ผู้ว่าการ ธปท.รับเศรษฐกิจไทยโตต่ำศักยภาพ 2.7% เข้าสู่ยุค New Normal ย้ำ ไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง หากไม่เปลี่ยนแปลง แม้มีมาตรการรัฐ-การเงินเข็นจีดีพีไม่ได้ เร่งออกมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะจุด “แก้หนี้รายย่อย-ค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอี-รื้อโครงสร้างค่าธรรมเนียม” หนุนคนเข้าถึงระบบการเงิน พร้อมลดดอกเบี้ยนโยบายได้อีก ประคองเศรษฐกิจ หวังแบงก์ลดตาม กนง.
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Driving Thailand Toward Sustainable Wealth : เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยเพื่อความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน” ในงานสัมมนาใหญ่ประจำปี “Thailand Next Move 2026 : Wealth Creation ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความมั่งคั่งยั่งยืน” จัดโดยวารสารการเงินธนาคารว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจไทยวันนี้ โดยอัตราการเติบโตในอดีตเคยสูงอยู่ที่ 7%, 5% และเหลือ 3% ปัจจุบันโตได้ 2.2% เราอยู่ยุคการเติบโตต่ำลง เป็น “New Normal”
โดยปัจจัยฉุดรั้งการเติบโต มาจากไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างมากมาย เช่น ผลิตภาพ (Productivity) และความสามารถในการแข่งขันต่ำ ปัญหาสังคมสูงวัย (Aging Society) ส่งผลต่อกำลังซื้อ หรือแรงงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ความไม่แน่นอนทางการเมือง และเจอสงครามการค้านโยบายภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐ (Recoprocal Tariffs) รวมถึงความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ปัจจัยเหล่านี้ล้วนทำให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน
ทั้งนี้ หากดูศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจ (Potential Growth) ที่เดิมเคยพูดถึงกำลังคน แรงงานและเทคโนโลยี ซึ่งจากเดิมอยู่ที่ระดับ 4.4% ลดลงเหลือ 3.9%, 3.5% และปัจจุบันอยู่ที่ 2.7% ซึ่งหมายความว่า หากประเทศไทยไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง หรือการลงทุนใหม่ อัตราการเติบโตสูงสุดเต็มที่ระดับ 2.2% จึงเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันแก้และช่วยกันทำ
“เศรษฐกิจโตต่ำลง โดยไตรมาสที่ 3/68 โตได้ 1.2% คาดว่าไตรมาสที่ 4/68 กระเตื้องขึ้น ปิดปีน่าจะได้ 2.2% และปี’69 จีดีพีโต 1.5% ซึ่งในปีนี้ส่งออกเป็นพระเอก แต่ปี’69 ส่งออกลดลง และมีรัฐบาลรักษาการ ทำให้การกระตุ้นหายไป 2-3 เดือน จึงเป็นผลให้จีดีพีเหลือ 1.5% และปี’70 จะขยายตัวดีขึ้น แต่ยังไปไม่ถึงศักยภาพ 2.7% เพราะมีความเสี่ยงเยอะ แม้ว่าจะมีมาตรการคลังและมาตรการเงินก็วิ่งไปไม่ถึง 2.7% เพราะเรามีปัญหาเชิงโครงสร้างเยอะ เพราะเราอยู่ในอุตสาหกรรมเก่า ลงทุนเก่า ภูมิคุ้มกันต่ำมาก จะเห็นว่าปัญหาเชิงโครงสร้างเยอะมาก“

นายวิทัยกล่าวอีกว่า ภายใต้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ธปท.จะต้องเป็นผู้นำในการแก้ปัญหา นอกจากการกระตุ้นระยะสั้น และไม่ได้ดูแลเสถียรภาพอย่างเดียว เนื่องจากตอนนี้ภูมิคุ้มกันไทยแย่ลง หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง 87% เหนี่ยวรั้งการบริโภคและความสามารถในการชำระหนี้
