บลจ.กสิกร เตรียมเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทยในพอร์ต เป้าดัชนีปีนี้ 1,450 จุด
บลจ.กสิกรไทย
บลจ.กสิกรไทย ประเมินดัชนีหุ้นไทยปีนี้มีโอกาสขยับขึ้นสู่ระดับ 1,450-1,500 จุด หากรัฐบาลใหม่สามารถเร่งจัดตั้ง เดินหน้านโยบายเศรษฐกิจ และกระตุ้นการเติบโตได้ตามเป้า ท่ามกลางแรงหนุนเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าเด่น เตรียมกลับมาให้น้ำหนักหุ้นไทยในพอร์ตกองทุนรวม 3-5% หลังปีที่แล้วไม่ลงทุนในหุ้นไทยเลย พร้อมจับตาความคืบหน้าโครงการ TISA ที่อาจช่วยเสริมสภาพคล่องตลาดทุนในระยะยา
นายวิน พรหมแพทย์ ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย (KAsset) กล่าวว่า สำหรับทิศทางดัชนีตลาดหุ้นไทย ปัจจุบันปรับขึ้นมาในระดับประมาณ 1,400 จุด บลจ.กสิกรไทยให้เป้าดัชนีปีนี้ที่ 1,450 จุด และมีโอกาสขยับขึ้นไปทดสอบที่ระดับ 1,500 จุดได้ ขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐบาลในการส่งมอบนโยบาย โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตได้ตามเป้าหมายราว 3% ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องอาศัยทั้งความรวดเร็วในการจัดตั้งรัฐบาล การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และการดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่อง
สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) เตรียมหารืออย่างไม่เป็นทางการ (informal meeting) เกี่ยวกับโครงการ Thailand Individual Saving Account (TISA) ในวันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์นี้ โดยจะตกลงกันในเชิงหลักการ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดการส่งเสริมการออมระยะยาวผ่านการลงทุนหลากหลายทางเลือก หากผู้ลงทุนเลือกเป็นกองทุนรวมจะได้อะไรบ้าง ซึ่งมองว่าเป็นเม็ดเงินสำคัญที่จะช่วยเสริมให้ตลาดทุนเติบโต ก่อนจะสรุปแนวทางและเสนอไปยังหน่วยงานกำกับดูแล เช่น กระทรวงการคลัง, ก.ล.ต., ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ FETCO
นอกจากนี้ ตลาดยังต้องรอดูความชัดเจนของรายชื่อคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญ เช่น การคลัง พาณิชย์ และต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางนโยบายและความเชื่อมั่นของนักลงทุน
“ปีนี้หุ้นไทยถือว่ายังมีลุ้น แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับรัฐบาลใหม่ว่าจะทำได้ตามที่ตลาดคาดหวังหรือไม่” นายวินกล่าว
ภาพรวมตลาดทุนไทยในช่วงนี้ยังได้รับแรงหนุนจากเงินลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในช่วงต้นปีที่กระแสเงินทุนไหลเข้าอย่างโดดเด่น โดยพบว่ามีเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาในระดับสูงถึงราว 16,000 ล้านบาทต่อวัน จากระดับปกติที่อยู่เพียง 4,000-5,000 ล้านบาท สะท้อนความสนใจของนักลงทุนต่างชาติที่เพิ่มขึ้น
ส่วนหนึ่งมาจากเงินที่ย้ายออกมาจากตลาดอินโดนีเซีย จากการที่ MSCI อาจพิจารณาปรับลดสถานะตลาดหุ้นอินโดนีเซียจากตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Market) เป็นตลาดชายขอบ (Frontier Market) ซึ่งกระแสเงินดังกล่าวมีโอกาสไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น หากเทียบการลงทุนในประเทศกลุ่ม TIP (ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์)
สำหรับกลยุทธ์การจัดพอร์ตลงทุน KAsset ยังคงเดินหน้าพัฒนาแนวคิด Core Portfolio ซึ่งมีการทบทวนและปรับพอร์ตปีละ 1 ครั้ง โดยนำข้อมูลคาดการณ์ผลตอบแทนสินทรัพย์ทั่วโลกกว่า 100 หลักทรัพย์ ในระยะยาว 10-15 ปี มาสร้างแบบจำลองเพื่อกำหนดสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง
ซึ่ง K-WealthPLUS ถูกออกแบบให้เป็นพอร์ตหลักสำหรับการลงทุนระยะยาว คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 80% ของเงินลงทุนทั้งหมด ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีอย่างมาก โดยในปีที่ผ่านมากองทุนดังกล่าวทั้ง 3 กอง มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) เพิ่มขึ้นรวมกว่า 8 หมื่นล้านบาท ถือว่าสูงที่สุดในกลุ่มกองทุนลักษณะเดียวกัน
สำหรับ K-WealthPLUS Series แบ่งออกเป็นหลายระดับ ได้แก่
