เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
Finance สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Business DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
Finance กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
Automotive บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
Real Estate ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
World ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
Economic บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
จากแสนสิริสู่ผู้นำประเทศ: “เศรษฐา ทวีสิน” คว้ารางวัลเกียรติยศ Thailand Zero Dropout ยกระดับแคมเปญภาคเอกชนสู่ “วาระแห่งชาติ” พลิกโฉมโครงสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาไทย
Real Estate จากแสนสิริสู่ผู้นำประเทศ: “เศรษฐา ทวีสิน” คว้ารางวัลเกียรติยศ Thailand Zero Dropout ยกระดับแคมเปญภาคเอกชนสู่ “วาระแห่งชาติ” พลิกโฉมโครงสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาไทย
‘อนุทิน’ ชี้ 1 ปี ชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำประชาชนใช้ชีวิตได้ไม่ต้องกังวล
Politics ‘อนุทิน’ ชี้ 1 ปี ชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำประชาชนใช้ชีวิตได้ไม่ต้องกังวล
น้ำมันไทยไม่ขาด มีสำรองใช้ 108 วัน พร้อมดึงกองทุนฯ ลดราคา แม้ติดลบ 6.4 หมื่นล้าน
Economic น้ำมันไทยไม่ขาด มีสำรองใช้ 108 วัน พร้อมดึงกองทุนฯ ลดราคา แม้ติดลบ 6.4 หมื่นล้าน
ดูทั้งหมด

ThaiBMA คาดปี’69 ธุรกิจออกหุ้นกู้ 9 แสนล้าน “พลังงาน-แบงก์” ครบดีลมากสุด

07 ม.ค. 2569 | 17:17น.

ThaiBMA ประเมินปี 2569 การออกหุ้นกู้ภาคเอกชนอยู่ที่ 8.8-9 แสนล้านบาท ใกล้เคียงปีที่ผ่านมา มีมูลค่าหุ้นกู้ครบกำหนดกว่า 8.7 แสนล้านบาท กลุ่มธนาคารและพลังงานจ่อออกหุ้นกู้ใหม่ต่อเนื่อง จากแรงหนุนดอกเบี้ยขาลงและแผนลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่ พร้อมชูตราสารหนี้ทำหน้าที่เชื่อมความเสี่ยงกับความมั่นคงของพอร์ต

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ThaiBMA คาดการณ์ว่การออกหุ้นกู้ปี 2569 ที่ 880,000-900,000 ล้านบาท โดยปีนี้มีหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดมีมูลค่าราว 875,985 ล้านบาท โดยกว่า 90% เป็นกลุ่มหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูงหรือกลุ่ม Investment grade (IG) คาดว่าจะสามารถออกจำหน่ายหุ้นกู้รุ่นใหม่เพื่อทดแทนรุ่นเดิม (Roll over) ได้ ซึ่งกลุ่มธนาคารและพลังงานมีแผนลงทุนและออกหุ้นกู้ใหม่ต่อเนื่อง

โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีหุ้นกู้ครบกำหนดมากสุดคือ ธุรกิจการเงิน มูลค่า 167,904 ล้านบาท รองลงมาคือ พลังงาน มูลค่า 145,935 ล้านบาท และอสังหาริมทรัพย์ มูลค่า 144,326 ล้านบาท จากปัจจัยสนับสนุนคืออัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงแผนลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่ การขยายธุรกิจใหม่ เช่น พลังงาน เทคโนโลยี และดาต้าเซ็นเตอร์ และการรีไฟแนนซ์หนี้ของสถาบันการเงิน ทั้งนี้ เป็นการประเมินแบบค่อนข้างระมัดระวัง เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก เช่น ภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าระหว่างประเทศ

อริยา ติรณะประกิจ
อริยา ติรณะประกิจ

สำหรับแผนงานสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ในปี 2569 ได้กำหนดกรอบแผนการดำเนินงานโดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตลาดตราสารหนี้ (Trust) การขับเคลื่อนนวัตกรรม (Innovation) และ ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability) ซึ่งประกอบด้วยแผนงานหลัก 4 ด้าน ดังนี้

  • Strengthen SRO Roles ส่งเสริมบทบาทด้าน SRO ทั้งในตลาดแรกและตลาดรอง
  • Expand Products & Info Services พัฒนาขยายและเพิ่มประสิทธิภาพระบบข้อมูลหรือบริการต่าง ๆ เช่น BHR Portal และ Bond valuation
  • Promote Bond Literacy & Market Education ส่งเสริมความรู้และงานวิจัยด้านตราสารหนี้รวมถึง ESG Bond
  • Enhance Supportive Infrastructure ปรับปรุงระบบงานขึ้นทะเบียนตราสารหนี้ ระบบงานภายใน และ Human capital

ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 2569 มีแนวโน้มปรับลดลงประมาณ 1 ครั้ง ผลสำรวจจากผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่คาดว่า กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายราว 1 ครั้ง 0.25% ในช่วงไตรมาสที่ 2 ลงมาอยู่ที่ 1.00% จากปัจจุบันที่ 1.25% สำหรับการคาดการณ์ Bond yield ไทย ผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่า ปี 2569 Bond yield ไทยรุ่นอายุ 5 ปี และ 10 ปี จะขยับตัวต่ำลงเฉลี่ยราว 5-10 bps. จากสิ้นปี 2568 โดยมีปัจจัยหลักจากแผนการระดมทุนของรัฐบาล การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย และกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ

ขณะที่ฝั่งสหรัฐ ทั้ง Dot Plot ของ FOMC และ FedWatch Tool สะท้อนว่าตลาดคาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยรวม 1-2 ครั้ง ในปี 2569 ไปอยู่ในช่วง 3.0-3.25% หรือ 3.0-3.75% ซึ่งบ่งชี้ว่าทั้งไทยและสหรัฐกำลังเข้าสู่ช่วงปลายของวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง ทำให้ความไม่แน่นอนและช่วงคาดการณ์ของอัตราผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้กว้างขึ้น

สำหรับการลงทุนในปี 2569 ยังคงเน้นย้ำให้จัดพอร์ตการลงทุนโดยยึด “วัตถุประสงค์” เป็นหลัก มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้นหรือการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจนไม่กล้าลงทุน โดยหัวใจสำคัญของการลงทุนคือการเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง ทั้งเป้าหมายของเงินลงทุน ความสามารถในการรับความเสี่ยง และระยะเวลาที่สามารถถือครองการลงทุนได้ ซึ่งสามารถเปรียบเทียบได้กับการจัดทีมฟุตบอลที่ต้องมีกองหน้าเพื่อสร้างผลตอบแทน มีกองหลังเพื่อรักษาเสถียรภาพ และมีกองกลางที่ทำหน้าที่เชื่อมระหว่างความเสี่ยงกับความมั่นคงของพอร์ต

ในมุมมองการจัดพอร์ต สินทรัพย์ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงในระยะยาว เช่น หุ้นหรือกองทุนรวม ยังคงมีบทบาทสำคัญ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรจำกัดการลงทุนไว้เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ควรกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศเพื่อเพิ่มโอกาสและลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัว ขณะที่สินทรัพย์ซึ่งทำหน้าที่เป็นกองหลังของพอร์ต ได้แก่ เงินฝากและตราสารหนี้ระยะสั้นคุณภาพดี รวมถึงกองทุนตลาดเงินและกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง เหมาะสำหรับเงินที่จำเป็นต้องใช้ในช่วง 6–12 เดือนข้างหน้า หรือเงินที่ไม่สามารถรับความเสี่ยงจากการขาดทุนได้

ส่วนเงินลงทุนที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ในระยะสั้น แต่ไม่สามารถรับความเสี่ยงสูงได้ สามารถจัดไว้ในบทบาทของ “กองกลาง” โดยตราสารหนี้ยังคงเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญ แม้ผลตอบแทนในระยะข้างหน้าจะไม่สูงเท่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากรอบการปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ผ่านจุดที่แรงที่สุดไปแล้ว โดยในปี 2569 คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงได้เพียงราว 0.25% และหลังจากนั้นทิศทางยังมีความไม่แน่นอน ผู้ลงทุนจึงควรทำความเข้าใจความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยและความผันผวนของราคาตราสารอย่างรอบคอบ

ดร.สมจินต์กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดตราสารหนี้ไทย ณ สิ้นปี 2568 มีมูลค่าคงค้างรวม 17.9 ล้านล้านบาท คิดเป็น 96% ของ GDP เพิ่มขึ้น 4.6% จากปีก่อนหน้า โดยตลาดหุ้นกู้ภาคเอกชน (Corporate Bond) ณ สิ้นปี 2568 มีมูลค่าการออกใหม่รวม 881,083 ล้านบาท ลดลง 3.51% จากปีก่อนที่อยู่ระดับ 913,141 ล้านบาท จากการออกลดลงของผู้ออกทั้งในกลุ่ม Investment grade (IG) และ High yield (HY)

แต่ทั้งนี้ กลุ่ม IG สามารถออกหุ้นกู้ได้มากกว่าที่ครบกำหนดในอายุเฉลี่ย ซึ่งเป็นผลจากทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่ปรับตัวลดลงตลอดปี โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 2 ปี ลดลง 89 bps. อายุ 5 ปี ลดลง 81 bps. และอายุ 10 ปี ลดลง 65 bps. สอดคล้องกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวม 1% มาอยู่ที่ระดับ 1.25%

ดร.สมจินต์ ดร.สมจินต์
ดร.สมจินต์ ศรไพศาล

ส่งผลให้กองทุนตราสารหนี้รวมถึงกองทุน Thai ESG Bond ให้ผลตอบแทนที่ดีในปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันนักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย 72,396 ล้านบาท ทำให้ยอดถือครองรวมอยู่ที่ราว 9.18 ล้านล้านบาท คิดเป็น 5.12% ของตลาดตราสารหนี้ทั้งหมด โดยตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองมีอายุคงเหลือเฉลี่ย 8.09 ปี ลดลงจาก 8.66 ปี เมื่อสิ้นปี 2567

“สำหรับภาพรวมแหล่งระดมทุนหลักของระบบการเงินไทยทั้ง 3 ส่วน ได้แก่ ตลาดตราสารหนี้ ตลาดทุน และสินเชื่อธนาคาร พบว่าตลาดตราสารหนี้มีขนาด 17.9 ล้านล้านบาท ตลาดหุ้นลดลงมาอยู่ที่ 15.9 ล้านล้านบาท ขณะที่สินเชื่อธนาคารอยู่ที่ราว 18 ล้านล้านบาท เมื่อเทียบกับ GDP ตลาดตราสารหนี้คิดเป็น 96% ตลาดหุ้น 86% และสินเชื่อธนาคาร 97% สะท้อนบทบาทของตลาดทุนไทยที่พัฒนาเป็นสามขาของระบบการเงิน ช่วยกระจายแหล่งระดมทุนจากที่เคยพึ่งพาสถาบันการเงินเป็นหลักในช่วงก่อนวิกฤตปี 1997” ดร.สมจินต์กล่าว

โครงสร้างตลาดตราสารหนี้ไทย ณ ปัจจุบัน แบ่งเป็นพันธบัตรรัฐบาล 9.66 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54% พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย 2.65 ล้านล้านบาท คิดเป็น 14% และหุ้นกู้ภาคเอกชน 4.46 ล้านล้านบาท คิดเป็น 25% โดยการเติบโตของตลาดกว่า 4.67% มาจากการออกพันธบัตรรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นจากการดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุล

ขณะที่มูลค่าคงค้างพันธบัตรรัฐบาลปี 2568 เพิ่มขึ้นราว 6% จาก 9.1 ล้านล้านบาท เป็น 9.6 ล้านล้านบาท และรัฐบาลใช้จังหวะดอกเบี้ยขาลงออกพันธบัตรระยะยาวมากขึ้น ส่งผลให้อายุเฉลี่ยพันธบัตรเพิ่มจาก 10.64 ปี เป็น 10.9 ปี ส่วนพันธบัตร ธปท. เพิ่มขึ้นจาก 2.34 ล้านล้านบาท เป็น 2.65 ล้านล้านบาท ตามภารกิจดูแลสภาพคล่องระบบการเงิน

ด้านหุ้นกู้เอกชน มูลค่าคงค้างลดลงราว 2.5% ต่อเนื่องเป็นปีที่สองนับจากปี 2566 โดยบริษัทขนาดใหญ่ยังสามารถออกหุ้นกู้ได้ ขณะที่บริษัทขนาดกลางและเล็กออกน้อยลง ภาพรวมด้านเครดิตเรตติ้งพบว่าจำนวนบริษัทถูกปรับลดอันดับเครดิตลงจาก 47 บริษัทในปีก่อน เหลือ 34 บริษัท ในปี 2568 ขณะที่บริษัทที่ได้รับการปรับเพิ่มอันดับเครดิตเพิ่มขึ้นจาก 13 เป็น 18 บริษัท

โดยมูลค่าการออกหุ้นกู้ใหม่ทั้งปี 2568 ลดลง 3.51% โดยช่วงครึ่งปีแรกได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดโลก ทำให้การออกหุ้นกู้ลดลงถึง 19% ก่อนจะเร่งตัวในครึ่งปีหลังจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงชัดเจน

แต่ทั้งนี้ กลุ่ม Investment grade (IG) สามารถออกหุ้นกู้ได้มากกว่าที่ครบกำหนดในอายุเฉลี่ย การออกที่ยาวขึ้นและมูลค่าเฉลี่ยการออกสูงขึ้น ในขณะที่กลุ่ม High yield (HY) ออกหุ้นกู้ได้น้อยกว่าที่ครบกำหนดในอายุเฉลี่ยการออกที่สั้นลงและมูลค่าเฉลี่ยการออกต่ำลง กลุ่มอุตสาหกรรมที่มียอดการออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ พลังงาน (ENERGY), ไฟแนนซ์ (FINANCE) และอสังหาริมทรัพย์ (PROPERTY) ตามลำดับ หุ้นกู้ระยะยาวที่ออกทั้งหมดในปี 2568 เสนอขายต่อประชาชนทั่วไป (PO) ในจำนวนที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า

