่านโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เตรียมชง Low Carbon City เข้า ครม.

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Thailand’s Moment : Igniting Economic Revival มั่นใจประเทศไทย พลิกฟื้นเศรษฐกิจ” ภายในงาน Spotlight Day 2025 “New World Order เศรษฐกิจไทยในระเบียบโลกใหม่” ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนผ่านภายใต้บริบทของระเบียบโลกใหม่ (New World Order) ทั้งด้านการค้า เทคโนโลยี และสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นกรอบหลักที่ใช้กำหนดแนวนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา โดยมุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้นควบคู่กับการวางรากฐานระยะยาว

โดยในการทำนโยบายได้คิดในกรอบว่าประเทศไทยยังมีโอกาส ซึ่งการขับเคลื่อนนโยบายต้องยอมรับความเป็นจริงว่า รัฐบาลต้องเผชิญกับข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งงบประมาณที่มีจำกัด และการถูกเตือนจากบริษัทจัดอันดับ (Rating Agency)

โดยระบุว่าประเทศไทยเคยถูก 2 หน่วยงานปรับมุมมอง (Outlook) ไปแล้วก่อนที่ตนจะเข้ารับตำแหน่ง และเหลือเพียง 1 แห่งที่ต้องรักษาความเชื่อมั่นไว้คือ S&P ที่ได้มีการคงอันดับเครดิตเรตติ้งของไทยไว้ นอกจากนี้ ปัญหาใหญ่คือระเบียบโลกที่เปลี่ยนไป ทั้งการแข่งขันทางการค้าอย่างรุนแรง การใช้นโยบายภาษี ของโดนัลด์ ทรัมป์ เทคโนโลยี AI และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง

“รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนภายในเวลาจำกัด จึงกำหนดแนวทาง Quick Big Win เพื่อผลักดันมาตรการที่ให้ผลเร็ว มีผลต่อเนื่อง และเป็นประโยชน์ทั่วถึง ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ และการรักษาวินัยการคลัง

ท่ามกลางบริบทที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือเตือนว่าไทยอาจถูกปรับลด Outlook หากการคลังไม่มีความชัดเจน โดยการกระทำที่สร้างความเชื่อมั่นอย่างชัดเจนคือการ คืนเงินให้กับ ธ.ก.ส. เป็นสิ่งแรก จากการดำเนินนโยบายเหล่านี้ และการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เศรษฐกิจในไตรมาส 4 น่าจะฟื้นตัวขึ้นมาได้ แต่สิ่งสำคัญคือการวางรากฐานระยะยาวสำหรับการลงทุนในอนาคตและการเติบโตที่ครอบคลุม (Inclusive Growth) ต่อไป” นายเอกนิติกล่าว

นายเอกนิติกล่าวต่อว่า แม้การแข่งขันทางการค้าจะรุนแรง แต่ไทยยังมีโอกาส โดยพิจารณาจากตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน (Application) ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่เติบโตสูงถึง 90% ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมที่นักลงทุนยังให้ความสนใจคือสาขาที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่ เกษตรสมัยใหม่ (Smart Farming) อุตสาหกรรมอาหาร (Food Processing) สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ Printed Circuit Board (PCB) นอกจากนั้นยังมีการอัพเกรดฐานการผลิตรถยนต์เป็นรถยนต์ Hybrid หรือไฟฟ้า (EV) และศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub)

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่ได้เข้าไปดูในเรื่องของปัญหาคือโครงการจำนวนมากที่ได้รับอนุมัติบัตรส่งเสริมแล้ว และพร้อมจะลงทุนจริง ซึ่งมีกว่า 80 โครงการ ที่มีมูลค่าประมาณ 480,000 ล้านบาท กลับติดปัญหาไม่สามารถลงมือได้จริง เนื่องจากมีอุปสรรคเรื่องน้ำ ไฟฟ้า วีซ่า การขออนุญาต และที่ดิน เพื่อแก้ไขปัญหานี้ รัฐบาลจึงได้ผลักดันโครงการ “Thailand Fast Pass” ซึ่งได้รับอนุมัติจาก ครม.เศรษฐกิจและ ครม.แล้ว เพื่อปลดล็อกอุปสรรคเหล่านี้ให้การลงทุนเกิดขึ้นจริง