- K-WPULTIMATE มีสัดส่วนหุ้นทั่วโลกสูงถึง 85% และตราสารหนี้ทั่วโลก 15% เหมาะกับผู้ลงทุนวัยเริ่มทำงาน รับความเสี่ยงได้สูง เน้นการเติบโตของเงินลงทุน ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 6% ต่อปี
- K-WPSPEEDUP มีสัดส่วนหุ้นทั่วโลก 65% และตราสารหนี้ทั่วโลก 35% ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 5% ต่อปี
- K-WPBALANCED มีสัดส่วนหุ้นทั่วโลก 30% และตราสารหนี้ทั่วโลก 70% ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 4% ต่อปี
- K-WPLIGHT สำหรับผู้ใกล้เกษียณหรือเกษียณแล้ว เน้นการลงในตราสารหนี้เป็นหนัก โดยมีสัดส่วนหุ้นเพียง 15% ลดความผันผวนของพอร์ต
นายวินกล่าวว่า สำหรับการปรับพอร์ตในปีนี้ โครงสร้างหลักยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก โดยในปีที่ผ่านมา KAsset ได้เพิ่มสินทรัพย์บางประเภทตามสถานการณ์ เช่น เพิ่มหุ้นสหรัฐ ในช่วงที่มีความเสี่ยงด้านนโยบายการค้า เพิ่มทองคำในช่วงเดือนพฤษภาคม และเพิ่มหุ้นจีนในช่วงกลางปีราวเดือนกรกฎาคม ปีนี้ KAsset มีแนวโน้มว่าเริ่มกลับมาให้ความสำคัญกับหุ้นไทยมากขึ้น หลังจากปีที่แล้วไม่มีการลงทุนในหุ้นไทยเลย
โดยมองว่าภาพรวมปีนี้ “ดีกว่าปีที่ผ่านมา” และเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว จึงมีแผนจะใส่หุ้นไทยเข้าพอร์ตในสัดส่วนเบื้องต้นประมาณ 3-5% โดยเน้นหุ้นปันผล ขณะที่สัดส่วนที่แน่ชัดยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งหากมีการจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จ บลจ.กสิกรไทยอาจมีการปรับน้ำหนักหุ้นไทยในพอร์ตกองทุนรวมอีกครั้ง
ทั้งนี้ บลจ.กสิกรไทย ได้นำเสนอบทวิจัย KAsset Capital Market Assumptions (KCMA) ประจำปี 2569 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายใต้ความร่วมมือกับ J.P. Morgan Asset Management เพื่อถ่ายทอดกรอบมุมมองและสมมติฐานด้านเศรษฐกิจและการลงทุนระยะยาว โดยบทวิจัยดังกล่าวจัดทำขึ้นจากความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญกว่า 30 คน จาก 4 ทีมบริหารการลงทุนหลักของทั้งสององค์กร
ต่อยอดจากกรอบงานวิจัย Long-Term Capital Market Assumptions ของ J.P. Morgan Asset Management ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และนำมาประยุกต์ให้เหมาะสมกับบริบทของผู้ลงทุนไทย ครอบคลุมการประเมินแนวโน้มผลตอบแทนและความเสี่ยงของสินทรัพย์มากกว่า 100 ประเภท ในระยะเวลา 10-15 ปีข้างหน้า เพื่อสนับสนุนการวางแผนและตัดสินใจลงทุนระยะยาวอย่างมีระบบ
“ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากปัจจัยด้านชาตินิยมทางเศรษฐกิจ ความตึงเครียดด้านการค้า และภาวะตลาดแรงงานที่ยังคงตึงตัว แม้ความไม่แน่นอนจะยังอยู่ในระดับสูง แต่ยังปรากฏสัญญาณสนับสนุนจากการฟื้นตัวของการลงทุนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนบทบาทของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีส่วนช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาว ส่งผลให้การวางแผนกลยุทธ์การลงทุนระยะยาวมีความน่าสนใจ โดยพอร์ตการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลกคาดว่าจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 6.4% ต่อปี
ขณะที่ตราสารหนี้กลับมามีบทบาทมากขึ้นจากระดับอัตราผลตอบแทนที่สูง สำหรับเศรษฐกิจไทย ยังคงเผชิญข้อจำกัดจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง อาทิ การชะลอตัวของการลงทุน สังคมผู้สูงอายุ และการเติบโตของประสิทธิภาพการผลิตของไทยที่มีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้การคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวอยู่ที่ประมาณ 2.1% ต่อปี และเงินเฟ้อเฉลี่ยราว 1.2%
โดยตลาดทุนไทยยังมีลักษณะพึ่งพาผลตอบแทนจากเงินปันผลเป็นหลัก ขณะที่ตราสารหนี้มีข้อจำกัดด้านผลตอบแทน จึงแนะนำผู้ลงทุนให้ความสำคัญกับการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ต่างประเทศและสินทรัพย์ทางเลือก เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของพอร์ตและรองรับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในระยะยาว” นายวินกล่าว