ThaiBMA คาดปี’69 ธุรกิจออกหุ้นกู้ 9 แสนล้าน “พลังงาน-แบงก์” ครบดีลมากสุด
ThaiBMA ประเมินปี 2569 การออกหุ้นกู้ภาคเอกชนอยู่ที่ 8.8-9 แสนล้านบาท ใกล้เคียงปีที่ผ่านมา มีมูลค่าหุ้นกู้ครบกำหนดกว่า 8.7 แสนล้านบาท กลุ่มธนาคารและพลังงานจ่อออกหุ้นกู้ใหม่ต่อเนื่อง จากแรงหนุนดอกเบี้ยขาลงและแผนลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่ พร้อมชูตราสารหนี้ทำหน้าที่เชื่อมความเสี่ยงกับความมั่นคงของพอร์ต
นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ThaiBMA คาดการณ์ว่การออกหุ้นกู้ปี 2569 ที่ 880,000-900,000 ล้านบาท โดยปีนี้มีหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดมีมูลค่าราว 875,985 ล้านบาท โดยกว่า 90% เป็นกลุ่มหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูงหรือกลุ่ม Investment grade (IG) คาดว่าจะสามารถออกจำหน่ายหุ้นกู้รุ่นใหม่เพื่อทดแทนรุ่นเดิม (Roll over) ได้ ซึ่งกลุ่มธนาคารและพลังงานมีแผนลงทุนและออกหุ้นกู้ใหม่ต่อเนื่อง
โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีหุ้นกู้ครบกำหนดมากสุดคือ ธุรกิจการเงิน มูลค่า 167,904 ล้านบาท รองลงมาคือ พลังงาน มูลค่า 145,935 ล้านบาท และอสังหาริมทรัพย์ มูลค่า 144,326 ล้านบาท จากปัจจัยสนับสนุนคืออัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงแผนลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่ การขยายธุรกิจใหม่ เช่น พลังงาน เทคโนโลยี และดาต้าเซ็นเตอร์ และการรีไฟแนนซ์หนี้ของสถาบันการเงิน ทั้งนี้ เป็นการประเมินแบบค่อนข้างระมัดระวัง เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก เช่น ภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าระหว่างประเทศ

สำหรับแผนงานสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ในปี 2569 ได้กำหนดกรอบแผนการดำเนินงานโดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตลาดตราสารหนี้ (Trust) การขับเคลื่อนนวัตกรรม (Innovation) และ ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability) ซึ่งประกอบด้วยแผนงานหลัก 4 ด้าน ดังนี้
- Strengthen SRO Roles ส่งเสริมบทบาทด้าน SRO ทั้งในตลาดแรกและตลาดรอง
- Expand Products & Info Services พัฒนาขยายและเพิ่มประสิทธิภาพระบบข้อมูลหรือบริการต่าง ๆ เช่น BHR Portal และ Bond valuation
- Promote Bond Literacy & Market Education ส่งเสริมความรู้และงานวิจัยด้านตราสารหนี้รวมถึง ESG Bond
- Enhance Supportive Infrastructure ปรับปรุงระบบงานขึ้นทะเบียนตราสารหนี้ ระบบงานภายใน และ Human capital
ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 2569 มีแนวโน้มปรับลดลงประมาณ 1 ครั้ง ผลสำรวจจากผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่คาดว่า กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายราว 1 ครั้ง 0.25% ในช่วงไตรมาสที่ 2 ลงมาอยู่ที่ 1.00% จากปัจจุบันที่ 1.25% สำหรับการคาดการณ์ Bond yield ไทย ผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่า ปี 2569 Bond yield ไทยรุ่นอายุ 5 ปี และ 10 ปี จะขยับตัวต่ำลงเฉลี่ยราว 5-10 bps. จากสิ้นปี 2568 โดยมีปัจจัยหลักจากแผนการระดมทุนของรัฐบาล การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย และกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ
ขณะที่ฝั่งสหรัฐ ทั้ง Dot Plot ของ FOMC และ FedWatch Tool สะท้อนว่าตลาดคาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยรวม 1-2 ครั้ง ในปี 2569 ไปอยู่ในช่วง 3.0-3.25% หรือ 3.0-3.75% ซึ่งบ่งชี้ว่าทั้งไทยและสหรัฐกำลังเข้าสู่ช่วงปลายของวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง ทำให้ความไม่แน่นอนและช่วงคาดการณ์ของอัตราผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้กว้างขึ้น
สำหรับการลงทุนในปี 2569 ยังคงเน้นย้ำให้จัดพอร์ตการลงทุนโดยยึด “วัตถุประสงค์” เป็นหลัก มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้นหรือการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจนไม่กล้าลงทุน โดยหัวใจสำคัญของการลงทุนคือการเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง ทั้งเป้าหมายของเงินลงทุน ความสามารถในการรับความเสี่ยง และระยะเวลาที่สามารถถือครองการลงทุนได้ ซึ่งสามารถเปรียบเทียบได้กับการจัดทีมฟุตบอลที่ต้องมีกองหน้าเพื่อสร้างผลตอบแทน มีกองหลังเพื่อรักษาเสถียรภาพ และมีกองกลางที่ทำหน้าที่เชื่อมระหว่างความเสี่ยงกับความมั่นคงของพอร์ต
ในมุมมองการจัดพอร์ต สินทรัพย์ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงในระยะยาว เช่น หุ้นหรือกองทุนรวม ยังคงมีบทบาทสำคัญ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรจำกัดการลงทุนไว้เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ควรกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศเพื่อเพิ่มโอกาสและลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัว ขณะที่สินทรัพย์ซึ่งทำหน้าที่เป็นกองหลังของพอร์ต ได้แก่ เงินฝากและตราสารหนี้ระยะสั้นคุณภาพดี รวมถึงกองทุนตลาดเงินและกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง เหมาะสำหรับเงินที่จำเป็นต้องใช้ในช่วง 6–12 เดือนข้างหน้า หรือเงินที่ไม่สามารถรับความเสี่ยงจากการขาดทุนได้
ส่วนเงินลงทุนที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ในระยะสั้น แต่ไม่สามารถรับความเสี่ยงสูงได้ สามารถจัดไว้ในบทบาทของ “กองกลาง” โดยตราสารหนี้ยังคงเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญ แม้ผลตอบแทนในระยะข้างหน้าจะไม่สูงเท่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากรอบการปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ผ่านจุดที่แรงที่สุดไปแล้ว โดยในปี 2569 คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงได้เพียงราว 0.25% และหลังจากนั้นทิศทางยังมีความไม่แน่นอน ผู้ลงทุนจึงควรทำความเข้าใจความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยและความผันผวนของราคาตราสารอย่างรอบคอบ
ดร.สมจินต์กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดตราสารหนี้ไทย ณ สิ้นปี 2568 มีมูลค่าคงค้างรวม 17.9 ล้านล้านบาท คิดเป็น 96% ของ GDP เพิ่มขึ้น 4.6% จากปีก่อนหน้า โดยตลาดหุ้นกู้ภาคเอกชน (Corporate Bond) ณ สิ้นปี 2568 มีมูลค่าการออกใหม่รวม 881,083 ล้านบาท ลดลง 3.51% จากปีก่อนที่อยู่ระดับ 913,141 ล้านบาท จากการออกลดลงของผู้ออกทั้งในกลุ่ม Investment grade (IG) และ High yield (HY)
แต่ทั้งนี้ กลุ่ม IG สามารถออกหุ้นกู้ได้มากกว่าที่ครบกำหนดในอายุเฉลี่ย ซึ่งเป็นผลจากทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่ปรับตัวลดลงตลอดปี โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 2 ปี ลดลง 89 bps. อายุ 5 ปี ลดลง 81 bps. และอายุ 10 ปี ลดลง 65 bps. สอดคล้องกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวม 1% มาอยู่ที่ระดับ 1.25%