และหากดูคุณภาพหนี้สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) อยู่ที่ 8-9% และหากรวมสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) อยู่ที่ 15-16% ถือว่าสูงมาก และดูภาพรวมสินเชื่อหดตัว -13 ไตรมาส หรือ 36 เดือน หรือ 3 ปี ซึ่งเอสเอ็มอีจ้างงาน 70% ของประเทศ เมื่อเทียบกับสินเชื่อรายใหญ่ยังดีมาก โดยธนาคารพาณิชย์ก็แข็งแรงมาก ซึ่งการเข้าไม่ถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอีมีผลต่อเศรษฐกิจ เทียบกับรายใหญ่ที่มีวงเงินเหลือ สะท้อนว่ารายใหญ่มีปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อน้อยกว่า
ดังนั้น จึงต้องแก้ปัญหาด้วยมาตรการเฉพาะจุด ซึ่ง ธปท.จะดำเนินการ 7-8 เรื่องในปี 2569 แต่มีเรื่องที่ดำเนินการแล้ว คือ 1.การแก้หนี้รายย่อยผ่านการโอนหนี้ให้ AMC ที่มีวงเงินต่ำ 1 แสนบาท ที่มีอยู่ 1.6 ล้านบัญชี และมีการ Hair Cut หนี้ลึกมาก ๆ และยังต้องออกมาตรการต่อเนื่องอีก
และ 2.ภายในสัปดาห์หน้า ธปท.จะมีการเซ็น MOU ร่วมกับ กระทรวงการคลัง ธนาคารพาณิชย์ และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหรกรมขนาดย่อม (บสย.) ซึ่งตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อให้ได้ 1 แสนล้านบาท โดยเน้นไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพในการแข่งขันสูง เช่น อาหาร เกษตรแปรรูป ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้เกิดการลงทุนใหม่ และ 3.การปรับปรุงความเป็นธรรมทางการเงิน โดยจะตรวจสอบเรื่องต้นทุนการเข้าถึงสินเชื่อ ดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าสู่ระบบการเงินได้
“จากปัญหาเชิงโครงสร้างที่รุนแรง ทำให้ ธปท. ต้องปรับบทบาทครั้งสำคัญ โดยไม่เป็นเพียงผู้ดูแลเสถียรภาพและเงินเฟ้ออีกต่อไป เพราะตอนนี้ประเทศไทยขาดคนทำ ขอให้มาช่วยกันทำ โดยจะเข้ามาเป็นผู้นำในการเข้าไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ด้วยการออกมาตรการเฉพาะจุด เพราะปลายทางเศรษฐกิจดีขึ้น ประชาชนต้องกินดีอยู่ดี และต้องดีไปด้วยกัน ไม่ใช่เสถียรภาพดี แต่ประชาชนตาย“
นายวิทัยกล่าวอีกว่า สำหรับนโยบายการเงิน จะเห็นว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% จาก 1.50% มาอยู่ที่ 1.25% ซึ่งต่ำสุดในรอบ 3 ปี ซึ่งต้องยอมรับว่ามีผลต่อจีดีพีจำกัด โดยที่ผ่านมาการลดดอกเบี้ยมีผลไม่ถึง 0.20% และหากมีการลดดอกเบี้ย 0.50% จะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น 0.10% อย่างไรก็ดี การลดดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือที่ช่วยในเรื่องสภาพคล่อง และช่วยบรรเทาภาระหนี้ระยะสั้นได้บ้าง แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาหลัก เช่น Productivity ต่ำ หรือปัญหาสังคมสูงวัยได้
อย่างไรก็ดี ธปท.คาดหวังธนาคารพาณิชย์จะลดดอกเบี้ยตาม กนง. ส่วนจะปรับลดลงในอัตราเท่าไรก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละธนาคาร เนื่องจากแต่ละธนาคารมีต้นทุนที่แตกต่างกัน
“เมื่อวาน กนง.ลดดอกเบี้ย 0.25% รวม 1 ปี ลดลงมาแล้ว 1.25% เครื่องมือการเงินมีผลจำกัด และเหลือพื้นที่กระสุนน้อย แต่ก็ต้องใช้ แต่ถามว่าพร้อมลดดอกเบี้ยมั้ย ลดได้ แต่ถ้าถามว่าเหลือกระสุนมากมั้ย ก็ตอบว่ามีไม่มาก เพราะต้องเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็นเท่านั้น แต่การลดดอกเบี้ยไม่ได้มีผลดีอย่างเดียว เพราะเรามีผู้ฝากเงิน หากดอกเบี้ยต่ำ การออมจะมีปัญหาด้วย จึงต้องรับความเสี่ยงกันบ้าง กนง.ลดดอกเบี้ย 0.25% และแบงก์ลดดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจ”