Skip to content

แบงก์ล้ม-เงินไม่หาย ภารกิจเงียบสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA) 

18 ธ.ค. 2568 | 12:04น.
แบงก์ล้ม-เงินไม่หาย ภารกิจเงียบสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA) 

ภารกิจเงียบของ DPA สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ภายใต้แนวคิด ‘Proactive Protector’ ของ ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ ที่พร้อมเปลี่ยนบทบาทจากการตั้งรับสู่การวางรากฐานความเชื่อมั่นให้คนไทยกว่า 98% ของระบบมั่นใจว่า ‘แบงก์ล้ม เงินไม่หาย’

ภารกิจที่เหมือนทำงานเชิงรับ เกิดปัญหาถึงจะออกโรงทำหน้าที่ แต่ความจริงคือ ต้องคิดแบบเชิงรุกทุกวัน เพื่อให้แน่ใจว่าหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน เหตุตื่นตระหนกหรือวิกฤตที่พุ่งมาอย่างรวดเร็ว DPA จะต้องทำหน้าที่คุ้มครองผู้ฝากให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อร่วมรักษาเสถียรภาพระบบสถาบันการเงินของประเทศให้แข็งแกร่ง

นี่คือบทบาทและภารกิจเงียบที่ต้องทำให้ผู้ฝากและประชาชนเกิดความเชื่อมั่นมากที่สุด ภายใต้การนำของ ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ ผู้อำนวยการ สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA)

รู้จัก DPA – คุ้มครอง 1 ล้าน

DPA ย่อมาจาก Deposit Protection Agency เป็นหน่วยงานรัฐ มีหน้าที่หลักตามพันธกิจที่ได้รับมอบหมาย คือ คุ้มครองและทำงานร่วมกับหน่วยงาน ในตาข่ายความมั่นคงทางการเงิน (Financial Safety Net) ได้แก่ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและรักษาเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินในประเทศ

หน้าที่หลักของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก

1. คุ้มครองเงินฝากให้แก่ผู้ฝากเงิน โดยจ่ายเงินคุ้มครองให้แก่ผู้ฝากโดยเร็วเมื่อสถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาต

2. เก็บเงินนำส่งจากสถาบันการเงินที่ได้รับความคุ้มครอง เพื่อสะสมไว้เป็นกองทุนคุ้มครองเงินฝาก สำหรับใช้ในการจ่ายเงินคุ้มครองให้แก่ผู้ฝากเงินตามวงเงินและระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด หากสถาบันการเงินใดถูกเพิกถอนใบอนุญาต

3. ชำระบัญชีสถาบันการเงินที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต และนำเงินที่ได้รับจากการชำระบัญชี เฉลี่ยคืนให้แก่ผู้ฝากในกรณีที่มีเงินฝากเกินวงเงินที่กำหนด

ดร.มหัทธนะ เล่าว่า ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2540 เมื่อครั้งวิกฤตต้มยำกุ้ง ประเทศไทยยังไม่มีสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า Bank Run คนแห่ถอนเงิน จบลงด้วยการ “ล้ม” ของสถาบันการเงินมากกว่า 50 แห่ง

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ‘ภาครัฐ’ เล็งเห็นปัญหา และเป็นจุดเริ่มต้นในการก่อตั้ง ‘สถาบันคุ้มครองเงินฝาก’ ขึ้นมา เพื่อดูแลและบริหารความเสี่ยงให้กับผู้ฝากเงิน หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น

ปัจจุบันวงเงินคุ้มครองตามกฎหมายคือ 1 ล้านบาท ต่อ 1 รายผู้ฝาก ต่อ 1 สถาบันการเงิน

ในกรณีที่ผู้ฝากเงินมีบัญชีเงินฝากหลายบัญชีที่เปิดอยู่ในสถาบันการเงินเดียวกัน สถาบันคุ้มครองเงินฝากจะคำนวณเงินที่ต้องจ่าย จากการนำเงินฝากของบุคคลนั้น ในทุกสาขาและทุกบัญชีของสถาบันการเงินแห่งนั้นมารวมกัน

“อธิบายง่าย ๆ คือ สมมุติเรามีอยู่ 3 บัญชี กับสถาบันการเงินหนึ่ง แต่ละบัญชี เรามีเงินอยู่ 1 แสนบาท DPA จะคุ้มครองทั้งสามบัญชีรวม 3 แสนบาท แต่หาก 3 บัญชี รวมกันเกิน 1 ล้านบาท เราก็จะคุ้มครอง 1 ล้านบาท ต่อสถาบันการเงิน”

ส่วนที่เกิน 1 ล้านบาทจะได้รับการเฉลี่ยคืนภายหลังเมื่อ DPA ชำระบัญชีเสร็จสิ้น กระบวนการชำระบัญชี หมายถึงกระบวนการที่ DPA จะเข้าไปจัดการทรัพย์สินและหนี้สินของสถาบันการเงินและดำเนินการขายทอดทรัพย์เพื่อนำเงินที่ได้มาเฉลี่ยคืนให้กับเจ้าหนี้ตามลำดับกฎหมาย