ส่งผลให้กองทุนตราสารหนี้รวมถึงกองทุน Thai ESG Bond ให้ผลตอบแทนที่ดีในปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันนักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย 72,396 ล้านบาท ทำให้ยอดถือครองรวมอยู่ที่ราว 9.18 ล้านล้านบาท คิดเป็น 5.12% ของตลาดตราสารหนี้ทั้งหมด โดยตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองมีอายุคงเหลือเฉลี่ย 8.09 ปี ลดลงจาก 8.66 ปี เมื่อสิ้นปี 2567
“สำหรับภาพรวมแหล่งระดมทุนหลักของระบบการเงินไทยทั้ง 3 ส่วน ได้แก่ ตลาดตราสารหนี้ ตลาดทุน และสินเชื่อธนาคาร พบว่าตลาดตราสารหนี้มีขนาด 17.9 ล้านล้านบาท ตลาดหุ้นลดลงมาอยู่ที่ 15.9 ล้านล้านบาท ขณะที่สินเชื่อธนาคารอยู่ที่ราว 18 ล้านล้านบาท เมื่อเทียบกับ GDP ตลาดตราสารหนี้คิดเป็น 96% ตลาดหุ้น 86% และสินเชื่อธนาคาร 97% สะท้อนบทบาทของตลาดทุนไทยที่พัฒนาเป็นสามขาของระบบการเงิน ช่วยกระจายแหล่งระดมทุนจากที่เคยพึ่งพาสถาบันการเงินเป็นหลักในช่วงก่อนวิกฤตปี 1997” ดร.สมจินต์กล่าว
โครงสร้างตลาดตราสารหนี้ไทย ณ ปัจจุบัน แบ่งเป็นพันธบัตรรัฐบาล 9.66 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54% พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย 2.65 ล้านล้านบาท คิดเป็น 14% และหุ้นกู้ภาคเอกชน 4.46 ล้านล้านบาท คิดเป็น 25% โดยการเติบโตของตลาดกว่า 4.67% มาจากการออกพันธบัตรรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นจากการดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุล
ขณะที่มูลค่าคงค้างพันธบัตรรัฐบาลปี 2568 เพิ่มขึ้นราว 6% จาก 9.1 ล้านล้านบาท เป็น 9.6 ล้านล้านบาท และรัฐบาลใช้จังหวะดอกเบี้ยขาลงออกพันธบัตรระยะยาวมากขึ้น ส่งผลให้อายุเฉลี่ยพันธบัตรเพิ่มจาก 10.64 ปี เป็น 10.9 ปี ส่วนพันธบัตร ธปท. เพิ่มขึ้นจาก 2.34 ล้านล้านบาท เป็น 2.65 ล้านล้านบาท ตามภารกิจดูแลสภาพคล่องระบบการเงิน
ด้านหุ้นกู้เอกชน มูลค่าคงค้างลดลงราว 2.5% ต่อเนื่องเป็นปีที่สองนับจากปี 2566 โดยบริษัทขนาดใหญ่ยังสามารถออกหุ้นกู้ได้ ขณะที่บริษัทขนาดกลางและเล็กออกน้อยลง ภาพรวมด้านเครดิตเรตติ้งพบว่าจำนวนบริษัทถูกปรับลดอันดับเครดิตลงจาก 47 บริษัทในปีก่อน เหลือ 34 บริษัท ในปี 2568 ขณะที่บริษัทที่ได้รับการปรับเพิ่มอันดับเครดิตเพิ่มขึ้นจาก 13 เป็น 18 บริษัท
โดยมูลค่าการออกหุ้นกู้ใหม่ทั้งปี 2568 ลดลง 3.51% โดยช่วงครึ่งปีแรกได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดโลก ทำให้การออกหุ้นกู้ลดลงถึง 19% ก่อนจะเร่งตัวในครึ่งปีหลังจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงชัดเจน
แต่ทั้งนี้ กลุ่ม Investment grade (IG) สามารถออกหุ้นกู้ได้มากกว่าที่ครบกำหนดในอายุเฉลี่ย การออกที่ยาวขึ้นและมูลค่าเฉลี่ยการออกสูงขึ้น ในขณะที่กลุ่ม High yield (HY) ออกหุ้นกู้ได้น้อยกว่าที่ครบกำหนดในอายุเฉลี่ยการออกที่สั้นลงและมูลค่าเฉลี่ยการออกต่ำลง กลุ่มอุตสาหกรรมที่มียอดการออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ พลังงาน (ENERGY), ไฟแนนซ์ (FINANCE) และอสังหาริมทรัพย์ (PROPERTY) ตามลำดับ หุ้นกู้ระยะยาวที่ออกทั้งหมดในปี 2568 เสนอขายต่อประชาชนทั่วไป (PO) ในจำนวนที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า
