Skip to content

บลจ.ทิสโก้ ตั้งเป้า AUM ปี’69 โต 6-8% ชู AI–Healthcare–Defensive เป็นธีมหลักการลงทุน

02 ก.พ. 2569 | 16:23น.
บลจ.ทิสโก้ ตั้งเป้า AUM ปี’69 โต 6-8% ชู AI–Healthcare–Defensive เป็นธีมหลักการลงทุน

บลจ.ทิสโก้ ประเมินเศรษฐกิจและตลาดการเงินยังผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายโลก แต่โอกาสลงทุนยังเปิดกว้างจากดอกเบี้ยขาลงและกำไรบริษัทจดทะเบียนที่เติบโต ตั้งเป้าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารแตะ 4.7 แสนล้านบาท แนะนักลงทุน “บาลานซ์พอร์ต” กระจายความเสี่ยง เน้น AI Healthcare หุ้นปันผล และทองคำ รับมือความไม่แน่นอนในปี 2569

นายสาห์รัช ชัฏสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา บลจ. ทิสโก้ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าอย่างต่อเนื่องทั้งธุรกิจกองทุนรวมและธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จนทำให้มูลค่าสินทรัพย์รวมภายใต้การจัดการ (AUM) รวม 448,087 ล้านบาท เติบโตเกือบ 10.15% จากปีก่อน ถือเป็นการเติบโตที่โดดเด่นสวนทางกับความผันผวนของตลาด ซึ่งการเติบโตดังกล่าวมาจากการบริหารผลตอบแทนที่อยู่ในระดับที่ดี ทำให้ได้รับโอนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ขนาดใหญ่ในปีที่ผ่านมา และยังได้รับแรงหนุนจากสมาชิกที่มีความเข้าใจด้านการลงทุนมากขึ้น ทำให้ได้รับผลตอบแทนสูงขึ้น และช่วยผลักดัน AUM รวมให้เติบโตตามไปด้วย

นอกจากนี้ ธุรกิจกองทุนรวม (Mutual Fund) ยังเติบโตอย่างโดดเด่นจากตัวแทนผู้สนับสนุนการขายเลือกกองทุนรวมของ บลจ. ทิสโก้เป็นกองทุนแนะนำ ประกอบกับ ในปี 2568 บลจ. ทิสโก้เปิดเสนอขายกองทุนใหม่จำนวน 9 กองทุน (ไม่นับรวมกองทุนทริกเกอร์) ทำให้ AUM ของธุรกิจ Mutual Fund  ปี 2568 โต 17.98% มาอยู่ที่ 68,412 ล้านบาท เติบโตกว่าอุตสาหกรรมเกือบ 2 เท่า

เมื่อเปรียบเทียบกับภาพรวมอุตสาหกรรมกองทุนรวมในปีที่ผ่านมา ซึ่งเติบโตประมาณ 9% YoY จะเห็นว่าการเติบโตส่วนใหญ่มาจากกองทุนตราสารหนี้ จากปัจจัยดอกเบี้ยขาลงและอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่อยู่ในระดับต่ำราว 1% ส่งผลให้เม็ดเงินไหลออกจากเงินฝากเข้าสู่กองทุนตราสารหนี้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่กองทุนหุ้นโดยรวมของอุตสาหกรรมแทบไม่เติบโต โดยเฉพาะกองทุนหุ้นไทยที่ได้รับแรงกดดันจากการไหลออกของเงินลงทุนในกองทุน LTF กว่าแสนล้านบาท

อย่างไรก็ดี เงินไหลออกจากกองทุนหุ้นไทยดังกล่าว ถูกชดเชยด้วยเงินลงทุนในกองทุนหุ้นต่างประเทศ สะท้อนพฤติกรรมนักลงทุนที่เริ่มกระจายการลงทุนออกนอกประเทศมากขึ้น หลังตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กองทุนหุ้นต่างประเทศในภาพรวมอุตสาหกรรมยังสามารถเติบโตได้

ขณะเดียวกัน กองทุนผสมยังเป็นอีกกลุ่มผลิตภัณฑ์สำคัญ โดยตอบโจทย์นักลงทุนที่ยังไม่มั่นใจทิศทางตลาดหรือไม่แน่ใจว่าจะลงทุนในประเทศใด ซึ่งกองทุนผสมของบลจ.ทิสโก้ถือเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์เรือธง (Flagship) ที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ กองทุนทองคำของบริษัทยังเติบโตไปในทิศทางเดียวกับตลาด จากทั้งการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาทองคำและกระแสเงินลงทุนที่ไหลเข้ากองทุนอย่างต่อเนื่อง

“เมื่อมองภาพรวมจะเห็นชัดว่า ธุรกิจกองทุนรวมของทิสโก้เติบโตในทุก category โดยเฉพาะกองทุนหุ้นและกองทุนผสม ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างจากภาพรวมอุตสาหกรรม และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ AUM กองทุนรวมของเราขยายตัวได้มากกว่าอุตสาหกรรมถึงสองเท่าในปีที่ผ่านมา” นายสาห์รัชกล่าว

นายสาห์รัชระบุว่า สำหรับกระแสเงินลงทุนในปีที่ผ่านมา สิ่งที่น่าสนใจคือเงินลงทุนที่ไหลเข้าสู่กองทุนจีน กองทุนหุ้นไทย และกองทุนทองคำ ซึ่งสวนทางกับทัศนคติของนักลงทุนในช่วงก่อนหน้า โดยกองทุนที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นในปี 2568 อันดับต้นๆ ได้แก่ กองทุนทองคำที่ให้ผลตอบแทนสูงถึง 57.3% กองทุนธีมโลกและลาตินอเมริกา รวมถึงกองทุนพลังงานใหม่ ชีววิทยาศาสตร์ และจีน ขณะที่ในกลุ่ม 10 กองทุนผลตอบแทนสูงสุด ไม่มีกองทุนหุ้นสหรัฐ สะท้อนการกระจายเงินลงทุนออกจากตลาดสหรัฐมากขึ้น

ในส่วนของตลาดหุ้นไทย แม้ว่าในปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยปรับปรับลดลง สวนทางกับตลาดหุ้นโลก แต่บลจ.ทิสโก้ยังสามารถเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับลูกค้าที่ต้องการลงทุนในหุ้นไทย เห็นได้จากผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุนเปิด ทิสโก้ ไฮ ดิวิเดนด์ หุ้นทุน ชนิดผู้ลงทุนทั่วไป (TISCOHD-A) ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ลงทุนในหุ้นไทยที่จ่ายเงินปันผลต่อเนื่องซึ่งอยู่ในดัชนี SET HD 30 Total Return Index โดยใช้นโยบายการลงทุนแบบเชิงรุก ข้อมูลจาก บลจ. ทิสโก้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 กองทุน TISCOHD-A มีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี 3 ปี 5 ปี 10 ปีและตั้งแต่จัดตั้งกองทุนถึงปัจจุบัน อยู่ที่ 0.75% 18.90% 14.89% ต่อปี 6.08% ต่อปี 8.73% ต่อปี 8.04% ต่อปี และ 6.57% ต่อปี สร้างผลตอบแทนได้ดีกว่า SETHD TRI 3.6% และดีกว่า SET Index ถึง 20.9%

สำหรับในปี 2569 บลจ. ทิสโก้ยังคงมุ่งเน้นการเติบโต โดยธุรกิจกองทุนรวมจะขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทางตัวแทนผู้สนับสนุนการขาย และช่องทางออนไลน์ ผ่านการสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งมองหาโอกาสในการออกผลิตภัณฑ์กองทุนใหม่ ๆ รวมถึงการนำเสนอกองทุน ที่ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนให้แก่นักลงทุนอย่างต่อเนื่อง เช่น กองทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่ กองทุนที่ตอบโจทย์ยุคดอกเบี้ยต่ำ และกองทุนที่เน้นลงทุนในธีมเด่นในกระแสโลก เช่น กองทุนลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI (AI Revolution) กองทุนที่ลงทุนในธุรกิจเกี่ยวกับความปลอดภัยของโลก (Global Defense Tech) และกองทุนที่สร้างความยืดหยุ่นให้พอร์ตการลงทุน (Resilience)

นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในช่วงที่ตลาดหุ้นทั้งในและต่างประเทศมีความผันผวน หรือปรับตัวลดลง ผ่านการออกกองทุนทริกเกอร์ทั้งหุ้นไทยและหุ้นต่างประเทศ รวมถึงกองทุนทริกเกอร์ในรูปแบบธีมฟันด์ โดยเชื่อมั่นว่าจะเป็นกลุ่มกองทุนที่ช่วยจับจังหวะสร้างผลตอบแทนระยะสั้นให้แก่นักลงทุนได้เป็นอย่างดี

“ปี 2569 บลจ.ทิสโก้ตั้งเป้า AUM เติบโต 6-8% หรือมี AUM อยู่ที่ 4.7 แสนล้านบาท และจะเดินหน้าพัฒนาคุณภาพการให้บริการในทุกธุรกิจ เช่น พัฒนาแอปพลิเคชัน TISCO My Funds ให้สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของ บลจ. ทิสโก้ สามารถเช็คยอดเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และสร้างความมั่งคั่งเพิ่มเติมผ่านการลงทุนในกองทุนรวมได้ในแอปพลิเคชันเดียว พร้อมกับให้ความรู้ด้านการลงทุนและการเงินแก่ลูกค้ากองทุนรวมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งในระยะยาว บลจ. ทิสโก้มุ่งหวังเป็น Life-time Professional Investment Partner ให้ลูกค้าสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืน เกษียณอย่างไร้กังวล และมีความรู้การเงินที่รอบด้าน” นายสาห์รัชกล่าว

ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา บลจ.ทิสโก้เปิดตัวกองทุนใหม่หลายประเภท รวม 5 กลุ่มหลัก จำนวน 9 กองทุน โดยกองทุนใหม่ทั้งหมดมี AUM รวม 6,759 ล้านบาท นอกจากนี้ บลจ.ทิสโก้ยังออกกองทุนทริกเกอร์ฟันด์ 4 กองทุนในปีที่ผ่านมา และสามารถบริหารได้ถึงเป้าหมายทั้งหมด โดยถึงเป้าหมายในระยะเวลาได้ 3 กองทุน ถึงเป้าหมายเร็วที่สุดคือภายใน 25 วัน ซึ่งก็คือกองทุน TGOLD5M1 ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี บลจ.ทิสโก้ได้ออกทริกเกอร์ฟันด์สะสมรวม 156 กอง โดยกว่า 80% สามารถบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนด (ถึงเป้าหมายในระยะเวลา 92 กองทุน และถึงเป้าหมายนอกระยะเวลาลงทุน 34 กองทุน)

นางแขขวัญ โรจน์วัฒนกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า จากความมุ่งมั่นในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีอย่างสม่ำเสมอภายใต้ระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการให้ความรู้ด้านการวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณอย่างรอบด้านแก่สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ส่งผลให้ธุรกิจ PVD ของบลจ.ทิสโก้สร้างสถิติใหม่ มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) มากกว่า 328,000 ล้านบาท เติบโต 14.22% จากสิ้นปีก่อน สูงกว่าอุตสาหกรรมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่เติบโต 5.82%

ปัจจุบัน บลจ.ทิสโก้มีนายจ้างในระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกว่า 5,900 บริษัท และมีสมาชิกมากกว่า 628,000 ราย ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่งของอุตสาหกรรมกองทุน PVD ทั้งในด้านมูลค่า AUM จำนวนบริษัทนายจ้าง และจำนวนสมาชิก

สำหรับปี 2569 บลจ.ทิสโก้ยังคงเดินหน้ายกระดับการให้บริการด้านการวางแผนการเงินอย่างครบวงจร ตั้งแต่เริ่มต้นการทำงานจนถึงเป้าหมายเกษียณ ภายใต้แนวคิด “Smart Retirement สุขทุกวันยันเกษียณ” โดยเตรียมนำเสนอสิทธิประโยชน์และโซลูชันการวางแผนการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล พร้อมพัฒนาระบบวางแผนการเงินรายบุคคล ที่ช่วยประเมินว่าเงิน PVD ที่สมาชิกมีอยู่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตหลังเกษียณตามเป้าหมายหรือไม่ และให้คำแนะนำในการเพิ่มการออม ปรับแผนการลงทุน หรือเพิ่มความคุ้มครองความเสี่ยงให้เหมาะสม

นางแขขวัญกล่าวเพิ่มเติมว่า บลจ.ทิสโก้ยังคงจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้ด้านการเงินอย่างต่อเนื่อง อาทิ งานสัมมนา “ชีวิตดี๊ดี แฮปปี้ 55+” ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 เพื่อเตรียมความพร้อมให้สมาชิกกลุ่มใกล้เกษียณในทุกมิติ รวมถึงโครงการ “Smart HR FINCoach” ที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านการเงินให้แก่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลและตัวแทนนายจ้าง เพื่อนำไปถ่ายทอดให้พนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งมอบรางวัล “TISCO PVD Best Employer Awards” แก่นายจ้างที่มีบทบาทโดดเด่นในการส่งเสริมการออมเพื่อเกษียณและความมั่นคงทางการเงินของพนักงาน