ปัจจุบันผู้ฝากที่ได้รับความคุ้มครองเต็มจำนวน วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาทคิดเป็น 98% ของผู้ฝากที่ได้รับความคุ้มครองทั้งระบบ พูดง่าย ๆ ก็คือจากจำนวนผู้ฝาก 100 ราย จะมีผู้ฝากได้รับความคุ้มครองเต็มจำนวน 98 คน ถือเป็นการคุ้มครองในระดับสูง ติด 1 ใน 20 ของโลก และ 1 ใน 5 ของภูมิภาคเอเชีย ตามการสำรวจของสมาคมสถาบันประกันเงินฝากระหว่างประเทศ (IADI)

ดร.มหัทธนะ อธิบายว่า ปัจจุบันมีบัญชีเงินฝากอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของ DPA ราว 101 ล้านบัญชี คุ้มครองเงินประมาณ 16.3 ล้านล้านบาท โดยค่าเฉลี่ยของจำนวนเงินฝากอยู่ที่ 2 แสนบาทต่อบัญชี

ปัจจุบันมีสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครอง ทั้งหมด 32 แห่ง โดย 5 ประเภทผลิตภัณฑ์เงินฝากที่ได้รับความคุ้มครอง และต้องเป็นบัญชีเงินบาทที่เปิดในประเทศไทยและเปิดกับสถาบันการเงินภายใต้ความคุ้มครอง ได้แก่

1.เงินฝากกระแสรายวัน

2.เงินฝากออมทรัพย์ 

3.เงินฝากประจำ

4.บัตรเงินฝาก

5.ใบรับเงินฝาก

รับมือกับวิกฤตที่มองไม่เห็น

ความท้าทายของ DPA คือ ทำงานโดยไม่รู้ว่าอนาคตหรือภัยจะมาถึงเมื่อไหร่

ดร.มหัทธนะ บอกว่า สิ่งที่เราทำทุกวันคือ ‘การเตรียมความพร้อม’ หากเกิดวิกฤตขึ้นจริง สถาบันการเงินโดนเพิกถอนใบอนุญาต เราต้องพร้อมจ่ายเงินคืนให้กับผู้ฝากเงินภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด คือ 30 วัน

“เราจำลองฉากทัศน์ (Simulated Scenario) ทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ และวิเคราะห์อยู่ตลอดเวลาครับ ว่าหากเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาจริง ๆ เมื่อแบงก์นั้น แบงก์นี้มีปัญหา DPA เราต้องทำอย่างไรบ้าง เสนอคณะกรรมการ ประสานงาน ธปท. เราจะได้พร้อมและ Take action ได้ทันที”

แม้ตามกฎหมายจะระบุว่า หากเกิดวิกฤต DPA ต้องจ่ายเงินคุ้มครองให้กับประชาชนภายใน 30 วัน แต่ ดร.มหัทธนะ ให้นโยบายกับทีมงานว่า เราต้องทำงานแบบ Proactive Protector วางเป้าคืนเงินให้กับผู้ฝากส่วนใหญ่ภายใน 7 วัน

“ในทุก ๆ เหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทุกคนอยากจะได้เงินเร็วที่สุด”

ทั้งนี้ DPA มีวิธีจ่ายเงินคุ้มครอง 2 รูปแบบคือ 1.โอนเงินจ่ายผ่านพร้อมเพย์ที่ผูกไว้กับหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน 2.เช็คเงินสด (ขีดคร่อมสั่งจ่ายชื่อผู้ฝาก)

Proactive Protector คือ Mindset และ Culture ของคนในองค์กร

“ต้องตื่นตัวอยู่ตลอด ไม่ต้องรอให้เกิดวิกฤตแล้วค่อยคิด ค่อยทำ เราพยายามบอกทุกคนว่า วิกฤตมันเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ จำเป็นต้องตื่นตัวและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอด ตามสภาพแวดล้อมและบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปทุกวัน” ผอ. DPA กล่าวหนักแน่น

DPA ต้องอยู่ในความรับรู้ของผู้คน

2 เป้าหมายหลักของ DPA เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพของระบบการเงินไทย ได้แก่

1.หยิบยกข้อมูลที่หลากหลายและมีจำนวนมาก ขึ้นมาร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทวงการคลัง เพื่อประเมินความเสี่ยงของระบบสถาบันการเงิน, สภาพคล่อง, การเตือนภัยล่วงหน้า หรือแม้แต่การใช้ข้อมูลเพื่อประกอบการออกแบบนโยบายภาครัฐให้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น

2.เรียนรู้และเข้าไปมีส่วนร่วมกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินหรือผู้เล่นใหม่ ๆ มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนมั่นใจต่อระบบสถาบันการเงินในภาพรวม

3.เป็นศูนย์กลางของความเชื่อมั่นด้านการฝากเงินของระบบสถาบันทางการเงินไทย พูดง่าย ๆ ว่า เมื่อพูดถึงเรื่องเงินฝาก ทุกคนต้องนึกถึง DPA

“DPA เราต้องปรับ Mindset ให้มีการทำงานเชิงรุก ทำให้ประชาชนและผู้ฝากเงินนึกถึง DPA และมีความมั่นใจและเชื่อมั่นในระบบคุ้มครองเงินฝากของไทย เมื่อไหร่ก็ตามที่ฝากเงิน”

ผู้นำ DPA ทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มว่า “ทุกคนสบายใจ เมื่อฝากเงินกับสถาบันทางการเงินที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของ DPA ครับ”