ด้านการออกตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืน (ESG bond) โดยปี 2568 ออก 208,404 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.18% จากปี 2567 โดยตลาด ESG Bond ไทยเติบโตต่อเนื่อง มูลค่าคงค้างรวมอยู่ที่ราว 978,425 ล้านบาท ส่วนใหญ่ยังเป็นการออกโดยภาครัฐ โดยเฉพาะ Sustainability-Linked Bond (SLB) ขณะที่ภาคเอกชนมีมูลค่าการออก ESG Bond ราว 47,975 ล้านบาท คิดเป็นเพียง 6.15% ของหุ้นกู้เอกชนทั้งหมด แต่จำนวนบริษัทที่ออกเพิ่มขึ้นเป็น 12 แห่ง ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม เช่น อสังหาริมทรัพย์ อาหาร และท่องเที่ยว สะท้อนศักยภาพการเติบโตในอนาคต
ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา มีหุ้นกู้ผิดนัดชำระ 8 ราย มูลค่ารวมกว่า 8,319 ล้านบาท และมีบริษัทขอเลื่อนกำหนดชำระหนี้ 21 ราย มูลค่ารวมกว่า 59,804 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดกลางและเล็ก ซึ่งเชื่อมโยงกับภาวะตลาดหุ้นและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี บางบริษัทสามารถทยอยชำระคืนและปรับโครงสร้างหนี้ได้
“ในมุมของความเสี่ยงมีความเป็นไปได้แน่นอนที่บริษัทเอกชนจะเกิดการผิดนัดชำระหรือขอเลื่อนชำระหนี้เพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งถือเป็นธรรมชาติของตลาดการเงิน ไม่ใช่ความเสี่ยงเฉพาะของประเทศไทย จากภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตในระดับต่ำราว 1.5% บวกหรือลบ ข้อจำกัดด้านการเงินการคลังของภาครัฐ การแข่งขันทางธุรกิจ และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ล้วนเป็นปัจจัยท้าทายที่ทุกบริษัทต้องเผชิญ” ดร.สมจินต์กล่าว
สำหรับเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวลดลงในปี 2568 โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Bond yield) ปรับตัวลดลงทั้งเส้น โดย Bond yield ระยะสั้นลดลงเร็วกว่าระยะยาวในลักษณะ Bull steepening ที่ Bond yield ระยะสั้นปรับลดตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ส่วน Bond yield ระยะยาวปรับลดลงน้อยกว่าซึ่งน่าจะสะท้อนความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะหรือ Bond supply ในระดับสูง ส่งผลให้ Bond yield ไทยรุ่นอายุ 2 ปี 5 ปี และ10 ปี ปรับตัวลดลง 89, 81 และ 65 bps. จากสิ้นปี 2567 มาอยู่ที่ระดับ 1.13%, 1.28% และ 1.66% ตามลำดับ ณ สิ้นปี 2568
หากพิจารณาในเชิงผลตอบแทนที่แท้จริง พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ที่ให้ผลตอบแทน 4.14% เมื่อนำไปหักด้วยเงินเฟ้อ 3% จะได้ Real Return ประมาณ 1.14% ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ที่ให้ผลตอบแทน 1.66% เมื่อนำไปหักด้วยเงินเฟ้อ -0.72% จะได้ Real Return ประมาณ 3%
แสดงให้เห็นว่า แม้อัตราผลตอบแทนในเชิงตัวเลข (Nominal Yield) ของไทยจะต่ำกว่าสหรัฐ แต่ในเชิงผลตอบแทนที่แท้จริงไม่ได้ด้อยกว่า ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไมนักลงทุนเลือกลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ รวมถึงกองทุน Thai ESG Bond ซึ่งได้รับผลตอบแทนที่ดีในปีที่ผ่านมา โดย Bond Total Return Index ซึ่งมี Duration เฉลี่ยราว 9 ปี ให้ผลตอบแทน 7.2% ในปี 2568
เมื่อพิจารณาตลาดหุ้นกู้เอกชน โดยใช้พันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี เป็นอัตราอ้างอิง จะพบว่าอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ทุกระดับเครดิตปรับลดลงในทิศทางเดียวกับพันธบัตรรัฐบาล โดย ณ สิ้นปีที่ผ่านมา พันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี อยู่ที่ 1.28% หุ้นกู้ระดับ AAA อยู่ที่ 1.81% AA อยู่ที่ 2.10% A อยู่ที่ 2.53% และ BBB+ อยู่ที่ 3.78%