เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ธปท.เผยเศรษฐกิจ พ.ย. 68 ดีขึ้น อานิสงส์ ‘ท่องเที่ยว-ส่งออก’ จับตาภาคผลิตหดตัว

30 ธ.ค. 2568 | 16:02น.
ชญาวดี ชัยอนันต์

ชญาวดี ชัยอนันต์

ธปท. เผยเศรษฐกิจเดือน พ.ย. 68 ปรับดีขึ้นจากอุปสงค์ต่างประเทศ “ท่องเที่ยว-ส่งออก” พร้อมติดตาม “ภาคการผลิต” หดตัว 3.7% จากปัจจัยชั่วคราว “โรงกลั่นปิดซ่อม-โรงงานน้ำท่วมลดกำลังการผลิต” ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้ และปี’69 ใส่ปัจจัยผลกระทบแล้ว คาดโดยรวมยังอยู่ในประมาณการล่าสุด และจะประมาณการอีกครั้งเดือน ก.พ. 69 ระบุค่าเงินบาทแข็งค่าเทียบคู่ค้าคู่แข่ง เหตุมีปัจจัยเฉพาะ คาดออกมาตรการช่วยบรรเทาและปิดปีตัวเลขดีขึ้น

นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในเดือนพฤศจิกายน 2568 ปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้ามาจากอุปสงค์ต่างประเทศเป็นหลัก ทั้งจากรายรับภาคการท่องเที่ยว และการส่งออก ขณะที่อุปสงค์ภาคในประเทศปรับลดลง

อย่างไรก็ดี เครื่องชี้เศรษฐกิจในเดือนพฤศจิกายน ภาพรวมการขยายตัวเศรษฐกิจในปี 2568 และแนวโน้มในปี 2569 คาดว่าตัวเลขยังเป็นไปตามคาดการณ์ ซึ่งมีตัวที่ดีกว่าคาดและต่ำกว่าคาด โดยภาคการบริการดีกว่าคาดการณ์จากนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ แต่ภาคการผลิตยังต่ำกว่าคาด ซึ่งจะต้องรอดูข้อมูลในเดือนธันวาคมนี้ และประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีทั้งปัจจัย Up Side และ Down Side ซึ่ง ธปท.ได้ใส่ไว้ (Price In) ในประมาณการครั้งล่าสุดแล้ว

“เศรษฐกิจเดือน พ.ย. ขยายตัวดีขึ้นจากอุปสงค์ต่างประเทศ ส่วนอุปสงค์ในประเทศลดลง ในระยะต่อไปมองว่าจะมีแรงส่งจากภาคบริการตามแรงส่งของภาคการท่องเที่ยว การบริโภคภาคเอกชนมาจากปัจจัยบวกของมาตรการภาครัฐ”

ทั้งนี้ หากดูข้อมูลเศรษฐกิจเดือนพฤศจิกายน 2568 ตัวเลขภาคการส่งออกขยายตัว 2.0% จากหลายหมวด เช่น การส่งออกเครื่องประดับไปอินเดีย สินค้าอเล็กทรอนิกส์ไปสหรัฐ คอมพิวเตอร์ไปจีน เป็นต้น

อย่างไรก็ดี หมวดที่ปรับลดลง จะเป็นเกษตรแปรรูป น้ำมันปาล์มไปอินเดีย และยานยนต์-รถกระบะไปเม็กซิโก และอาเซียนปรับลดลง ขณะเดียวกันผลจากนโยบายการเก็บภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐ (Reciprocal Tariffs) ในสินค้าที่โดนเรียกเก็บภาษียังเห็นผลไม่มากนัก แต่ยังคงต้องติดตามสินค้าเกษตรแปรรูปในเดือนธันวาคม

ส่วนภาคการผลิตปรับลดลง 3.7% มาจากอุปสงค์ลดลง และปัจจัยชั่วคราว โดยโรงกลั่นปิดซ่อมบำรุง และจะกลับมาเปิดในเดือนธันวาคมนี้ การลดกำลังการผลิตในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และการผลิตรถยนต์นั่งที่ชะลอลง และการปิดโรงงานจากน้ำท่วมภาคใต้ ขณะที่การบริการปรับเพิ่มขึ้น 0.5% มาจากภาคท่องเที่ยวและการค้า โรงแรม-ภัตตาคารปรับดีขึ้นจากนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการภาครัฐ ทั้งมาตรการเที่ยวดีมีคืน และคนละครึ่งพลัส