“การปลดล็อกนี้ไม่จำเป็นต้องใช้เงินงบประมาณใหม่สักบาท สำหรับการแก้ไขระยะยาว จะมีการนำปัญหาจริงที่พบจากโครงการขนาดใหญ่ 80 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่เกิน 1 พันล้านบาท ส่งต่อให้ชุดทำงานเรื่องการปรับปรุงข้อกฎหมาย ‘กิโยติน’ ของรัฐบาลเพื่อปรับปรุงกฎระเบียบและวางระบบอนุญาตโดยใช้ดิจิทัล” นายเอกนิติกล่าว

นอกจากนี้รัฐบาลยังต้องการเร่งรัดเรื่องของการวางโครงสร้างพื้นฐานเรื่องพลังงานเพื่อรองรับการลงทุน โดยเน้นในเรื่องของพลังงานสะอาดสำหรับเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ที่มีการสร้าง Data Center จำนวนมาก รัฐบาลจึงพยายามผลักดันเรื่องการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างภาคเอกชน (Direct PPA) เพื่อให้เอกชนสามารถลงทุนและขายไฟสะอาดได้เอง โดยต้องมีการปลดล็อกระเบียบกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)

ทั้งนี้ไทยถือว่ามีจุดแข็งด้านพื้นที่และอ่างเก็บน้ำจำนวนมาก โดยรัฐบาลสามารถนำที่ราชพัสดุกว่า 10 ล้านไร่ มาใช้ทำโซลาร์ฟาร์ม หรือโซลาร์ลอยน้ำ โดยคิดค่าเช่าที่ถูก เพื่อสร้างฐานการผลิตพลังงานสะอาดได้

สำหรับการรับมือระเบียบโลกด้านสภาพภูมิอากาศ คือมาตรการกลไกการปรับขอบเขตคาร์บอน (CBAM) ที่ยุโรปจะนำมาใช้ในไม่ช้าโดยจะเก็บภาษีคาร์บอนจากสินค้า 5 ชนิดที่รัฐบาลจึงให้การสนับสนุนโครงการ Low Carbon City ร่วมกับ World Bank เพื่อสร้างต้นแบบในการลดคาร์บอน และมีการขยายผลจาก สระบุรีโมเดล ที่เกิดจากการร่วมมือระหว่างเอกชน รัฐบาล และท้องถิ่น

นอกจากนั้น รัฐบาลยังผลักดันการใช้เชื้อเพลิงชีวมวล (Biofuel) และเอทานอลจากภาคเกษตร เพื่อเพิ่มมูลค่าและรองรับความต้องการจากยุโรปและญี่ปุ่น ช่วยให้รายได้ส่งตรงถึงเกษตรกรมากขึ้น

รัฐบาลยังเร่งลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ โดยเน้นการรีสกิล-อัพสกิลเพื่อเตรียมแรงงานสำหรับยุค AI แม้คนไทยจะใช้โซเชียลมีเดียคล่อง แต่ยังขาดทักษะดิจิทัลเพื่อสร้างอาชีพ โดยโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ตั้งเป้าผลลัพธ์ระยะยาว ร้านค้าที่เข้าร่วมกว่า 78,000 ร้าน

โดย “Plus” นี้มุ่งเน้นที่ผลลัพธ์ระยะยาว เพราะร้านค้าจะได้รับการอบรมด้าน AI การทำบัญชีครัวเรือน และการขายออนไลน์ พร้อมจับมือแพลตฟอร์มฟู้ดดีลิเวอรี่และธนาคารต่าง ๆ อีกทั้งเชื่อมโยงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารออมสิน วงเงินสูงสุด 50,000 บาท เพื่อลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลใช้เงินจากกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ BOI กว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการรีสกิล-อัพสกิลในสาขาที่ตลาดต้องการ เช่น Data Center, Cloud และแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