ด้านการออกตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืน (ESG bond) โดยปี 2568 ออก 208,404 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.18% จากปี 2567 โดยตลาด ESG Bond ไทยเติบโตต่อเนื่อง มูลค่าคงค้างรวมอยู่ที่ราว 978,425 ล้านบาท ส่วนใหญ่ยังเป็นการออกโดยภาครัฐ โดยเฉพาะ Sustainability-Linked Bond (SLB) ขณะที่ภาคเอกชนมีมูลค่าการออก ESG Bond ราว 47,975 ล้านบาท คิดเป็นเพียง 6.15% ของหุ้นกู้เอกชนทั้งหมด แต่จำนวนบริษัทที่ออกเพิ่มขึ้นเป็น 12 แห่ง ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม เช่น อสังหาริมทรัพย์ อาหาร และท่องเที่ยว สะท้อนศักยภาพการเติบโตในอนาคต

ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา มีหุ้นกู้ผิดนัดชำระ 8 ราย มูลค่ารวมกว่า 8,319 ล้านบาท และมีบริษัทขอเลื่อนกำหนดชำระหนี้ 21 ราย มูลค่ารวมกว่า 59,804 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดกลางและเล็ก ซึ่งเชื่อมโยงกับภาวะตลาดหุ้นและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี บางบริษัทสามารถทยอยชำระคืนและปรับโครงสร้างหนี้ได้

“ในมุมของความเสี่ยงมีความเป็นไปได้แน่นอนที่บริษัทเอกชนจะเกิดการผิดนัดชำระหรือขอเลื่อนชำระหนี้เพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งถือเป็นธรรมชาติของตลาดการเงิน ไม่ใช่ความเสี่ยงเฉพาะของประเทศไทย จากภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตในระดับต่ำราว 1.5% บวกหรือลบ ข้อจำกัดด้านการเงินการคลังของภาครัฐ การแข่งขันทางธุรกิจ และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ล้วนเป็นปัจจัยท้าทายที่ทุกบริษัทต้องเผชิญ” ดร.สมจินต์กล่าว

สำหรับเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวลดลงในปี 2568 โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Bond yield) ปรับตัวลดลงทั้งเส้น โดย Bond yield ระยะสั้นลดลงเร็วกว่าระยะยาวในลักษณะ Bull steepening ที่ Bond yield ระยะสั้นปรับลดตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ส่วน Bond yield ระยะยาวปรับลดลงน้อยกว่าซึ่งน่าจะสะท้อนความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะหรือ Bond supply ในระดับสูง ส่งผลให้ Bond yield ไทยรุ่นอายุ 2 ปี 5 ปี และ10 ปี ปรับตัวลดลง 89, 81 และ 65 bps. จากสิ้นปี 2567 มาอยู่ที่ระดับ 1.13%, 1.28% และ 1.66% ตามลำดับ ณ สิ้นปี 2568

หากพิจารณาในเชิงผลตอบแทนที่แท้จริง พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ที่ให้ผลตอบแทน 4.14% เมื่อนำไปหักด้วยเงินเฟ้อ 3% จะได้ Real Return ประมาณ 1.14% ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ที่ให้ผลตอบแทน 1.66% เมื่อนำไปหักด้วยเงินเฟ้อ -0.72% จะได้ Real Return ประมาณ 3%

แสดงให้เห็นว่า แม้อัตราผลตอบแทนในเชิงตัวเลข (Nominal Yield) ของไทยจะต่ำกว่าสหรัฐ แต่ในเชิงผลตอบแทนที่แท้จริงไม่ได้ด้อยกว่า ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไมนักลงทุนเลือกลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ รวมถึงกองทุน Thai ESG Bond ซึ่งได้รับผลตอบแทนที่ดีในปีที่ผ่านมา โดย Bond Total Return Index ซึ่งมี Duration เฉลี่ยราว 9 ปี ให้ผลตอบแทน 7.2% ในปี 2568

เมื่อพิจารณาตลาดหุ้นกู้เอกชน โดยใช้พันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี เป็นอัตราอ้างอิง จะพบว่าอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ทุกระดับเครดิตปรับลดลงในทิศทางเดียวกับพันธบัตรรัฐบาล โดย ณ สิ้นปีที่ผ่านมา พันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี อยู่ที่ 1.28% หุ้นกู้ระดับ AAA อยู่ที่ 1.81% AA อยู่ที่ 2.10% A อยู่ที่ 2.53% และ BBB+ อยู่ที่ 3.78%