กสิกรไทย ฟันธงค่าเงินบาท ผันผวนข้ามปี-ธปท.ชงคลังปรับเกณฑ์ดูแล
ห้องค้ากสิกรไทยประเมินค่าเงินบาทสิ้นปีนี้ 32.30 บาท/ดอลลาร์ ปี’69 อยู่ที่ระดับ 32.80 บาท/ดอลลาร์ มองมีแรงกดดันจากปัจจัยในประเทศอ่อนแอ-กระแส Dedollarization แผ่วลง คาดแนวโน้มปีหน้าค่าเงินบาทผันผวนต่อเนื่อง จากความไม่แน่นอนหลายปัจจัย ขณะที่แบงก์ชาติชี้แจงเงินบาทแข็งค่าขึ้น 1% ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ชงคลังปรับเกณฑ์ขยายวงเงินรายได้ต่างประเทศที่ไม่ต้องนำกลับเข้าประเทศเป็น 10 ล้านดอลลาร์-ให้ผู้ค้าทองคำรายใหญ่รายงานธุรกรรม
ดร.กอบสิทธิ์ ศิลปชัย CFA, ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ห้องค้ากสิกรไทยคาดการณ์ค่าเงินบาท ณ สิ้นปี 2568 ที่ 32.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และสิ้นปี 2569 ที่ 32.80 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยประเมินว่าปีหน้า เงินบาทจะได้รับแรงกดดันเพิ่มขึ้นจากปัจจัยภายในประเทศที่อ่อนแอ ขณะที่กระแส Dedollarization มีแนวโน้มแผ่วลง ส่วนหนึ่งเนื่องจากตลาดรับรู้ข่าวร้ายของดอลลาร์สหรัฐไปมากพอสมควรแล้ว นอกจากนี้ เศรษฐกิจสหรัฐยังคงมีความยืดหยุ่นมากกว่าประเทศอื่น รวมถึงไทย ขณะที่ยุโรปเผชิญความเสี่ยงวิกฤตหนี้เพิ่มขึ้น
“ค่าเงินบาทมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่องในปี 2569 เนื่องจากความไม่แน่นอนจากการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สงครามการค้า และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงปัจจัยฤดูกาลด้วย”
นางสาวพิมพ์พันธ์ เจริญขวัญ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 1% จากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ตามการปรับคาดการณ์แนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐเป็นสำคัญ นอกจากนี้ เงินบาทยังได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากแรงขายเงินตราต่างประเทศของผู้ส่งออก และเงินทุนไหลเข้าตลาดพันธบัตร รวมถึงการขายเงินตราต่างประเทศของกลุ่มบริษัททองคำ หลังราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้นเร็วกว่า 4%
ทั้งนี้ ธปท.อยู่ระหว่างดำเนินการเพิ่มเติม ดังนี้ 1.เสนอกระทรวงการคลังปรับปรุงหลักเกณฑ์ เพื่อการขยายวงเงินรายได้ต่างประเทศที่ไม่ต้องนำกลับเข้าประเทศเป็น 10 ล้านดอลลาร์ สรอ.ต่อครั้ง จากไม่เกิน 1 ล้านดอลลาร์ สรอ.ต่อครั้ง โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ในช่วงปลายปีนี้ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้แก่ภาคเอกชนในการบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศ และลดแรงกดดันด้านแข็งค่าของเงินบาท
2.ปรับแนวปฏิบัติและกำชับให้สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดก่อนการรับทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่เกี่ยวกับทองคำ
3.เสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาให้กลุ่มผู้ค้าทองคำรายใหญ่รายงานข้อมูลการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามธุรกรรมและประเมินผลกระทบต่อค่าเงินบาท รวมทั้งกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องตามความจำเป็นและเหมาะสมต่อไป
“ในระยะถัดไป ตลาดการเงินยังมีความไม่แน่นอนสูง โดย ธปท.จะยังติดตามสถานการณ์การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิดและพร้อมเข้าดูแลความผันผวนของค่าเงินเพื่อลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจ”
ก่อนหน้านี้ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท.ระบุว่า ปัจจัยเฉพาะที่หนุนเงินบาทในปีนี้มาจากการส่งออกที่เติบโตดี ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดสูงกว่าคาด เงินลงทุนจากต่างชาติทั้งในตลาดพันธบัตรและการลงทุนโดยตรง (FDI) รวมถึงธุรกรรมซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ จากราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ลูกค้าขายทองในสกุลเงินบาท ร้านทองจึงต้องไปขายทองกับคู่ค้าต่างประเทศพร้อมทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้เงินบาทแข็งค่า
“คาดว่าปีหน้าจะดีขึ้น เพราะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดน่าจะลดลงและผ่อนคลาย การส่งออกก็น่าจะกลับมาสู่สมดุล เพราะว่า Frontload ต้นปี ซึ่งแบงก์ชาติอยากเห็นค่าอ่อนเหมาะสมกับสภาวะทางเศรษฐกิจของไทย”
ทั้งนี้ ผู้ว่าการ ธปท. อธิบายด้วยว่า เหตุผลที่ ธปท.ไม่แทรกแซงค่าเงินอย่างชัดเจน เนื่องจากไทยอยู่ภายใต้กรอบติดตาม “Currency Manipulator” ของสหรัฐ ซึ่งกำหนด 3 เกณฑ์ ได้แก่ การเกินดุลการค้ากับสหรัฐเกิน 15,000 ล้านดอลลาร์, การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเกิน 3% ของ GDP และการแทรกแซงค่าเงินด้านการซื้อธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ (FX) สุทธิรวมเกิน 2% ของ GDP อย่างน้อย 8 เดือน ใน 12 เดือน ซึ่งไทยมักเข้าข่าย 2 ข้อแรกอยู่แล้ว จึงต้องระวังเป็นพิเศษในข้อที่ 3 โดยหากไทยเข้าซื้อเงินตราต่างประเทศเกินเพดาน ก็จะเข้าข่ายผิดเกณฑ์สหรัฐทันที ทำให้ ธปท.สามารถดูแลได้เพียงการลดความผันผวนของค่าเงิน