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว จะเห็นว่ารายรับนักท่องเที่ยวปรับเพิ่มขึ้น 5.3% จากเดือนก่อน เป็นผลมาจากการใช้จ่ายต่อทริปของนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long Haul) ปรับเพิ่มขึ้นชดเชยนักท่องเที่ยวระยะใกล้ (Shot Haul) โดยจำนวนนักท่องเที่ยวในเดือนพฤศจิกายนอยู่ที่ 2.9 ล้านคน ลดลงเล็กน้อยจากนักท่องเที่ยวจีน เกาหลี และมาเลเซียที่ได้รับผลกระทบในช่วงน้กท่วมภาคใต้ ทั้งนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวตั้งแต่ต้นปี-21 ธันวาคม 2568 รวมอยู่ที่ 31.8 ล้านคน

สำหรับการบริโภคภาคเอกชน ปรับลดลง -0.3% ส่วนหนึ่งมาจากยอดใช้นำมันปรับลดลง แต่อุปสงค์ในประเทศได้ผลดีจากมาตรการคนละครึ่งพลัส ส่วนการบริโภคสินค้ากึ่งคงทนทรงตัว ทั้งนี้ หากดูความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 จากมาตรการภาครัฐ แต่ยังถูกกดดันจากภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง น้ำท่วม และความขัดแย้งระหว่างไทยกัมพูชา

ส่วนการลงทุนภาคเอกชนปรับเพิ่มขึ้น 3.3% มาจากเครื่องจักรอุปกรณ์ และเครื่องมือ การนำเข้าสินค้าทุนปรับลดลง และหมวดรถยนต์ปรับลดลงตามยอดการจดทะเบียน และกลุ่มการผลิตยังปรับเพิ่มขึ้น และการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวจากรายจ่ายการลงทุน ที่มีการเบิกจ่ายโครงการกรมทางหลวง และชลประทาน และรัฐวิสาหกิจมีการเบิกจ่ายขนส่งทางราง ส่วนรายจ่ายประจำทรงตัว

ด้านตลาดแรงงานทรงตัว โดยตัวเลขผู้ประกันมาตรา 33 (ม.33) ภาคบริการปรับเพิ่มขึ้น ภาคการผลิตทรงตัว แต่พบว่ามีบางกลุ่มได้รับผลกระทบจากสินค้านำเข้าจากจีน (Import Flooding) ส่วนตัวเลขผู้ว่างงาน ทั้งยอดสะสมและรายใหม่ปรับลดลง โดยภาพรวมตลาดแรงงานดีขึ้น แต่ยังคงต้องตามกลุ่มที่ยังได้รับผลกระทบอยู่

“ปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะต่อไป คือ การฟื้นตัวของภาคผลิตอุตสาหกรรม ค่าเงินบาทแข็งค่า การฟื้นตัวของธุรกิจหลังเหตุการณ์น้ำท่วม ผลจากความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา และผลจากภาษีนำเข้าสหรัฐ”

อัตราเงินเฟ้อทั่วไป -0.49% ลดลงจากเดือนก่อนที่อยู่ -0.76% มาจากอุปทานอาหารสดที่ปรับราคาขึ้นจากน้ำท่วม และอัตราเงินพื้นฐาน 0.66% ใกล้เคียงเดือนก่อนที่ 0.61% ผลมาจาก Nonfood ราคาตั๋วเครื่องบินปรับเพิ่มขึ้นและโปรโมชั่นลดลง และฐานที่สูง

ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลลดลง ทั้งจากดุลการค้าและดุลบรการ ซึ่งมาจากการนำเข้าทองคำ และดุลโอนเงินลดลง โดยดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนพฤศจิกายนอยู่ที่ 0.6 พันล้านดอลลาร์ จากเดือนก่อนอยู่ที่ 1.6 พันล้านดอลลาร์

สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-25 ธันวาคม 2568 เงินบาทเฉลี่ยแข็งค่าขึ้น ซึ่งมาจากนโยบายการผ่อนคลายของสหรัฐ มาจากตัวเลขเศรษฐกิจและการว่างงานที่ออกมาค่อนข้างแย่ ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่า ประกอบกับประเทศไทยมีปัจจัยเฉพาะเรื่องเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ระยะยาว และราคาทองคำปรับขึ้น รายรับนักท่องเที่ยวปรับดีขึ้น ส่งผลให้ดัชนีค่าเงินเมื่อเทียบกับคู่ค้าและคู่แข่ง (NEER) ในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2568 แข็งค่าขึ้น

“เงินบาทแข็งค่าในช่วงที่ผ่านมายอมรับว่าแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ โดยเราดูผลกระทบทางเศรษฐกิจ และพยามมีมาตรการออกมาช่วยเหลือ และแก้ไข ซึ่งวันนี้อาจจะบรรเทาได้บ้าง แต่คาดว่าปิดปีตัวเลขน่าจะสวยขึ้น”