นอกจากนี้ บลจ.ทิสโก้และกลุ่มทิสโก้เตรียมเปิดตัวกิจกรรมใหม่ “Healthcare Fair on Tour” โดยร่วมมือกับโรงพยาบาลชั้นนำ เดินสายให้ความรู้ด้านสุขภาพและแนะนำผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพภายในองค์กรต่าง ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิก เพิ่มการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพอย่างสะดวก ควบคู่กับการวางแผนการเงินเพื่อรับมือค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาว ตอกย้ำความสำคัญของการดูแลสุขภาพควบคู่การออมเพื่อเกษียณในยุคสังคมอายุยืน

นายสุพงศ์วร เมี้ยนโภคา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนในปี 2569 ยังมีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนที่ดีต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา จากปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ นโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกที่อยู่ในทิศทางผ่อนคลาย กำไรของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ยังขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังเติบโตได้ต่อเนื่อง และสหรัฐอเมริกาเริ่มผ่อนคลายกฎเกณฑ์ในการดำเนินธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตาความเสี่ยงจากมาตรการภาษีการค้า ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงมูลค่าหุ้นในหลายตลาดที่อยู่ในระดับค่อนข้างสูง

นายสุพงศ์วรระบุว่า สำหรับประเทศไทยยังมีปัจจัยบวกหลายด้าน ทั้งอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในช่วงขาลง มูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับอดีต และอัตราการจ่ายเงินปันผลที่อยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ หากมีรัฐบาลใหม่เข้ามา คาดว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

ในมุมมองการลงทุนปี 2569 บลจ.ทิสโก้ชี้ว่า มี 3 ธีมการลงทุนหลักที่ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน ได้แก่ ธีม AI และระบบอัตโนมัติ ซึ่งเริ่มมีการนำไปใช้งานจริงในองค์กรทุกขนาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน ธีมเฮลธ์แคร์และเวลเนส ที่ได้แรงหนุนจากสังคมผู้สูงอายุและพฤติกรรมใส่ใจสุขภาพ ทำให้ความต้องการด้านการแพทย์และผลิตภัณฑ์สุขภาพเติบโตต่อเนื่อง และธีมสินทรัพย์เชิงป้องกัน หรือ Defensive เช่น ทองคำ และหุ้นปันผลสูง ซึ่งช่วยลดความผันผวนของพอร์ตในช่วงที่เศรษฐกิจ ดอกเบี้ย และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์มีความไม่แน่นอน

ด้านกลยุทธ์การลงทุน นายสุพงศ์วรกล่าวว่า ปีนี้เป็นปีแห่งการ “บาลานซ์พอร์ต” นักลงทุนไม่ควรกระจุกการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีหรือหุ้นสหรัฐเพียงด้านเดียว โดยธีมที่ยังโดดเด่น ได้แก่ AI Revolution ที่กำลังขยายจากโลกดิจิทัลสู่โลกจริง อาทิ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ รวมถึงกลุ่ม Health & Wellness และ Healthcare ที่ได้รับอานิสงส์จากเทคโนโลยีและโครงสร้างประชากรสูงวัย

ขณะเดียวกัน นักลงทุนควรมีสินทรัพย์เชิงป้องกัน เช่น หุ้นปันผลสูง หุ้นคุณภาพที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง และทองคำ เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ต โดยไม่ควรถือสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งมากเกินไป

สำหรับสัดส่วนการลงทุน ควรลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงประมาณ 50% โดยแบ่งเป็นหุ้นคุณภาพในธีม AI, Healthcare และหุ้นปันผล ราว 40% และทองคำประมาณ 10% ส่วนอีก 40% ลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพสูง และกันเงินสดหรือสินทรัพย์สภาพคล่องไว้ราว 10% เพื่อรองรับความไม่แน่นอนและใช้เป็นโอกาสลงทุนเมื่อราคาสินทรัพย์ปรับตัวลง

ในปี 2569 บลจ.ทิสโก้คาดว่าดัชนีหุ้นไทยจะปิดปีที่ระดับ 1,350 จุด คิดเป็นระดับ P/E ประมาณ 16 เท่า และกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 86.7 บาท แม้มูลค่าหุ้นจะไม่สูง แต่ Upside ของตลาดยังมีจำกัด จึงแนะนำให้เน้นลงทุนในหุ้นที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลสูง เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาว

“ปีนี้ยังเป็นปีที่ลงทุนได้ แต่ไม่ใช่ปีของการเร่งเครื่องเต็มที่ นักลงทุนควรผ่อนคันเร่ง เน้นคุณภาพ กระจายความเสี่ยง และเตรียมพอร์ตให้พร้อมรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา” นายสุพงศ์วรกล่าว